จอมอักขระ จ้าวศาสตรา

    บทที่ 60 การฝึกที่แสนยาก (2)

    บรรดาบุตรหลานตระกูลเอี้ยทั้งหมด ถูกนำตัวมายังห้องโถงขนาดใหญ่แห่งหนึ่งผนังห้องเต็มไปด้วยอักขระที่สลักลึก และกลางห้องมีแท่นหินขนาดมหึมาตั้งตระหง่าน

    “ยินดีด้วยที่พวกเจ้าผ่านด่านแรกมาได้” จ้าวเสินหลงปรากฏตัวขึ้นบนแท่นหินเสียงของเขายังคงเย็นชาเช่นเคย “บัดนี้ พวกเจ้าจะได้เข้าสู่‘ห้องจำลองแห่งการต่อสู้’ด่านนี้จะทดสอบการนำวิชาที่พวกเจ้าฝึกมาใช้ในการต่อสู้จริง”

    ทันใดนั้น อักขระบนแท่นหินก็เปล่งแสงเจิดจ้าร่างของหุ่นพยนต์ขนาดเท่าคนจริงเริ่มปรากฏขึ้นทีละตัวหุ่นพยนต์เหล่านี้มีลักษณะเหมือนนักรบโบราณ ถืออาวุธครบมือและที่น่าตกใจคือพวกมันมีพลังการต่อสู้เทียบเท่าผู้ฝึกปราณขั้นก่อชีพจร!

    “พวกมันจะโจมตีพวกเจ้าด้วยความรุนแรงเสมือนศัตรูจริง” จ้าวเสินหลงกล่าว“ทุกด่านที่พวกเจ้าผ่านไปได้ จะมีเวลาให้พักเพียงหนึ่งเค่อก่อนที่ด่านต่อไปจะเริ่มจำนวนหุ่นจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเก้าตัวในแต่ละขั้นและเมื่อพวกเจ้าผ่านขั้นหนึ่งได้พวกเจ้าจะได้เผชิญหน้ากับหุ่นที่แข็งแกร่งขึ้นไปอีกระดับ เริ่มจากก่อชีพจรไปจนถึงกำเนิดปราณขั้นสูง และแม้กระทั่งชำระล้างขั้นกลาง”

    เสียงประกาศสิ้นสุดลงหุ่นพยนต์ตัวแรกก็พุ่งเข้าใส่ศิษย์คนหนึ่งอย่างรวดเร็วศิษย์ผู้นั้นไม่ทันตั้งตัวก็ถูกกระแทกจนกระเด็น

    เอี้ยหลานตั้งท่าพร้อมเขารู้สึกได้ถึงพลังที่แฝงอยู่ในหุ่นพยนต์เหล่านี้ มันสมจริงจนน่าตกใจหุ่นตัวหนึ่งพุ่งเข้ามา เอี้ยหลานใช้ “ท่าเท้าพายุโหม”เคลื่อนที่หลบหลีกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชักดาบไม้ในมือออกไปดาบไม้ตวัดเป็นเงาจันทรา “พันจันทรา!” เสียงดาบฟาดฟันกับเกราะของหุ่นพยนต์ดังสนั่นแม้จะเป็นเพียงดาบไม้ แต่ด้วยพลังปราณอัคคีที่หลอมรวมกับกระบวนท่าทำให้ดาบของเขามีพลังทำลายล้างที่น่ากลัว

    เอี้ยซิงหยูคำราม เขาพุ่งเข้าใส่หุ่นพยนต์ด้วยหมัดเปล่าหมัดของเขาทรงพลังราวกับภูผาที่เคลื่อนที่หุ่นพยนต์ตัวหนึ่งถูกหมัดของเขากระแทกจนกระเด็นไปกระทบผนังแรงสั่นสะเทือนทำให้อักขระบนผนังกระพริบ

    เอี้ยเหยียนจิงยังคงใช้ความสามารถในการจารึกอักขระเขาวาดอักขระแสงขึ้นกลางอากาศอักขระเหล่านี้พุ่งเข้าตรึงหุ่นพยนต์ให้เคลื่อนไหวช้าลงทำให้เพื่อนร่วมรบมีโอกาสโจมตี

    การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด กลิ่นอายของความตายคละคลุ้งไปทั่วห้องแม้จะเป็นเพียงหุ่นพยนต์แต่การโจมตีของพวกมันรุนแรงและแม่นยำราวกับศัตรูที่มีชีวิตจริงศิษย์หลายคนได้รับบาดเจ็บ เลือดสดๆ ไหลรินจากบาดแผลที่ถูกฟัน บาดแผลที่ถูกกระแทก

    “อ๊ากกก!”เสียงกรีดร้องดังขึ้นเมื่อศิษย์คนหนึ่งถูกดาบของหุ่นพยนต์ฟันเข้าที่แขนอย่างจังเขาพลันรู้สึกถึงความคมของคมดาบที่เฉือนผ่านเนื้อหนังความเจ็บปวดที่แท้จริงราวกับว่าแขนของเขาถูกตัดออกจริงๆภาพความตายฉายชัดในมโนสำนึก ทำให้ศิษย์ผู้นั้นหวาดผวาจนสติแตก เขาทรุดตัวลงและตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ

    “ยอมแพ้! ข้ายอมแพ้แล้ว!”

    เสียงของเขาทำให้เอี้ยเสวียนที่เฝ้ามองอยู่ภายนอกยิ้มมุมปาก“มีคนที่อ่อนแอเสมอ”

    ผู้ที่ยอมแพ้จะถูกส่งตัวออกไปจากห้องโดยอัตโนมัติบาดแผลของพวกเขาจะได้รับการรักษา แต่จิตใจของพวกเขาจะถูกประทับตราด้วยความพ่ายแพ้

    ด่านแล้วด่านเล่า ระดับความยากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจำนวนหุ่นพยนต์จากหนึ่งเป็นสอง สี่ และท้ายที่สุดคือเก้าตัวในแต่ละระดับพลังงาน

    ที่ระดับกำเนิดปราณขั้นสูงหุ่นพยนต์เก้าตัวพุ่งเข้าล้อมเอี้ยหลาน เขาต้องใช้ “ท่าเท้าพายุโหม”อย่างสุดความสามารถเคลื่อนไหวราวกับเงาหลบหลีกการโจมตีที่รุนแรงและประสานงานกันเป็นอย่างดี ดาบ‘พันจันทรา’ ในมือตวัดเป็นเกลียวคลื่นเพลิง พุ่งเข้าโจมตีจุดตายของหุ่นพยนต์อย่างแม่นยำบางครั้งเขาก็ต้องใช้ “พลังปราณอัคคีหลอมฟ้า”เพื่อสร้างเกราะปราณป้องกันตัวเองจากการโจมตีที่ไม่อาจหลบหลีกได้ทั้งหมด

    เอี้ยซิงหยูต้องใช้ปราณคุ้มกายอย่างเต็มที่เขาเข้าปะทะกับหุ่นพยนต์โดยตรง แรงกระแทกจากการโจมตีทำให้ห้องสั่นสะเทือนเขาได้รับบาดเจ็บหลายครั้ง แต่ก็ยังคงคำรามและตอบโต้กลับอย่างดุดัน

    เอี้ยเหยียนจิงวาดอักขระแสงไปทั่วห้องอักขระบางตัวระเบิดออกเป็นประกายไฟ ทำให้หุ่นพยนต์ชะงักงันอักขระบางตัวตรึงร่างของพวกมันไว้ ทำให้เพื่อนร่วมรบมีโอกาสโจมตี เขาสูดหายใจลึกพลังปราณถูกใช้ไปอย่างมหาศาล

    บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงการต่อสู้ เสียงอาวุธกระทบกันเสียงหอบหายใจของเหล่าศิษย์ และเสียงคำรามของหุ่นพยนต์ที่ไม่มีชีวิตผู้ที่รอดชีวิตมาถึงจุดนี้ต่างได้รับบาดแผลสะสมแต่แววตาของพวกเขากลับลุกโชนด้วยไฟแห่งการต่อสู้พวกเขาได้เรียนรู้ที่จะนำวิชาที่ฝึกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในสถานการณ์ที่อันตรายถึงชีวิต

    “ด่านชำระล้างขั้นกลาง…” ผู้อาวุโสคนหนึ่งอุทาน“มีศิษย์เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังคงยืนหยัดได้”

    เอี้ยเสวียนมองดูภาพนั้นด้วยสายตาที่เฉียบคม “นี่คือสิ่งที่ข้าต้องการความสามารถในการต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าและความอดทนต่อความเจ็บปวดที่สมจริง”

    ในที่สุด ด่านการต่อสู้ก็สิ้นสุดลงเหล่าศิษย์ที่ยังยืนหยัดได้ต่างทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความอ่อนล้าแต่รอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของพวกเขาพวกเขาผ่านความตายจำลองมาได้ และได้รับบทเรียนอันล้ำค่าที่ไม่อาจหาได้จากตำราใดๆ

    หลังจากการต่อสู้อันดุเดือดในห้องจำลองศิษย์ที่รอดชีวิตกว่าสามสิบคนถูกนำตัวมายังห้องโถงสุดท้ายที่มืดมิดและเงียบสงัดผนังห้องเรียบเนียนปราศจากอักขระใดๆ แต่บรรยากาศกลับอึดอัดจนน่าขนลุก

    “ด่านสุดท้าย... ‘ค่ายกลลวงวิญญาณ’”เอี้ยเสวียนปรากฏตัวขึ้นจากเงามืด เสียงของเขาเบาลงแต่กลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม “ด่านนี้จะทดสอบจิตใจของพวกเจ้าพวกเจ้าจะได้เผชิญหน้ากับสิ่งที่พวกเจ้าหวาดกลัวที่สุด เกลียดที่สุดหรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต”

    ทันทีที่สิ้นเสียง พื้นห้องก็พลันสลายไปร่างของศิษย์ทุกคนร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิดที่ไร้ที่สิ้นสุดเอี้ยหลานรู้สึกราวกับจมดิ่งลงไปในห้วงอเวจีสัมผัสถึงความโดดเดี่ยวและความหวาดกลัวที่กัดกินจิตใจ

    ภาพแรกที่ปรากฏในมโนสำนึกของเอี้ยหลานคือร่างของพ่อและแม่ที่ล้มลงในกองเลือดเสียงกรีดร้องของเขาจุกอยู่ในลำคอความรู้สึกไร้พลังที่เคยเผชิญหน้าในอดีตกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง

    “ไม่! ข้าจะไม่ยอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นอีก!”เอี้ยหลานคำราม เขากำหมัดแน่น พลังปราณอัคคีหลอมฟ้าพลันปะทุขึ้นในจิตใจเผาผลาญความกลัวให้มอดไหม้ไป

    เอี้ยซิงหยูพบว่าตนเองติดอยู่ในกรงที่มืดมิดถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนนับไม่ถ้วน เขาสัมผัสได้ถึงความสิ้นหวังและความไร้พลัง“ข้าเกลียดความอ่อนแอ! ข้าเกลียดการถูกจองจำ!” เขากำหมัดทุบกรงเหล็กอย่างบ้าคลั่งพลังปราณในร่างปะทุออกมาด้วยความโกรธแค้น

    เอี้ยเหยียนจิงเห็นภาพกองเอกสารเก่าๆที่เขาล้มเหลวในการจารึกอักขระครั้งแล้วครั้งเล่า ความผิดหวังในตัวเองกัดกินจิตใจ“ข้า...ข้ามันไร้ประโยชน์!”เขาได้ยินเสียงหัวเราะเยาะจากคนรอบข้างที่บอกว่าเขาไม่มีพรสวรรค์พอที่จะเป็นนักจารึกอักขระแต่แล้วเขาก็สลัดความคิดนั้นทิ้ง “ไม่! ข้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้น!ข้าจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น!” เขาเริ่มวาดอักขระในอากาศ แม้จะอยู่ภายใต้ภาพลวงตาแต่พลังแห่งอักขระยังคงแผ่ซ่านออกมา

    ภาพลวงตาเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ฉากทรมานต่างๆ ปรากฏขึ้นในมโนสำนึกศิษย์บางคนเห็นภาพตนเองถูกทรมานอย่างแสนสาหัส บางคนเห็นคนที่ตนรักถูกทรมานบางคนต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจระหว่างความเป็นความตายที่ยากลำบากที่สุด

    “นี่มันไม่ใช่เรื่องจริง! นี่มันแค่ภาพลวงตา!”ศิษย์บางคนพยายามตะโกนปฏิเสธแต่จิตใจของพวกเขากลับถูกความกลัวครอบงำจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้ บางคนล้มลงตัวสั่นเทา พยายามหนีจากภาพหลอนที่ไล่ล่า

    ผู้อาวุโสหลายคนมองดูด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“ค่ายกลลวงวิญญาณนี้รุนแรงยิ่งนัก มันสามารถทำลายจิตใจของคนได้หากไม่แข็งแกร่งพอ”

    “ใช่” ผู้อาวุโสสูงสุดกล่าว“เอี้ยเสวียนต้องการให้พวกเขาก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง”

    เอี้ยเสวียนเฝ้าสังเกตการณ์จากด้านนอกด่าน ด้วยแววตาที่เยือกเย็น“หากแม้แต่จิตใจของตนเองยังไม่สามารถเอาชนะได้แล้วจะเอาอะไรไปต่อสู้กับศัตรูที่แท้จริง?”

    เอี้ยหลานยังคงอยู่ในภาพหลอนที่เลวร้ายที่สุดเขาเห็นตัวเองต้องเลือกที่จะสละชีวิตพ่อแม่เพื่อปกป้องน้องสาวเขาได้ยินเสียงกรีดร้องของพวกเขา ความเจ็บปวดกัดกินหัวใจแต่แล้วเขาก็จำคำพูดของเอี้ยเสวียนได้ ‘ถ้าเจ้าไม่พร้อมที่จะตายเจ้าก็ไม่พร้อมที่จะชนะ’

    “ข้าพร้อมที่จะสละชีวิตเพื่อปกป้องคนที่ข้ารัก!”เอี้ยหลานคำราม เขาปิดตาลง สูดหายใจลึก และเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งแววตาของเขาก็ปราศจากความกลัว ภาพหลอนเริ่มสั่นไหวและจางหายไปเขาได้ทะลวงผ่านกำแพงแห่งจิตใจของตนเองได้แล้ว!

    เช่นเดียวกับเอี้ยซิงหยูและเอี้ยเหยียนจิง เอี้ยซิงหยูใช้ความโกรธแค้นเป็นแรงผลักดันเขาคำรามและระเบิดพลังปราณออกมาอย่างเต็มที่กรงที่จองจำเขาสั่นสะเทือนและพังทลายลงด้วยหมัดของเขาเขาได้ปลดปล่อยตัวเองจากความกลัวที่จะถูกจองจำ

    เอี้ยเหยียนจิงใช้ความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ตัวเองเขาไม่สนใจเสียงหัวเราะเยาะอีกต่อไปแต่กลับตั้งสมาธิกับการวาดอักขระอย่างต่อเนื่องอักขระที่เขาสร้างขึ้นเปล่งแสงเจิดจ้าขับไล่ความมืดมิดและภาพหลอนที่รายล้อมออกไปเขาได้ค้นพบความแข็งแกร่งในตัวเองที่ไม่ต้องพึ่งการยอมรับจากผู้อื่น

    ทีละคนๆ ศิษย์ที่แข็งแกร่งพอต่างก็เริ่มทะลวงผ่านค่ายกลลวงวิญญาณมาได้แววตาของพวกเขาเปลี่ยนไป จากความหวาดกลัวกลายเป็นความมุ่งมั่นจากความอ่อนแอเป็นความแข็งแกร่ง พวกเขาได้เผชิญหน้ากับความกลัวที่สุดของตนเองและเอาชนะมันได้สำเร็จ

    เมื่อแสงสว่างสาดส่องเข้ามาในห้องอีกครั้งศิษย์ที่เหลืออยู่ต่างก็มองหน้ากันด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปพวกเขาต่างเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งด้านร่างกาย ปราณและที่สำคัญที่สุดคือจิตใจที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า

    “ยินดีด้วยที่พวกเจ้าผ่านการฝึกในเดือนแรก”จ้าวเสินหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ผิดปกติไปจากเดิมเล็กน้อยมันแฝงไว้ด้วยความพึงพอใจ“พวกเจ้าได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเจ้าคู่ควรที่จะไปต่อในเส้นทางของนักรบ”

    ผู้อาวุโสหลายคนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเงียบๆพวกเขาต่างประจักษ์ถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวศิษย์เหล่านี้ศิษย์เหล่านี้ไม่เพียงแข็งแกร่งขึ้นแต่ยังมีจิตใจที่มั่นคงและไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ อีกต่อไปพวกเขาพร้อมแล้วที่จะก้าวเข้าสู่การฝึกฝนที่เข้มข้นยิ่งขึ้นในป่าอสูรและบนเขาเสียดฟ้าเพื่อพิสูจน์คุณค่าของตนเองในฐานะบุตรหลานตระกูลเอี้ยผู้ยิ่งใหญ่

    สามเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว บัดนี้บุตรหลานของตระกูลเอี้ยราว 60 คนยังคงยืนหยัดอยู่ได้ แม้สภาพของแต่ละคนจะดูซอมซ่อและเหน็ดเหนื่อยแต่แววตากลับเปล่งประกายเจิดจ้ากลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมาก็เข้มข้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดผู้ที่มีระดับพลังต่ำที่สุดในตอนนี้คือขั้นกำเนิดปราณขั้นที่ 9 ส่วนผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดนั้นอยู่ถึงขั้นชำระกายขั้นที่ 7-8 ผู้อาวุโสหลายคนมองภาพนั้นแล้วลอบพยักหน้าในใจ ด้วยขุมกำลังระดับนี้หากคิดจะทวงคืนความยิ่งใหญ่ในเมืองนี้ คงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป

    “ยินดีด้วยกับพวกเจ้าทุกคนที่ผ่านการฝึกมาได้” จ้าวเสินหลงก่อนที่จะกล่าวต่อว่า “จริงๆแล้วพวกท่านผ่านการฝึกและจบหลักสูตรการฝึกแล้วแต่มีคนบางคนอยากจะให้พวกท่านทดสอบเพิ่ม ถือว่าเป็นของแถมให้แล้วกัน”

    จ้าวเสินหลง ยิ้มเย็นเสียงเรียบ”ของแถมคือพวกท่านทุกคนต้องรับมือผู้อาวุโส ให้ได้อย่างน้อย ครึ่งเค่อ เริ่มได้!”

    “เอี้ยเฉียวเฉียว ปะทะ ผู้อาวุโสเจ็ด!”

    ผู้อาวุโสเจ็ดเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในการจารึกอักขระและเชี่ยวชาญในการผสานวิชาอักขระเข้ากับการต่อสู้เอี้ยเฉียวเฉียวเองก็เป็นนักจารึกอักขระ ดังนั้นนี่จึงเป็นการจ่อสู้ที่น่าสนใจทั้งสองฝ่ายต่างใช้อักขระผสานกับกระบวนท่าต่างๆ

    ผู้อาวุโสเจ็ด”เสี่ยวเฉียวระวังให้ดีข้าจะลงมือแล้ว”ทันใดนั้นอักขระวายุก็เกิดขึ้นตรงหน้าพร้อมกับอักขระวารีกลายเป็นหยดน้ำมากมายคล้ายอาวุธลับโจมตีมาจากทั่วทิศทางและผสานเข้ากับคมดาบวารี เมื่อเห็นดังนั้น เอี้ยเฉียวเฉียวสัมผัสได้ถึงอันตรายถึงชีวิตที่เกิดขึ้นพลันส่งเสียง

    “จารึกปฐพีพันชั้น” นี่คืออักขระพื้นฐานของพื้นฐานของนักจารึกอักขระมีประโยชน์ในการป้องกันไม่มาก แต่ข้อดีคือจารึกง่ายและไว ดังนั้นเอี้ยเฉียวเฉียวจึงตัดสินใจใช้อักขระนี้มาป้องกันตัว

    อาวุโสเจ็ดเห็นว่าหยาดวารีที่ถูกแร่งด้วยวายุของตนถูกต่อต้านด้วยจารึกปฐพีพันชั้นถึงแม้ว่าจะสามารถทำลายอักขระปฐพีได้อย่างง่ายดายแต่ที่เหลือก็ยังสามารถมีพลังพอที่จะต้านทานคมดาบวารีของตนได้ถึงกับยิ้มด้วยความยินดี “เด็กดี สอนได้”แต่เมื่อฝุ่นที่เกิดจากกำแพงดินที่ถูกทำลายหายไปร่างของเอี้ยเฉียวเฉียวเคลื่อนไหวไปด้นหลังผู้อาวุโสเจ็ด พร้อมทั้งพลังปราณ“พลังปราณอัคคีหลอมฟ้า”ที่ฝึกมาซัดไปที่กลางหลังของผู้อาวุโสเจ็ดแต่เมื่อฝ่ามือกระทบถูกแผ่นหลัง เอี้ยเฉียวเฉียวก็อุทานในใจ”แย่แล้ว”เพราะพลังที่ใช้ออกไปกระทบกับความว่างเปล่า

    ผู้อาวุโสเจ็ดมาปรากฏตัวอยู่ที่ด้านหลังของ เอี้ยเฉียวเฉียวพร้อมทั้งกล่าวว่า “เจ้าแพ้แล้วเสี่ยวเฉียว”ในขณะที่มือขวาที่ชี้ดัชนีออกไปแทนกระบี่กำลังจะสัมผัสกับศีรษะเอี้ยเฉียวเฉียว

    “ไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก อาวุโสเจ็ด” ก่อนที่จะปรากฏกำแพงอัคคีขึ้น“จารึกอัคคี”อักขระอัคคีรัดีบพื้นฐานอีกตัวหนึ่งปรากฎขึ้นมาปกป้องด้านหลังทำให้อาวุโสเจ็ดต้องถอยไปเพื่อป้องกัน

    เมื่อครบเวลาที่กำหนด เอี้ยเฉียวเฉียวยังคงยืนหยัดอยู่ได้แม้จะหอบหายใจอย่างหนักพร้อมทั้งใบหน้าที่ซีดขาวเนื่องจากการใช้พลังไปอย่างมาก
    “เยี่ยมมาก เสี่ยวฉียว” ผู้อาวุโสเจ็ดกล่าวหลังจากนั้นก็มีเสียงดังขึ้น

    “ผ่าน”

    “ไม่ผ่าน”

    “ไม่ผ่าน” พร้อมทั้งเสียงตัดพ้อ”อีกอึดใจเดียวเท่านั้น”ข้อก็จะผ่านแล้ว

    และแล้วก็ถึงตาของเอี้ยหลาน คนสุดท้าย

    ผู้อาวุโสสามขึ้นชื่อเรื่องความเร็วและกระบวนท่าที่เฉียบคมดุจใบมีดแต่เมื่อการต่อสู้เริ่มขึ้น เขากลับต้องขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจเพราะเขาแทบจะสัมผัสชายเสื้อของเอี้ยหลานไม่ได้เลย!

    ร่างของเอี้ยหลานพลิ้วไหวดุจใบไม้ที่ลอยล้อลมบางครั้งก็พร่าเลือนราวกับเงาที่จับต้องไม่ได้ เขานำวิชาท่าเท้า"พายุโหม"ที่ฝึกฝนภายใต้ความโน้มถ่วงแปดเท่ามาประยุกต์ใช้อย่างสมบูรณ์แบบการเคลื่อนไหวของเขามิใช่แค่รวดเร็ว แต่ยังปั่นป่วนราวกับพายุหมุน ทำให้ทุกการโจมตีของผู้อาวุโสสามพลาดเป้าไปอย่างน่าเหลือเชื่อราวกับว่ารอบกายของเอี้ยหลานมีกระแสลมที่มองไม่เห็นคอยปัดป้องอยู่ตลอดเวลาจนเรียกได้ว่ามันได้กลายเป็นวิชาเฉพาะตัวของเขาไปแล้ว

    ถึงกระนั้นเอี้ยหลานก็ต้องทุ่มสมาธิทั้งหมดไปกับการจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของผู้อาวุโสสามเหงื่อไหลท่วมตัวราวกับอาบน้ำ เสื้อผ้าทั่วร่างกายปรากฏริ้วรอยคมดาบจนขาดวิ่นแต่กลับไม่มีบาดแผลใดที่ลึกพอจะส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเขาได้

    “หมดเวลา!” เสียงของประมุขเอี้ยหลิงดังขึ้นยุติการต่อสู้ที่ตึงเครียด

    “เหลือเชื่อ...” ผู้อาวุโสสามพึมพำก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา “สมแล้วที่เป็นคลื่นลูกหลังไล่คลื่นลูกหน้าโดยแท้”

    เอี้ยหลานทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรงหอบหายใจอย่างหนักพลางกล่าวติดตลกว่า “ท่านผู้อาวุโสสามท่านไม่คิดจะออมมือให้ลูกหลานบ้างหรือไร หากต่อเวลาอีกสักนิดข้าคงได้กลายเป็นหมูสับไปแล้วแน่ๆ”

    ในที่สุด วันนั้นก็มีผู้ที่ผ่านการทดสอบทั้งหมด 49 คนพวกเขามองหน้ากัน สายตาที่เคยเป็นคู่แข่งบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความยอมรับซึ่งกันและกัน พวกเขาไม่ใช่แค่ผู้รอดชีวิต...

    พวกเขาคือความหวังใหม่ของตระกูลเอี้ย ที่ได้ เกิดใหม่ จากเปลวไฟแห่งการทดสอบนี้แล้ว