กลิ่นคาวเืคละคลุ้งปะปนกับเศษซากพลังงานมืดอันเน่าเฟะยังคงอบอวลอยู่ทั่วชั้นบรรยากาศของผืนป่าเวเรนท์ ราวกับเป็สัญญะแห่งการดับสูญของอสุรกายั์ หลุมอุกกาบาตขนาดมหึมาที่เกิดขึ้นจากอานุภาพทำลายล้างของท่าไม้ตาย [ออโร คิก] ยังคงมีควันสีขาวระอุโชยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรีอย่างไม่ขาดสาย แผ่นดินรอบด้านหลอมละลายจนกลายเป็กรวดหินสีดำสนิท
โจนาธาน เรน ยืนหอบหายใจเข้าปอดอย่างหนักหน่วงอยู่กึ่งกลางก้นหลุมลึก ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยแผลฉีกขาด คราบเขม่าดินปืน และโลหิตสีดำมะเมื่อมของอสูรโลหิตที่สาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนเสื้อโค้ตยุทธวิธีที่บัดนี้ขาดรุ่งริ่ง ไอพลังงานสีทองจาง ๆ ยังคงหมุนวนรอบตัวเพื่อเยียวยาาแทางกายภาพ
แม้ว่าตัวเขาเองจะได้รับาเ็ภายในไม่น้อย และความเหนื่อยล้าจากการรีดเค้นมานาออโรเลี่ยนจนขีดสุดกำลังเข้าจู่โจมประสาทรับรู้ แต่สิ่งแรกที่พุ่งเข้ามาในสมองของอดีตสายลับกลับไม่ใช่ความปลอดภัยของตัวเอง
"เอลิ...!"
ฟุบ—!
เรนดีดตัวออกจากก้นหลุมะเิอย่างรวดเร็ว ทักษะ [ออโร รันนิ่ง] ถูกบีบเค้นให้ทำงานอีกครั้งแม้กล้ามเนื้อขาจะส่งเสียงประท้วงด้วยความเ็ป เพียงชั่วพริบตาเดียว ร่างของเขาก็พุ่งตัดความมืดมาถึงบริเวณโคนต้นไม้ใหญ่ที่เด็กสาวถูกซัดปลิวมาตกรอบแรก
เอลินอนพิงซบอยู่กับรากไม้หนาทึบ ใบหน้าเนียนใสที่เคยสดใสบัดนี้ซีดเผือดไร้สีเื เสื้อคลุมเวทมนตร์สีครามสว่างด้านซ้ายฉีกขาดเป็ทางยาว บริเวณหัวไหล่บางและสีข้างมีาแเหวอะหวะจากกรงเล็บั์ โลหิตสีแดงสดไหลซึมออกมาไม่หยุดจนย้อมผืนหญ้าด้านล่างเป็สีเข้ม
"เฮ้! เอลิ!" เรนทรุดเข่าลงข้างกายเธอทันที มือหนาประคองไหล่ที่สั่นเทาของเด็กสาวเอาไว้ "ยังไหวอยู่ไหม? "
"...ค...คุณเรน..." เปลือกตาบางค่อย ๆ ขยับเปิดขึ้นอย่างยากลำบาก เอลิพยายามจะยกมุมปากยิ้มให้เขาเพื่อไม่ให้ชายหนุ่มเป็กังวล แต่ความเ็ปที่แล่นพล่านขั้วหัวใจกลับทำให้เธอต้องนิ่วหน้าครางออกมาเบา ๆ
เรนขมวดคิ้วแน่นจนเป็ปม ชายหนุ่มเปิดใช้งานระบบสแกนชีวภาพผ่านประสาทััพิเศษทันที
[ระบบยุทธวิธี : ผลการตรวจสอบสภาพร่างกายด้วย ออโร เซ้นต์]
เมื่อเห็นผลการประเมิน เรนก็ตัดสินใจเด็ดขาดโดยไม่เสียเวลาคิด "หมดเวลาสนุกแล้วเอลิ เราจะกลับหมู่บ้านกันเดี๋ยวนี้!"
คำพูดสั้น ๆ ทว่าเฉียบขาดนั้นทำให้เด็กสาวเบิกตากว้างด้วยความใ "เอ๊ะ? แต่ว่า...แล้วเื่วิหารทมิฬ..."
"เธอต้องพัก" เรนขัดขึ้นเสียงนิ่ง "สภาพนี้ขืนไปต่อเธอได้กลายเป็ศพเฝ้าป่าแน่"
"ไม่ค่ะ...!" เอลิกัดฟันดื้อดึง พยายามจะยันตัวลุกขึ้นยืนโดยใช้ไม้เท้าเวทมนตร์ช่วยพยุงทว่า...
"อึ่ก...!"
ความเ็ปเจียนกระดูกแตกแล่นริ้วขึ้นมาทั่วนอนร่างทันทีที่เธอขยับตัว ส่งผลให้ร่างบางทรุดฮวบกลับลงไปกองกับพื้นอย่างหมดท่า าแที่สีข้างเริ่มมีเืไหลทะลักออกมามากกว่าเดิม
"ฉัน...ฉันยังสู้ไหวค่ะคุณเรน... ให้ฉันไปช่วยคุณ..." เสียงของเธอเริ่มสั่นเครือด้วยความคับแค้นใจในความอ่อนแอของตัวเอง
"โกหกไม่เนียนเลยนะ" เรนปรายสายตามองด้วยความเ็า "ขนาดยืนเธอยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ"
เอลิกัดริมฝีปากล่างแน่นจนห่อเื ดวงตาสีฟ้าใสเริ่มมีหยาดน้ำตาแห่งความอัดอั้นคลอเบ้า "แต่... แต่คุณจะบุกเข้าไปในส่วนลึกของวิหารทมิฬคนเดียวไม่ได้นะคะ! อีกฝ่ายที่คอยบงการอยู่เื้ัคือเอเรบัส...ข้ารับใช้ระดับขุนพลของลัทธิโครนอสเชียวนะ! มันอันตรายเกินไป..."
เรนถอนหายใจออกมาสั้น ๆ ชายหนุ่มไม่ได้ฟังคำทัดทานนั้น เขายื่นนิ้วชี้ออกไปด้านหน้าก่อนจะดีดเข้าที่หน้าผากมนของเด็กสาวเบา ๆ หนึ่งที
โป๊ก!
"โอ๊ย...! มันเจ็บนะคะ!" เอลิยกมือขวาขึ้นกุมหน้าผากตัวเองพลางมุ่ยหน้าใส่
"เธอเลิกทุรังจะไปต่อสักทีจะได้มั้ย" น้ำเสียงของเรนแปรเปลี่ยนเป็ความจริงจังและนิ่งลึกอย่างที่เอลิไม่เคยได้ยินมาก่อน "ฟังฉันให้ดีๆ นะเอลิ ตอนนี้เธอคือคนเจ็บ และเป็ภาระในสนามรบ"
เด็กสาวชะงักกึกคำว่าภาระมันแทงใจดำทว่าสายตาของเรนที่จ้องมองมากลับไม่มีความดูถูกเลยแม้แต่น้อย
"ถ้าฉันขืนพาเธอไปด้วย ในการต่อสู้ถัดไปฉันจะต้องแบ่งสมาธิครึ่งหนึ่งคอยปกป้องเธอ คอยระแวงว่าจะมีใครลอบกัดเธอจากด้านหลังหรือเปล่า และถ้าต้องเปิดศึกตัดสินกับไอ้เอเรบัสอะไรนั่นจริง ๆ...ฉันบอกได้เลยว่าฉันไม่มีเวลามาคอยระวังหลังให้ใครทั้งนั้น"
ความเงียบงันงันงกเข้าเกาะกุมหัวใจของเอลิ เธอรู้ดีว่าทุกคำพูดของเรนคือความจริงอันโหดร้ายในโลกของนักรบ การฝืนไปต่อมีแต่จะทำให้เขาไขว้เขว
"แต่ว่าฉัน..."
"อีกอย่าง..." เรนพูดขัดขึ้นมาอีครั้ง คราวนี้แววตาสีนํ้าเงินเข้มของเขาสะท้อนภาพของเด็กสาวตรงหน้าอย่างตรงไปตรงมา "ฉันไม่อยากเห็นเธอต้องมาตายต่อหน้าต่อตาหรอกนะ"
คำพูดที่เรียบง่าย ไร้ซึ่งการปรุงแต่งหรือคำหยอดล้อกวนประสาทใด ๆ ทำให้เอลิถึงกับใบหน้าร้อนผ่าวและเงียบเสียงลงทันควัน ลมราตรีโชยพัดผ่านร่างของคนทั้งสอง พัดพาเอาเส้นผมสีทองของเธอให้ปลิวไสว เรนมองเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรับผิดชอบและชีวิตของเพื่อนร่วมทางอย่างแท้จริง
"...เข้าใจแล้วค่ะ..." เอลิก้มหน้าลงต่ำ นิ้วมือเรียวบางกำชายเสื้อคลุมของตัวเองเอาไว้แน่นเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอีกครั้งด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง "แต่คุณ...คุณต้องสัญญากับฉันนะคะ ว่าคุณจะต้องกลับมาที่หมู่บ้านอย่างปลอดภัย"
เรนยกยิ้มมุมปากอันเป็เอกลักษณ์ ยื่นมือไปตบหัวเด็กสาวเบา ๆ "แน่นอนอยู่แล้ว ถ้าฉันเกิดเป็อะไรไปกลางทาง...ใครจะอยู่คอยจ่ายค่าอาหารและเลี้ยงข้าวเธอในอนาคตกันล่ะ?" เรณยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆเอลิ ทำให้หญิงสาวตัวค้างชั่วขณะ “ฉันเป็พระเอก ไม่มีทางโดนพวกศัตรูข้างทางจัดการได้ง่ายๆหรอก”
"คุณเรนล่ะก็...! ในเวลาแบบนี้ยังจะพูดเล่นอีกนะคะ!" เอลิหลุดหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา
"เื่เงินมันเื่ใหญ่เสมอแหละ เอาล่ะ...กลับไปรออยู่ที่หมู่บ้านอย่างสงบเถอะ" เรนยันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดแจงเสื้อผ้าและเช็กแมกกาซีนปืนเจเนซิสช้าๆ สายตาทอดมองไปยังทิศทางของวิหารทมิฬ "ส่วนไอ้หมอนั่น...ฉันจะเดินไปเด็ดหัวมันมาให้เอง"
หนึ่งชั่วโมงต่อมา หลังจากที่เรนได้นำพาเอลิมาส่งต่อให้กับหน่วยรถม้าลาดตระเวนของกองกำลังป้องกันตนเองหมู่บ้านอัลเทียที่ออกเดินทางตามหาพวกเขาจนพบ ชายหนุ่มก็หันหลังกลับ ก้าวเดินมุ่งหน้าดิ่งลึกเข้าสู่ส่วนลึกของป่าเวเรนท์อีกครั้ง...เพียงลำพัง
ท่ามกลางความมืดมิดอันเป็นิรันดร์และความเงียบสงัดที่ชวนให้หายใจไม่ออก เรนเดินหน้าต่อไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมามอง
ยิ่งเขาเข้าใกล้ต้นกำเนิดของกระแสพลังงานมืดบิดเบี้ยวมากเท่าไหร่ ทัศนียภาพรอบข้างก็ยิ่งแปรเปลี่ยนสภาพไปจนน่าเกลียดน่ากลัว ต้นไม้โบราณรอบข้างบัดนี้มีลักษณะหงิกงอ บิดเบี้ยวราวกับร่างของมนุษย์ที่กำลังกรีดร้องด้วยความทุกข์ทรมาน ใบไม้สีเขียวขจีแปรเปลี่ยนเป็สีดำสนิทดั่งถ่านหิน พื้นดินแฉะชื้นเต็มไปด้วยคราบลิ่มเืแห้งกรังส่งกลิ่นเหม็นอับ
ไม่เพียงเท่านั้น ตามโคนต้นไม้และร่องหินตลอดเส้นทาง กลับเริ่มปรากฏซากโครงกระดูกมนุษย์จำนวนมหาศาลกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ราวกับว่าผืนป่าอันสวยงามแห่งนี้กำลังถูกอำนาจลึกลับกัดเซาะและเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นรกบนดิน
"...สภาพสกปรกโสโครกและน่าขยะแขยงชะมัด" เรนพึมพำพลางยกลำกล้องปืนขึ้นพาดบ่า
ทันใดนั้นเอง!
[ออโร เซ้นต์ : ตรวจพบเจตนาร้าย]
ระยะ 20 เมตร ทิศทาง 2 นาฬิกา และ 10 นาฬิกา
ฟุบ—! ฟุบ—!
เงาดำทมิฬขนาดั์หลายสายพุ่งทะยานแหวกพุ่มไม้สีดำออกมาอย่างรวดเร็ว เสียงขู่คำรามกึกก้องดังกดดัน
โฮก—กกก!!!
มันคือมอนสเตอร์หมาป่าอสูรกลายพันธุ์ ทว่าขนาดตัวของพวกมันในเวลานี้กลับขยายใหญ่โตกว่าสายพันธุ์ปกติถึงสามเท่า ิัหนาเตอะไม่มีขน มีเพียงเส้นเืสีม่วงดำปูดโปนทั่วร่างและดวงตาสีแดงฉานไร้สติ จำนวนของพวกมันมีไม่ต่ำกว่าสิบตัวและกำลังล้อมกรอบชายหนุ่มเอาไว้ทุกทิศทาง
"มีน้องหมาไอ้โบ้โผล่มาให้ยืดเส้นยิดสายก่อนลุยงานจริงสินะ งั้นก็ดีเลย"
ปัง—!
เรนลั่นไกปืนเจเนซิสโดยไม่ต้องเสียเวลาตั้งท่า ะุแสงออโรเลี่ยนพุ่งเจาะทะลวงเข้ากลางหน้าผากของหมาป่าตัวนำทีมอย่างแม่นยำ แรงะเิสลายกะโหลกหนาจนร่างั์ของมันล้มตึงขาดใจตายทันที
ปัง—! ปัง—!
ชายหนุ่มสะบัดข้อมือยิงซ้ำอีกสองนัด อสูรหมาป่าอีกสองตัวล้มกลิ้งไปกับพื้นพร้อมเสียงร้องเอ๋ง ทว่าฝูงที่เหลือกลับไม่ได้รักตัวกลัวตาย พวกมันอาศัยจังหวะความกระหายเืพุ่งเข้าตะครุบเรนจากกลางอากาศพร้อมกันสี่ตัว
เรนตวัดมือเก็บปืนพกเข้าซองข้างเอวอย่างรวดเร็วปานเล่นกล ก่อนจะเอื้อมมือขวาไปคว้าด้าม ดาบเซเปลเลี่ยน ที่สะพายอยู่ด้านหลัง กระชากใบดาบเรืองแสงสีขาวสว่างวาบออกมาตัดผ่านความมืด
ฉัวะ—!
คมดาบศักดิ์สิทธิ์ฟันตัดฉับผ่านลำคอของหมาป่าตัวแรกจนหัวหลุดลอยกระเด็นไปกลางอากาศ โลหิตสีดำพุ่งกระฉูด
ฉัวะ—!
ชายหนุ่มหมุนตัวหลบการโจมตีของอีกตัว พร้อมกับตวัดดาบสวนกลับในแนวเฉียง ผ่าร่างั์ของอสุรกายจากหัวไหล่ลากยาวไปถึงบั้นท้ายจนขาดออกเป็สองซีกอย่างง่ายดายราวกับตัดก้อนเต้าหู้
เสียงคำรามและเสียงฉีกกระชากเนื้อดังระงมสะท้อนไปทั่วผืนป่าชั้นใน ราวกับว่ากลิ่นคาวเืที่เกิดขึ้นได้ไปปลุกให้สัตว์ประหลาดกลายพันธุ์ทั้งหมดในรัศมีหลายกิโลเมตรได้รับรู้ถึงการมาเยือนของผู้บุกรุกต่างมิติ พวกมันเริ่มทยอยผุดขึ้นมาจากเงามืดดั่งคลื่นมนุษย์ที่ไม่รู้จักหมดสิ้น การต่อสู้อันดุเดือดสายฟ้าแลบภายใต้แสงจันทร์ดับจึงได้เปิดฉากขึ้น...
เวลาผ่านไปราวสามสิบนาทีอันยาวนาน...
เสียงะเิและเสียงกรีดร้องของสัตว์อสูรค่อยๆ สงบลงอย่างช้า ๆ บรรยากาศกลับคืนสู่ความวังเวงอีกครั้ง
เรนก้าวเท้าเดินออกมาจากยอดูเาที่ทับถมไปด้วยกองซากศพของมอนสเตอร์และสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์นับร้อย ๆ ตัว โลหิตสีดำข้นหนืดไหลหยดติ๋งๆ ลงมาจากปลายใบดาบเซเปลเลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ร่างกายของชายหนุ่มมีเหงื่อผุดซึมและคราบเืเปรอะเปื้อนมากกว่าเดิม ทว่าแววตากลับยิ่งทวีความนิ่งสงบและเ็าดั่งมัจจุราช
รอบตัวของเขาในเวลานี้ เต็มไปด้วยเศษซากอวัยวะและร่างไร้ิญญาของหมาป่าอสูร แมงมุมพิษั์ขนาดยาวสี่เมตร และสิ่งมีชีวิตบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติอีกจำนวนมากนอนตายเกลื่อนกลาดราบเป็หน้ากลอง ราวกับเพิ่งมีพายุแห่งความตายระดับภัยพิบัติพัดกวาดผ่านพื้นที่แห่งนี้ไป
"ใกล้จะถึงตัวการใหญ่แล้วสินะ..." เรนพึมพำพลางสะบัดดาบไล่คราบเื
ประสาทััของเขาในตอนนี้ สามารถตรวจจับคลื่นมานามืดอันทรงพลังและน่ารังเกียจของ เอเรบัส ได้อย่างเด่นชัดและเข้มข้นที่สุด มันอยู่ห่างออกไปเบื้องหน้าไม่ไกลแล้ว
ชายหนุ่มก้าวเดินต่อไปช้าๆ จนกระทั่งแนวต้นไม้สีดำหนาทึบเบื้องหน้าค่อยๆ โค่นล้มและเปิดทางออกสู่พื้นที่โล่งกว้างขนาดมหึมาใจกลางผืนป่าเวเรนท์ชั้นในสุด
และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาสมรภูมิ...ทำให้แม้แต่คนใจนิ่งผ่านศพมานับไม่ถ้วนอย่างเรน ยังต้องขมวดคิ้วแน่นด้วยความรู้สึกขยะแขยงอย่างถึงที่สุด
ณ ใจกลางลานกว้างขนาดั์คือที่ตั้งของ แท่นพิธีกรรมโบราณขนาดั์ ที่ถูกสร้างและต่อเติมขึ้นมาจาก โครงกระดูกของมนุษย์และมอนเตอร์นับพันๆ ชิ้น ที่ถูกจัดเรียงและสลักอักขระเวทมนตร์โบราณเอาไว้อย่างประณีตทว่าวิปริต โลหิตสีแดงสดที่ยังคงมีความอุ่นไหลเวียนเป็ร่องน้ำนองไปตามแนวเส้นอักขระมานามืดรอบแท่นบูชาส่งเสียงฉีดขาดน่าขนลุก
รอบ ๆ บริเวณลานพิธี ซากศพของชาวบ้านหมู่บ้านอัลเทียที่สูญหายไปตลอดสองสัปดาห์ถูกโซ่ตรวนหนามแขวนห้อยโตงเตงเอาไว้กับกิ่งไม้และเสาหินราวกับเนื้อสัตว์ในโรงฆ่าสัตว์ บางศพแห้งกรังจนเหลือเพียงโครงกระดูกสีขาวโพลน ขณะที่บางศพยังคงมีสภาพสดใหม่และมีหยาดเืหยดลงสู่พื้นหญ้า บ่งบอกว่าพวกเขาเพิ่งจะสังเวยชีวิตไปได้ไม่นานก่อนที่เรนจะมาถึง
กลิ่นคาวเืและกลิ่นเนื้อเน่าทวีความรุนแรงเข้มข้นจนชวนให้อาเจียนออกมาหากเป็คนธรรมดา
และที่้าเหนือแท่นพิธีกรรมกระดูกมนุษย์นั้น... ผลึกคริสตัลมานามืดสีแดงเืขนาดั์ กำลังลอยตัวเด่นเป็สง่า มันกำลังขยับเต้นและสูบฉีดพลังงานมืดออกมาเป็ระลอกคลื่นสีม่วงดำราวกับหัวใจของปีศาจร้ายที่แผ่ขยายอำนาจครอบงำผืนป่าทั้งผืน
และตรงจุดศูนย์กลางของแท่นบูชาโลหิต มีร่างของชายผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่
[ข้อมูลเป้าหมาย : เอเรบัส (Erebus)]
ตำแหน่ง : ข้ารับใช้ระดับสูงแห่งลัทธิโครนอส (Cult of Chronos)
ระดับพลังงาน : จอมเวทสายดาร์กมานา (Darkness/Time Aspect)
ชายคนนั้นสวมหน้ากากเหล็กดัดสีดำสนิทที่แกะสลักเป็รูปใบหน้าปีศาจร่ำไห้ คลุมร่างด้วยเสื้อคลุมยาวสีแดงฉานดั่งโลหิตสด พลังงานมานามืดมหาศาลหนาแน่นจนมองเห็นด้วยตาเปล่าหมุนวนรอบตัวเขาดั่งพายุทมิฬ
เอเรบัสค่อย ๆ หันหน้ากากเหล็กกลับมาทางทิศที่เรนยืนอยู่ ดวงตาสีแดงฉานวาวโรจน์ทะลุผ่านช่องหน้ากากจับจ้องมายังผู้มาเยือน
"หึหึหึ... ฮ่ๆๆ..." เสียงหัวเราะแหบพร่า หยาบโลนทว่าแฝงด้วยความปีติยินดีดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วลานพิธีกระดูก "ในที่สุด...ในที่สุดแกก็มาถึงจนได้สินะ..."
"ดูท่ารสนิยมของแกเป็พวก body horror วิปริตและวิตถารสินะ ถึงได้สร้างสถานที่น่าสะอิดสะเอียนชวนอ้วกแบบนี้ขึ้นมาได้ขนาดนี้" เรนเดินมองไปรอบๆโดยที่มีปืนอยู่ในมือ
"ข้าสร้างลานพิธีกรรมแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อรอการมาถึงของเ้าโดยเฉพาะยังไงล่ะ ผู้ถือครองพลังอันศักดิ์สิทธิ์แห่งพระแม่ไมอาร์...โจนาธาน เรน..." เอเรบัสกางแขนทั้งสองข้างออกกว้าง เอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งและเทิดทูน "ชีวิตของชาวบ้านชั้นต่ำพวกนี้...รวมถึงอสูรโลหิตที่แกเพิ่งจะทำลายไป มันเป็เพียงแค่หมากเบี้ยที่ข้าใช้ต้อนรับและชักนำพลังอันยิ่งใหญ่ของแกให้ก้าวเข้ามาสู่กรงขังแห่งนี้ต่างหากล่ะ! จงยอมสยบต่อหน้าข้าผู้ซึ่งเป็ตัวแทนของ มหาท่านผู้ยิ่งใหญ่ ผู้นั้นซะ...!"
เรนสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะค่อยๆ ยกดาบเซเปลเลี่ยนขึ้นมาตั้งท่าเตรียมพร้อมและถือมันในมือขวาา แววตาสีน้ำเงินเข้มเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลกที่ไม่มีวันละลาย
"เฮ้ ฉันมีคำถามคาใจอยากจะถามแกอยู่ข้อหนึ่งน่ะ" เรนเอ่ยเสียงนิ่งเรียบ
เอเรบัสหยุดชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "โอ้? คำถามงั้นเหรอ? วาระสุดท้ายของชีวิต...ข้าจะอนุญาตให้แกเอ่ยปากถามมาก็ได้ก่อนตาย"
ฟุบ—!
ในวินาทีนั้นเอง เรนตวัดมือซ้ายชักปืนพกเจเนซิสขึ้นมาทันที พร้อมกับเล็งปากกระบอกปืนพุ่งตรงเข้ากลางหน้าผากของเอเรบัสอย่างมั่นคง ไร้ซึ่งความลังเลใจ
"...ถ้าหากว่าฉันเลือกที่จะยิงแสกหน้าแกให้ตายห่าไปซะตอนนี้เลย..." เรนใช้นิ้วชี้แตะเข้าที่ไกปืน แสยะยิ้มมุมปากอย่างดุดัน "และอีกอย่าง...ฉันไม่จำเป็ต้องทนยืนฟังคำพูดพล่ามยาวๆ ตามสูตรสำเร็จของพวกตัวร้ายกระจอกๆ ก่อนเริ่มสู้แบบนี้หรอกนะ?"
ความเงียบงันปานป่าช้าเข้าปกคลุมทั่วลานพิธีกรรมทันทีหลังสิ้นประโยคสุดกวนเบื้องล่าง
เอเรบัส นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ภายใต้หน้ากากเหล็ก ก่อนที่เส้นเืบนขมับของมันจะปูดโปนด้วยความโกรธจัดที่โดนสบประมาทอย่างรุนแรง ชายในชุดคลุมแดงะเิเสียงหัวเราะบ้าคลั่งหลุดโลกออกมาจนตัวโยน
"ฮ่าๆ—!!!! ดี! ปากดีให้ได้ตลอดรอดฝั่งก็แล้วกัน เพราะข้าจะบดขยี้เ้าให้่ชิงพลังเจเน็สแห่งไมอาร์ที่อยู่ในตัวเ้านำไปมอบให้นายเหนือหัวของข้า!!"
“ข้ามลูกปืนฉันไปให้หน่อยก่อนค่อยพล่าม”
ตูมมมม—!!!
กระแสพลังงานมานามืดสีม่วงดำมหาศาละเิปะทูพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับเสาเพลิงโลกันตร์ บดขยี้ก้อนเมฆและแสงดาวจนหมดสิ้น ขณะที่ตัวของเรนเองก็เริ่มปลดปล่อยกระแสพลังงานออโรเลี่ยนสีทองบริสุทธิ์เข้มข้นออกจากร่างจนเกิดเป็รัศมีแสงศักดิ์สิทธิ์สว่างไสวขับไล่ความมืด
าตัดสินขั้นเด็ดขาดระหว่าง ผู้ใช้พลังออโรเลี่ยนแห่งโชคชะตา และ สาวกแห่งลัทธิทำลายล้าง บัดนี้...ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็ทางการแล้ว!