หลินชิงเยียนที่อยู่ในขอบเขตนักรบขั้นต้นนั้นย่อมไม่กลัวผู้ใดอยู่แล้ว ส่วนหลินเหม่ยเจวี๋ยเพียงชำเลืองมองชายฉกรรจ์เหล่านั้นเล็กน้อยแล้วเบ้ปาก ดูจากสภาพการแต่งกายซอมซ่อเสื้อผ้าเก่าขาด เนื้อตัวสกปรก ดูแล้วเป็นพวกนักเลงหัวไม้ไร้ตระกูลหนุนหลังย่อมมีวิชายุทธ์อ่อนด้อย นางจึงปล่อยให้หลินชิงเยียนจัดการได้อย่างสบายใจ
หลินชิงเยียนเห็นทางนั้นกำลังจะคว้าแขนนาง ก็ถีบคนกลับไปในทันทีและเริ่ม “ลงมือ” รับคำสั่งสอนแต่โดยดี
“อ้ากกก!! อีนังแพศยา พวกเราลงมือจัดการนังนี่ก่อน”
“เข้ามาเลย ดูสิว่าข้าจะปิดปากสุนัขของพวกเจ้าอย่างไร”
การต่อสู้ระหว่างบุรุษ 6 คน กับสตรี 1 คน กลางถนนสร้างความสนใจให้กับชาวบ้านจนพากันมามุงดูเป็นกลุ่มใหญ่ ทางบุรุษสกุลหลินที่เดินอยู่ห่างๆ รีบวิ่งเข้ามาห้ามปราม แต่เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวาย จับทางนี้ ทางนู้นก็หลุดมือ จนกลายเป็นต้องช่วยกันกำราบกลุ่มชายฉกรรจ์จนหมอบราบคาบอยู่บนพื้น
“เกิดอะไรขึ้น ใครบังอาจมาก่อเรื่องที่นี่!!” บุรุษสูงวัยแต่งกายด้วยผ้าไหมเนื้อดี หน้าผากกว้างดูลักษณะเป็นผู้มีความรู้ กล่าวด้วยเสียงอันดัง ฝูงคนต่างแหวกทางให้เขาเดินเข้ามา
ชายฉกรรจ์ฟันเหลืองเงยหน้าขึ้นมามองเห็นชายสูงวัยจึงรีบลุกขึ้นเดินอย่างยากลำบาก ไปหาชายสูงวัยผู้นั้น
“ท่านผู้เฒ่าฝ่าน คนต่างเมืองกลุ่มนี้รุมทำร้ายพวกข้า ท่านดูเอาเถิดพวกเราต่างบาดเจ็บกันไม่น้อยท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับพวกเรา”
บุรุษสูงวัยหันมามองกลุ่มชายหนุ่มอายุราว 18-19 ปี สวมใส่เสื้อผ้าสะอาดตา ยืนก้มหน้าอย่างนอบน้อมแต่แววตาและท่าทางองอาจ ในกลุ่มยังมีสตรีอีก 2 นาง คนหนึ่งผมเผ้าหลุดลุ่ยไปเล็กน้อย อีกคนหันหน้ามองไปทางอื่นอย่างไม่ใส่ใจ
“จิ๊ๆๆๆ… บุรุษทั้งแท่งกลับคลานไปกล่าวคำโป้ปด ฟ้องคนเขาไปทั่วอย่างหน้าไม่อาย ข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว” ยังเป็นหลินชิงเยียนที่กล่าววาจาเสียดสี
“ขออภัย ข้าฝ่านเหลียงเป็นเจ้าของร้านค้าตรงข้างหน้านี้ พวกเจ้าเป็นคนต่างเมือง มาก่อเรื่องทะเลาะวิวาทกับชาวเมืองเซินถูตรงหน้าร้านข้า ไม่ทราบว่าจะบอกสาเหตุที่แท้จริงกับพวกเราชาวเซินถูได้รับรู้หรือไม่”
“ก่อเรื่องทะเลาะวิวาทรึ? ท่านผู้เฒ่าท่านเข้าใจผิดไปหรือไม่ ข้ากับอาหญิงของข้าเดินเล่นชมตลาดอยู่ดีๆ ไอ้พวกขยะนี่กลับมาลวนลามพวกเรา จะให้พวกเรายินยอมงั้นรึ?”
“ชิงเยียน อย่าเสียมารยาท” หลินเหม่ยเจวี๋ยเห็นคนรุ่นหลานยังคงระงับความโกรธไม่ได้ จึงรีบห้ามปราม
“ขออภัยท่านผู้เฒ่าฝ่านเจ้าค่ะ พวกเรามิได้มีเจตนาจะก่อความวุ่นวายใดๆ แต่เป็นกลุ่มพี่ชายพวกนั้นที่ใช้วาจาลวนลามพวกเราจริงๆ ข้าว่าน่าจะมีคนได้ยินอยู่หลายคน ท่านลองสอบถามดูเถิดเจ้าค่ะ ส่วนพวกหลานชายของข้าเพียงคิดจะมาห้ามปรามแต่เหตุการณ์มันชุลมุนจึงได้พลั้งมือไปบ้าง”
ฝ่านเหลียนเพียงได้ยินที่ชิงเยียนกล่าวออกมาก็พอจะเดาเหตุการณ์ได้แล้ว ไอ้พวกบุรุษตัวเหม็นที่นอนกองกันอยู่นี่วันๆ ก็ไม่ทำอะไร เอาแต่ดื่มสุราก่อเรื่องไม่เว้นวัน เห็นว่าตัวมีพวกพ้องหลายคนชาวบ้านก็ไม่อยากจะมาเสียเวลาด้วยคราวนี้เจอคนเอาจริงขึ้นมาถึงได้เป็นเหตุให้เห็นอยู่นี่
“ต้าหวงเจ้าจะให้ข้าถามความจากชาวบ้านหรือไม่” ฝ่านเหลียงหันไปถามชายฟันเหลืองเสียงดุ
“โอ..ท่านผู้เฒ่า ชายเสื้อพวกนางข้ายังไม่ทันได้สัมผัสเลย ก็ถูกอัดจนกองอยู่กับพื้นแล้ว เช่นนี้ไม่ให้พวกเขาชดเชยให้ข้าสักหน่อยหรือ”
“เหลวไหล!! หากเจ้าไม่ไปรังควานผู้อื่นเขาก่อนจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้หรือไม่ พวกเจ้ารีบมาขอโทษพวกเขาเดี๋ยวนี้ไม่เช่นนั้นข้าจะเอาความจากเจ้าแน่” ฝ่านเหลียงกล่าวจบก็หันมาถามสตรีตรงหน้าอีกครั้ง
“ไม่ทราบว่าเจ้าเป็นคนจากเมืองไหน หรือมีญาติอยู่ที่เมืองเซินถู ข้าจะให้พวกเขาไปขอโทษญาติเจ้าถึงเรือนด้วยทีเดียวเลย”
หลินเหม่ยเจวี๋ยเห็นชายชรามีคุณธรรมซ้ำยังสุภาพเป็นอย่างมาก ท่าทีนางจึงอ่อนโยนลง
“เรียนท่านผู้เฒ่า พวกเราทั้งหมดเป็นคนตระกูลหลิน เดินทางมาจากเมืองเป่ยถังตั้งใจจะไปเมืองผิงอันผ่านมาทางเมืองเซินถูจึงได้หยุดพักที่โรงเตี๊ยมทางด้านนั้นเจ้าค่ะ ยังมีพี่น้องพวกเราอยู่ที่โรงเตี๊ยมกันอีกหลายคน”
“ตระกูลหลิน!! เมืองเป่ยถัง!! ตระกูลหลินที่เป็นตระกูลผู้หลอมโอสถใช่หรือไม่?” ฝ่านเหลียงถามเสียงดังอย่างตกใจ ชาวบ้านที่อยู่รอบๆก็ส่งเสียงฮือฮา
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ พวกเรามีผู้หลอมโอสถเดินทางมา 11 คน ตั้งใจจะไปเข้าร่วมสำนักเย้าเตียนที่เมืองผิงอันเจ้าค่ะ”
ชายฟันเหลืองกับพรรคพวกที่เวลานี้ลุกขึ้นยืนกันหมดแล้ว แต่ละคนทำหน้าเหยเก ยกมือขึ้นเกาศีรษะป้อยๆ จากนั้นก็รีบเดินมาทำท่าทางคำนับคนตระกูลหลินทั้งกลุ่ม
“ล่วงเกินแล้วๆ พวกเราขออภัยด้วย”
“ท่านผู้เฒ่า พวกเราสำนึกผิดแล้ว แล้วก็ขอโทษอย่างจริงใจแล้วพวกเราต้องขอตัวลาไปก่อนล่ะขอรับ” ต้าหวงคำนับอีกรอบแล้วรีบนำพรรคพวกวิ่งหนีไปทันที
“แม่นางหลิน คุณชายหลิน ข้าผู้เฒ่าต้องขออภัยพวกเจ้าด้วยจริงๆ พวกเราและผู้ฝึกปราณชาวเซินถูล้วนได้รับประโยชน์จากหอโอสถสกุลหลินมาไม่น้อยเลย คราวนี้ได้ทำผิดพลาดครั้งใหญ่หวังว่าพวกเจ้าจะไม่ติดใจเอาความ”
“ท่านผู้เฒ่าอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย หลานสาวของข้าเองก็ใจร้อนและลงมือหนักไปบ้าง ถือว่าต่างฝ่ายต่างเลิกรากันไปแต่เพียงเท่านี้เถิดเจ้าค่ะ ส่วนเรื่องประโยชน์อันใดนั่นก็เป็นเพียงการค้า ไม่มีผู้ใดมีบุญคุณต่อกันหรอกเจ้าค่ะ”
“มิได้ๆ เจ้ามาจากต่างเมือง อย่างไรพวกเราก็จะดูแลพวกเจ้าให้ดี ถือเป็นการขอโทษจากชาวเมืองเซินถูแล้วกัน”
“เช่นนั้นก็ขอบคุณท่านผู้เฒ่าแล้วเจ้าค่ะ” หลินเหม่ยเจวี๋ยตอบกลับแล้วก็ร่ำลาจากฝ่านเหลียง พาคนทั้งหมดกลับไปที่โรงเตี๊ยม
……….
ทายาทตระกูลหลินทั้ง 25 คนต่างก็มารวมตัวกันที่บริเวณลานด้านหลังโรงเตี๊ยม หลินเหม่ยเจวี๋ยเป็นคนเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ทุกคนฟัง
หลินซ่งสวินผู้ที่เป็นผู้นำแต่อายุเขาก็ยังน้อยกว่าอาหญิง แม้จะโกรธเป็นอย่างมากแต่ก็ยังยืนนิ่งฟังไม่ขยับ หลินเจียวหย่งที่บัดนี้อายุ 26 ปี อายุมากที่สุดในกลุ่มย่อมรู้ความคิดของญาติผู้น้องซ่งสวิน จึงกล่าวออกมาแทน
“ดีๆๆๆ ลูกหลานสกุลหลินช่างประเสริฐนัก ออกจากบ้านมาไม่ถึงเดือนก็เริ่มจะหาญกล้าก่อเรื่องวุ่นวาย ท่านอาหญิงท่านอาวุโสกว่าชิงเยียนแต่กลับไม่ห้ามปราม ปล่อยให้นางไปต่อยตีกับบุรุษ เพียงแค่ท่านเดินย้อนกลับมาหาพวกหลานชาย พวกเขาก็ไม่กล้าตอแยแล้ว ท่านกลับไม่ทำ” หลินเจียวหย่งต่อว่าอย่างไม่ไว้หน้าใคร ครั้งนี้เป็นครั้งแรก หากไม่ตักเตือนพวกเขาบ้าง ก็อาจจะมีครั้งต่อๆไปจึงไม่คิดจะสงวนคำ
หลินเหม่ยเจวี๋ยสีหน้าสลดลงเล็กน้อย นางยอมรับว่านางหยิ่งยโสเกินไปหน่อยจริงๆ
“ยังมีชิงเยียน เจ้าอยู่เมืองเป่ยถังมีแต่คนเกรงใจคนสกุลหลิน ถึงได้หาญกล้านักใช่หรือไม่ ยังดีที่นี่เป็นเมืองเซินถูพวกเขายังพึ่งพาโอสถจากตระกูลหลิน ยังอาศัยค้าขายกับเมืองเป่ยถัง สองเมืองข้างหน้านั่นห่างไกลจากเรามากนักทั้งยังเป็นเมืองใหญ่ ตระกูลหลินแล้วอย่างไร ตระกูลหลินไม่นับเป็นอะไรในสายตาพวกเขาเลย”
หลินชิงเยียนหันมาสบตากับหลินเหม่ยเจวี่ย แอบทำหน้าเบ้นิดๆ แต่ก็ก้มหน้ารับผิดแต่โดยดี
“พี่เจียวหย่ง ข้ารู้ความผิดของข้าแล้ว ต่อไปจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกเจ้าค่ะ ข้ารับปากท่าน”
“เหอะ!!! ไม่ว่าผู้ใดทั้งนั้น ฟังให้ดี หลังจากออกจากเมืองเซินถูไป ข้ากับซ่งสวินไม่อนุญาตให้ใครก่อเรื่องใดๆขึ้นอีก พวกเราจะไม่ยอมใคร แต่ไม่จำเป็นต้องทำร้ายใครเช่นกัน หากเลี่ยงได้ก็ให้เลี่ยง พวกเรามีกันแค่เพียง 25 คนเท่านี้ ยังต้องไปเผชิญหน้ากับผู้อื่นที่ไม่รู้เบื้องหลังเขาอีกมากมาย คิดทำอันใดต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ ดูแลตักเตือนกันให้มาก เราต้องไปถึงสำนักเย้าเตียนให้ครบกันทั้ง 25 คน”