ตอนที่ 81 ปลอบโยนท่านคาห์น
“ท่านไลท์!” คาห์น แมทและกลุ่มนักผจญภัยที่มองเห็น พ่อครัวหนุ่ม กำลังถือห่อข้าวมาให้กับพวกเขา ต่างร้องทักด้วยความประหลาดใจ ป่นระคนยินดี
ทุกคนต่างยืนขึ้นโดยพร้อมเพรียงเมื่อได้กลิ่นของอาหาร ที่หอมทะลุห่อใบไม้ จนแทบจะทนรอไม่ไหวที่จะได้กินอาหารฝีมือท่านไลท์
“ลำบากท่านไลท์ เกินไปแล้ว” คาห์นพยายามที่จะยืนขึ้น เพื่อที่จะได้พูดคุยกับไลท์ได้อย่างสะดวก แต่ในระหว่างนั้นมือของไลท์ที่เรียวยาว ก็พลันยกมือขึ้นห้ามชายชราเอาไว้
“ท่านคาห์นพักผ่อนเถอะครับ อาหารพวกนี้ก็เป็นของซื้อของขาย ฉะนั้นผมไม่ลำบากหรอกครับ” ไลท์ยิ้มออกมา ด้วยใบหน้าที่ดูใจดี
แต่ทว่าภายใต้รอยยิ้มอันงดงามนั้น กลับมีร่องรอยของความรู้สึกผิดแฝงอยู่ภายใน
‘ท่านคาห์น ขอโทษด้วยนะครับ’ ไลท์อยากจะบอกเล่าประโยคนี้ให้คาห์นได้รับรู้จนแทบใจจะขาด
เขารู้สึกผิดเป็นอย่างมาก ที่แผนการของเขาได้ทำให้คาห์นและคนอื่นๆ ต้องมารับเคราะห์
แต่ทว่า หากไม่ใช่เพราะคาห์น แผนการนี้ก็คงจะไร้ความหมายไปอยู่ดี ฉะนั้นไลท์ที่รู้สึกผิด จึงทำได้แค่ปลอบโยนและไถ่โทษต่อคาห์น ด้วยอาหารเหล่านี้ ที่เขาบรรจงทำสุดฝีมือนั่นเอง
“ค่าอาหารพวกนี้ เอาไว้พวกท่านทุกคนหายดีกันก่อนแล้วค่อยมาจ่ายกันที่หลังก็แล้วกัน ถึงอย่างไรทุกคนก็ไม่ใช่คนอื่นไกลอะไร ยังไงเสียผมขอตัวกลับไปเตรียมเปิดร้านในมื้อค่ำก่อนนะครับ”
ไลท์ โทมัสและจิม ต่างก็กลัวว่าจะแพร่งพรายแผนการที่พวกเขาได้ทำลงไปออกมา ดังนั้นเมื่อแจกจ่ายอาหารให้กับทุกคนที่บาดเจ็บจนครบถ้วน พวกเขาทั้งสามก็รีบขอตัวกลับโดยทันที
แต่แล้วก่อนที่ไลท์ โทมัสและจิม จะหันหลังกลับไปที่ร้าน จู่ๆ ก็มีเสียงของแมท ร้องเรียก หยุดพวกเขาเอาไว้ “ท่านไลท์ เดี๋ยวก่อนสิครับ” หัวใจของไลท์แทบจะตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
‘หรือว่า แมทจะจับพิรุธอะไรได้?!’
‘เชฟไลท์ตอนที่กลับมาแล้ว ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าหรือยังครับ แมทอาจจะเห็นรอยดินที่เสื้อของท่านก็ได้’
ทั้งสามต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก พร้อมกับๆ แมทได้เดินเข้ามาใกล้ๆ กับพวกเขา ก่อนจะพูดว่า
“รอผมด้วยสิครับ ผมเองก็ต้องไปเฝ้าหน้าร้านให้กับท่านไลท์อยู่แล้ว” สิ้นเสียงคำพูดของแมท
ไลท์ โทมัสและจิม ต่างก็โล่งใจออกมาเป็นปลิดทิ้ง พวกเขาหยุดรอแมทตามคำร้องขอของอีกฝ่าย ก่อนจะพากันเดินกลับเข้าไปในร้าน โดยระหว่างทางก็ได้พูดคุยกับแมทถึงอาหารในค่ำคื่นนี้และมื้อเช้าของวันพรุ่งนี้
ที่ร้านอาหารสามเวลา อาจจะปรับเปลี่ยนเมนูมาเป็นอย่างอื่น ส่วนเนื้อเสียบไม้หรือหมูปิ้ง อาจจะถูกยกไปวันมะรืนนี้แทน ด้วยเหตุผลที่ว่าไลท์ ไม่อยากให้เมนูของเขามันจำเจซ้ำซากเหมือนกันในทุกวันนั่นเอง
"ท่านไลท์จะไม่ขายเนื้อเสียบไม้ ในวันพรุ่งนี้เหรอครับ?!" แมทได้ยินดังนั้นก็พลัน ตะโกนออกมาด้วยความตกใจและเสียดาย
เนื่องจากตัวของแมท ในตอนกลางวันได้เผอิญกินเนื้อเสียบไม้ที่เก็บสำรองเอาไว้ไปหมดแล้ว
“อืม ฉันคิดว่าจะลองขายโจ๊กดูนะ จะได้เหมาะกับการพักฟื้นของกลุ่มนักผจญภัยไปด้วยเลย”
“โจ๊กมันก็เหมาะสมดีนะครับ แต่ทำไมท่านไลท์ ไม่ขายเป็นข้าวต้มไปเลยละครับ อร่อยถูกปากมากกว่าด้วย” แมทเสนอความคิดเห็น พลางนึกถึงโจ๊กที่ตนเองเคยกินเมื่อนานมาแล้ว โดยสิ่งแรกที่แมทนั้นนึกถึงโจ๊กก็คือ ข้าวเละๆ อะไรเทือกนั้น
“ใช่แล้ว...ข้าวต้ม ข้าวต้มฝีมือเชฟไลท์พวกเราเองก็เคยกินกันมาแล้ว บอกเลยว่าอร่อยมากๆ เนื้อหมูที่ปั้นเป็นก้อน หอมพริกไทยอ่อนๆ พูดแล้วก็คิดถึงอยากจะกินอีกครั้งเลย” โทมัสรำพึงรำพันออกมา ก่อนจะหลับตาลงเพื่อนึกย้อนถึงความทรงจำที่เคยกินข้าวต้มฝีมือไลท์ โดยมีจิมคอยพยักหน้าเห็นด้วยอยู่ข้างๆ
“พวกนายสองคนเคยกินข้าวต้มฝีมือไลท์มาแล้วเหรอ รสชาติมันเป็นยังไง ช่วยบอกให้ข้าฟังมากกว่านี้หน่อยสิ...ทั้งสองช่วยหยุดทำฟินแบบนี้จะได้ไหม มันทำให้ตัวข้ารู้สึกอิจฉา!” แมทรู้สึกอิจฉาดั่งเช่นที่พูดมาจริงๆ คำพูดของแมทแสดงออกอย่างชัดเจนว่าสนอกสนใจในข้าวต้มของไลท์เป็นอย่างมาก
แต่น่าเสียดายที่ไลท์ส่ายหน้าและปฏิเสธที่จะทำแทบจะในทันที
“ขอโทษนะครับ เอาไว้โอกาสหน้าผมจะเพิ่มเมนูข้าวต้มตามที่ท่านแมทแนะนำก็แล้วกัน เพียงแต่ตอนนี้ ผมมีเหตุผลที่ยังไม่อยากทำข้าวต้มเป็นการส่วนตัว” ไลท์ไม่ได้บอกเล่าถึงเหตุผลส่วนตัวที่ว่านี้ ให้กับแมทได้รับรู้
แต่ถึงอย่างนั้น โทมัสและจิม ที่คอยติดตามไลท์มาก่อนหน้าใครเพื่อน...ก็พอจะคาดเดาออกว่าเหตุผลส่วนที่ว่านี้ คือ เชฟไลท์นั้นเบื่อข้าวต้ม ยังไงล่ะ!
การที่ไลท์ ต้องทนกินข้าวต้มอยู่นานหลายวัน ในช่วงที่ขาของเขาหัก มันช่างเป็นช่วงเวลาที่สุดแสนจะทรมาน พ่อครัวอย่างเขามากทีเดียว เพียงแค่คิดภาพและห้วนนึกถึงรสชาติของมัน ก็แทบทำให้ไลท์จดจำช่วงเวลาในตอนนั้นได้เป็นอย่างดี ราวกับว่ามันพึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวาน
ดังนั้น ข้าวต้ม...เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน
ตอนนี้ที่ไลท์อยากจะทำคือการทำให้โจ๊ก กลายเป็นที่ยอมรับของคนในโลกนี้และเพื่อปลุกให้คนในโลกนี้ ให้ความสำคัญกับอาหารมื้อเช้า เป็นลำดับแรกๆ
อาหารในตอนเช้านั้นมีความสำคัญไม่แพ้อาหารในช่วงเวลาอื่นๆ แถมเผลอๆ อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ซึ่งเรื่องนี้ก็มีผลวิจัยและการค้นคว้าจากสถาบันชั้นนำทั่วโลกให้การยืนยันแทบจะตรงกัน
บ่งชี้ให้เห็นว่าอาหารในตอนเช้านั้นมีความสำคัญต่อร่างกาย เนื่องด้วย ร่างกายมีการอดอาหารมาตลอดทั้งคืน อาหารเช้าจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะร่างกายต้องใช้พลังงานที่ได้รับจากอาหารมื้อเย็นไปเลี้ยงทั่วทั้งร่างกาย
ทำให้เรารู้สึกหิวเมื่อตื่นขึ้นมาตอนเช้า จึงต้องมีการกินอาหารเพื่อทดแทนพลังงานส่วนที่ถูกใช้ไป และยังช่วยเติมพลังงานให้กับร่างกายและสมอง ทำให้สมองของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพไปตลอดทั้งวันอีกด้วย
ดั่งเช่นคำกล่าวที่บอกกันมาว่า ‘เช้ากินอย่างราชา กลางวันกินอย่างคนธรรมดา และเย็นกินดั่งยาจก’ นั่นเอง
หลังจากที่ไลท์ได้ก้าวข้ามมายังโลก The Gloria แห่งนี้ เขาเองก็ได้เรียนรู้และเข้าใจวิถีของคนในโลกนี้มามากพอสมควร
คนในโลกนี้แทบจะไม่ต่างอะไรกับคนในโลกก่อนของเขาเลย ตรงที่คนเหล่านี้ไม่ให้ความสำคัญกับอาหารในมื้อเช้ากันสักเท่าไหร่
แต่จะไปกินกันอย่างหรูหราในช่วงมื้ออาหารกลางวันและเย็น เป็นการทดแทน...ทั้งนี้มีในช่วงที่ผ่านมาหลายวันนี้แหละ ที่พฤติกรรมของนักผจญภัยในละแวกนี้เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงไป
พวกเขาต่างตื่นกันมาแต่เช้า เพื่อรอที่จะซื้อหมูปิ้งของไลท์ ไว้กินเป็นอาหารเช้าและอาหารว่างกันนั่นเอง
ซึ่งถึงแม้ว่าเสียงตอบรับจากการขายหมูปิ้งจะทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่พึงพอใจและทุกคนต่างก็ชอบเนื้อเสียบไม้ที่กินคู่กับข้าวเหนียวพวกนี้
แต่ไลท์นั้นก็ยังอยากที่จะเพิ่มเมนูอาหารเช้าเข้าไปอีกสัก สองถึงสามเมนู เผื่อไว้สำหรับเป็นทางเลือกให้กับคนที่อยากจะกินเมนูอื่นๆ เพื่อไม่ให้มันจำเจนั่นเอง
ไลท์ โทมัส จิมและแมท เดินพูดคุยกันถึงเรื่องโจ๊กกันต่ออีกสักพัก...จวบจนกระทั่งพวกเขาได้เดินกลับมาถึงหน้าร้านอาหารสามเวลาที่ขณะนี้มีลูกค้าจำนวนหนึ่ง ได้ตั้งแถวเตรียมที่จะเข้าไปรับประทานอาหาร
ทางด้านแมทก็ได้ เกิดสงสัยอะไรบางอย่างขึ้นมา ‘ตลอดทั้งบ่ายวันนี้ ตนเองยังไม่เจอเจ้าโปริ่ง สไลม์คู่ใจของท่านไลท์เลย?!’ โดยทุกทีเจ้าสไลม์ตัวนี้ จะเกาะติดอยู่กับไลท์แทบจะตลอดเวลา เสมือนชายหนุ่มมีผ้าพันคอเป็นสไลม์ก็มิปาน
ทว่า...วันนี้ต้นคอของเชฟไลท์ กลับดูว่างเปล่า จนน่าแปลกใจ
“อ้อ...เจ้าโปริ่งอยู่เล่นกับเอลล่าและแอลที่ด้านในครัวนะ พอดีผมเห็นว่าออกมาหากลุ่มของท่านคาห์นไม่นานเท่าไหร่ มันจึงไม่ขอติดตามมาด้วยก็เท่านั้น” ไลท์พยายามตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูปกติ
ซึ่งแมทแม้จะดูสงสัยในคำตอบนี้อยู่บ้าง แต่ด้วยตอนนี้พวกเขาต่างเดินกลับมาถึงหน้าร้านแล้ว ฉะนั้นแมทจึงพยักหน้ารับฟังให้พอเป็นพิธี ก่อนจะขอตัวไปจัดระเบียบกลุ่มลูกค้าที่ยืนรอรับบัตรคิว ตามหน้าที่
แยกกับทางด้านกลุ่มของไลท์ ที่ทั้งสามคนพากันเป่าปากออกมาด้วยความโล่งใจ
ครั้นเมื่อถามถึงเจ้าโปริ่ง อันที่จริงตอนนี้มันก็อยู่กับเอลล่าและแอล ตามคำบอกเล่าของไลท์ จริงๆ
เพียงแต่ เจ้าโปริ่งที่ตอนนี้แปลงร่างกลับคืนมาเป็นร่างสไลม์ตามเดิม ไม่ได้วิ่งเล่นหรือกำลังเล่นสนุกกับเอลล่าแอล หากแต่มันกำลังหลับ
‘zZz~ฟี้’
เจ้าสไลม์ที่มีขนาดเท่ากับลูกฟุตบอล กำลังนอนหลับสลบเหมือดอยู่ที่ด้านหลังครัว พร้อมกับสองพี่น้อง ที่นอนแอบอิงพิงซึ่งกันและกัน ด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการฝืนใช้พลังเวทกันไปมากพอสมควร
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา หลังจากกลุ่มของคาห์นและนักผจญภัยได้ล่าถอยกลับไปแล้ว ทางด้านไลท์และคนอื่นๆ ก็ดูจะตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ไม่น้อย
เอลล่าและแอล ไม่ได้อยากจะให้พลังของตัวเอง ไปแช่แข็งคาห์นเลยสักนิด ทั้งสองดูจะตกใจและรู้สึกผิดกับคาห์นอยู่ไม่น้อย เพราะถึงอย่างไรพวกเขาทั้งสองก็เคยเห็นหน้าคาห์นมาบ้าง
ทั้งนี้เรื่องที่น่าตกใจไม่ได้มีเพียงแค่นั้น เพราะในส่วนของเจ้าโปริ่ง หลังจากที่มันได้กินเอา พลังเวท จิตคุกคามแห่งพยัคฆ์ของคาห์นเข้าไปแล้ว
เจ้าสไลม์ก็เหมือนจะดูดกลืนและซึมซับพลังของอีกฝ่ายเข้ามาในตัว จนกระทั่งแปรเปลี่ยนพลังเวท จิตคุกคามแห่งพยัคฆ์ให้กลายมาเป็นพลังของตัวเอง ที่ชื่อว่า ‘จิตคุกคามแห่งสไลม์’ ไปเสียอย่างนั้น
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเจ้าโปริ่งจะดูดกลืนพลังที่ได้มานี้ มาเป็นของตัวเอง แต่ก็ต้องแลกกับการที่มันดูจะอ่อนเพลียไปมากกว่าปกติ ทำให้ตั้งแต่กลับคืนสู่ร่างเดิม มันก็เอาแต่นอนหลับอยู่บนไหล่ของไลท์มาตลอดทาง
จนกระทั่งไลท์ได้ขายอาหารในช่วงค่ำจนเสร็จสิ้น พร้อมทั้งปิดร้านเป็นที่เรียบร้อย เจ้าโปริ่งก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาเลย
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ปล.หากไม่เป็นการรบกวนมากจนเกินไป ฝากกดหัวใจหรือกดติดตามนิยายให้กับผู้แต่งสักหน่อยครับ
หัวใจและการติดตามของนักอ่าน ช่วยให้นักอ่านคนอื่นๆ ผ่านเข้ามาเห็นนิยายเรื่องนี้ได้มากขึ้น...ขอบคุณครับ
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy
ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ