[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 72 จอมมารหญิงกลับชาติมาถือกำเนิด ในตระกูลนี้ คนชั่วช้าก็คงจะมีแต่เพียงข้าเท่านั้น

    ตอนที่ 72 จอมมารหญิงกลับชาติมาถือกำเนิด ในตระกูลนี้ คนชั่วช้าก็คงจะมีแต่เพียงข้าเท่านั้น 

            ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่แดนสวรรค์ ซูชิงเกอก็ได้เห็นกับตาถึงความยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามของตระกูลกู้อันเป็นตระกูลของกู้ฉางเกอ

            ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา หัวใจของนางเต็มไปด้วยความวิตกกังวล

            สุดท้ายแล้ว นางก็เป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาสามัญเท่านั้น แม้ในจิตใจจะมีอีกหนึ่งจิตวิญญาณคอยให้คำแนะนำในบางครั้ง

            แต่ในสถานการณ์ที่ไร้ญาติขาดมิตรเช่นนี้ นางย่อมรู้สึกหวาดหวั่น

            หากกู้ฉางเกอมิต้องการนางอีก นางก็มิรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไปแล้ว

            เนื่องด้วยในท้ายที่สุด ด้วยฐานะของกู้ฉางเกอ เขาจะขาดหญิงสาวคอยรายล้อมได้อย่างไร

            นางทั้งดูเงอะงะและไร้เสน่ห์อันใดต่อเขา

            อีกทั้งยังถือกำเนิดในโลกเบื้องล่าง ผู้ไร้ซึ่งฐานะใดในสายตาของผู้คนในแดนสวรรค์ ยิ่งเมื่อความทรงจำบางส่วนของอีกวิญญาณหลอมรวมเข้ามา นางก็ยิ่งมองเห็นภาพอันโหดร้ายของแดนสวรรค์ได้อย่างชัดเจน

            อำนาจและความยิ่งใหญ่ที่กู้ฉางเกอครอบครองนั้นเหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง

            ในตอนแรก ซูชิงเกอยอมสยบต่อเขาด้วยเพราะหวาดกลัว

            แต่เมื่อเวลาผ่านไป นางก็เริ่มมองเห็นถึงด้านอื่นของเขา แม้เขายากจะหยั่งถึงและดูเย็นชาราวกับมองทุกสิ่งจากเบื้องสูง

            แต่เขาก็ปฏิบัติต่อนางเป็นอย่างดี

            สำหรับหญิงสาวแล้ว เมื่อรู้สึกตื้นตันในหัวใจ เรื่องอื่นใดก็มิสำคัญอีกต่อไป

            เมื่อได้ยินคำถามของกู้ฉางเกอในตอนนี้ หัวใจของซูชิงเกอแทบหยุดเต้น

            นางคิดไปทันทีว่าเขากำลังจะละทิ้งนาง

            จะมิให้นางคิดเช่นนี้ได้อย่างไร หากเป็นหญิงใดในสถานการณ์เดียวกัน ก็ย่อมต้องคิดเช่นนี้เหมือนกัน

            บุคคลเดียวที่นางพึ่งพิง กลับถามถึงแผนการในอนาคตของนาง นี่มิใช่การบอกให้นางเตรียมตัวจากไปหรอกหรือ

            กู้ฉางเกอที่เพียงแค่ต้องการหยอกล้อเล่นสนุก รู้สึกขบขันกับท่าทีของซูชิงเกอ

            แต่เมื่อเห็นดวงตาของนางแดงระเรื่อ เขาก็อดหัวเราะออกมามิได้

            “หากข้ามิต้องการเจ้า แล้วเหตุใดจึงนำเจ้ามาถึงแดนสวรรค์ด้วยเล่า หากเป็นเช่นนั้น ข้าคงปล่อยเจ้าทิ้งไว้ที่โลกเบื้องล่างเสียตั้งแต่แรกแล้ว”

            กู้ฉางเกอกล่าวด้วยรอยยิ้มบางแฝงความขบขัน “ปกติเจ้าเฉลียวฉลาดนัก เหตุใดจึงคิดเรื่องเช่นนี้มิตกเล่า”

            แม้ว่าเขาจะมิได้มีความรู้สึกพิเศษอันใดต่อนาง แต่การหยอกล้อนางก็ทำให้เขารู้สึกเพลิดเพลินใจยิ่ง

            หญิงงามนั้นเปรียบเสมือนของสะสม

            แม้เพียงมีไว้ชื่นชม ก็นับว่างดงามพอแล้ว

            แน่นอนว่าหากนางมีคุณประโยชน์มากกว่านี้ ก็ย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

            ถ้อยคำเพียงมิกี่คำ ก็เพียงพอที่จะทำให้นางหวั่นไหวจนสับสน

            ซูชิงเกอชะงักไปเมื่อได้ฟังคำพูดนั้น นางรู้สึกเจ็บแปลบในใจ กัดริมฝีปากเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงความน้อยใจอยู่ในที

            “คุณชาย ท่านช่างร้ายกาจนัก…”

            “นอกจากเรื่องนี้แล้ว เจ้ามิมีอันใดจะบอกกล่าวกับข้าอีกหรือ”

            กู้ฉางเกอเอ่ยถามอีกครั้งด้วยแววตาแฝงความสนุก เขารู้ดีว่าซูชิงเกอย่อมปกปิดบางสิ่ง

            ตลอดมาการที่แต้มวาสนาของนางเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ อย่างน่าประหลาดนั้น

            เรื่องเช่นนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่านางต้องมีความลับหรือมีวาสนาอันยิ่งใหญ่อยู่เบื้องหลัง

            เขาคาดเดาไว้นานแล้วว่านางอาจเป็นหนึ่งในผู้มีชะตาสำคัญที่กลับชาติมาเกิด หรืออาจมีความเกี่ยวพันกับผู้ยิ่งใหญ่ในแดนสวรรค์

            เหตุนี้ เขาจึงเฝ้ารอถ้อยคำที่เอ่ยออกมาจากปากของนางเอง

            ซูชิงเกอหลุบตาลงอย่างรู้สึกผิด ก่อนเงยหน้ามองเขา ริมฝีปากขยับเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา

            “คุณชาย...ข้าต้องขออภัยด้วย...อันที่จริงข้ามีบางสิ่งที่ยังมิได้บอกกับท่าน…”

            ใบหน้าอันงดงามดุจหยกขาวของนางฉายแววลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเผยความแน่วแน่ขึ้นมา

            นางรู้ดีว่าเขาหมายถึงสิ่งใด

            สิ่งนี้คือความลับที่นางต้องการสารภาพมานานแล้ว เพียงแต่ยังหาโอกาสที่จะเปิดเผยมิได้

            “เจ้าพูดมาเสียเถิด ข้าคอยฟังอยู่”

            กู้ฉางเกอกล่าวพร้อมรอยยิ้มบาง ดวงตาฉายแววสนอกสนใจ

            เขาลอบสำรวจแต้มวาสนาของซูชิงเกอในขณะนั้น แล้วพบว่ามีมากถึงห้าร้อยแต้ม

            เมื่อตอนที่เขาพบนางครั้งแรก แต้มวาสนาของนางก็อยู่ที่ประมาณสามร้อยแต้มเท่านั้น

            แต่เพียงหลังจากที่นางเข้าสู่แดนสวรรค์ แต้มวาสนาของนางก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

            เห็นได้ชัดว่านางมีสายสัมพันธ์บางอย่างกับแดนสวรรค์ที่มิธรรมดา

            “ความจริงแล้ว ตั้งแต่ถือกำเนิดมา ข้าก็แตกต่างจากทารกธรรมดาทั่วไป” ซูชิงเกอเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หลังจากเรียบเรียงคำพูด

            “ข้ารู้เรื่องราวหลายอย่างตั้งแต่ยังเล็ก และตระหนักได้ว่าในทะเลแห่งจิตสำนึกของข้ายังมีอีกตัวตนหนึ่งที่ดำรงอยู่…”

            “หนึ่งร่างสองดวงจิตอย่างนั้นหรือ น่าสนใจนัก” กู้ฉางเกอพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตาแฝงแววครุ่นคิด “ดูเหมือนจะมิผิดไปจากที่ข้าคิด นางมิเพียงแต่มีชะตาจากอดีตชาติ แต่ยังมีจิตวิญญาณอีกดวงร่วมอยู่ด้วย”

            แม้จะเป็นเพียงการคาดเดา แต่เขาก็อดมิได้ที่จะเชื่อมโยงซูชิงเกอเข้ากับเรื่องราวการกลับชาติมาเกิดใหม่ของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่

            “การหลอมรวมของนางกับวิญญาณดวงนั้น เป็นเหตุให้แต้มวาสนาของนางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างนั้นหรือ”

            หากมองเช่นนั้น ทุกอย่างก็ดูสมเหตุสมผล

            นางเป็นคนของเขา เมื่อแต้มวาสนาของนางเพิ่มขึ้น เขาก็ย่อมได้รับผลประโยชน์ไปด้วย

            “เจ้ากับจิตวิญญาณอีกดวงในร่างได้แบ่งปันความทรงจำร่วมกันหรือไม่” กู้ฉางเกอเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย

            “พวกเราอยู่ร่วมกัน เพียงแต่บางส่วนของความทรงจำนั้นกลับถูกปกคลุมด้วยหมอกหนา และดูเหมือนจะเลือนหายไปช้าๆ” ซูชิงเกอกล่าวขึ้นหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

            ในขณะที่นางพูด เสียงหนึ่งที่เต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวและชั่วร้ายก็ดังขึ้นในจิตใจของนาง

            “กู้ฉางเกอผู้นี้ เจ้าอย่าได้ไว้เนื้อเชื่อใจเขาอย่างหมดสิ้นเช่นนี้! เหตุใดเจ้าจึงเผยความลับของเราต่อเขากัน”

            แต่ซูชิงเกอเพียงนิ่งเฉยต่อเสียงนั้น

            เพราะท้ายที่สุดแล้ว นางก็เป็นผู้ควบคุมร่างกายนี้

            “เป็นการผนึกงั้นหรือ ดูเหมือนจะมิใช่ น่าจะเป็นความทรงจำที่เสียหายไปเสียมากกว่า”

            กู้ฉางเกอพึมพำในใจ ความคิดของเขาวิ่งวน “ตามแบบแผนแล้ว อาจจะเป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนสวรรค์ ที่ต้องลงมาเกิดใหม่ในโลกเบื้องล่างเพื่อฟื้นคืนชีวิต และบัดนี้อาจกลายเป็นตัวเอกหญิงข้างกายผู้มีชะตาอันยิ่งใหญ่... แท้จริงแล้วนางอาจมีที่มาที่ไปที่มิธรรมดาสามัญ”

            แม้จะเป็นเพียงการคาดเดา แต่เขาก็ยังมิปักใจเชื่อทั้งหมด

            ซูชิงเกอสูดลมหายใจลึกก่อนเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา “คุณชาย...บางครั้ง ข้ายังฝันเห็นภาพของสมรภูมิแห่งยุคบรรพกาล ตกอยู่ในห้วงแห่งความมืดมิดและเต็มไปด้วยหายนะ สิ่งมีชีวิตนับมิถ้วนล้วนต่อสู้ห้ำหั่นกัน…”

            นางหยุดไปชั่วครู่ก่อนจะกล่าวต่อ น้ำเสียงเจือความหวาดกลัว “ข้ายังฝันว่าตนเองกลายเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการสักการะจากสิ่งมีชีวิตมากมายที่มิเคยพบเห็นมาก่อน...”

            เพียงเล่าออกมา ทั้งร่างของนางก็สั่นระริก

            ในฝันนั้น ใบหน้าของนางกลับดูน่าสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุด เปี่ยมไปด้วยความเย็นชาไร้ปรานี คล้ายกับมหามารผู้หมายทำลายล้างทุกสิ่ง

            แรกเริ่มนางคิดว่ามันเป็นเพียงฝันร้าย

            แต่เมื่ออยู่ในแดนสวรรค์นานขึ้น ภาพในฝันกลับแจ่มชัดและปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

            ซูชิงเกอมิได้โง่เขลา นางคาดเดาว่านี่อาจเป็นความทรงจำที่หลงเหลือจากชะตากรรมในอดีต หรือเกี่ยวพันกับจิตวิญญาณดวงที่สองในร่างของนาง

            เรื่องนี้ นางตั้งใจจะเล่าให้กู้ฉางเกอฟัง

            ในสายตาของนาง กู้ฉางเกอเป็นผู้ที่รอบรู้และมองการณ์ไกลกว่านางมาก

            บางทีเขาอาจจะช่วยให้นางเข้าใจสถานการณ์นี้ได้

            ยิ่งไปกว่านั้น นางมิอยากกลายเป็นมารร้ายในฝันที่หมายทำลายทุกสิ่งเช่นนั้น

            “เป็นเช่นนี้เองหรือ มิต้องกังวลไป แม้ข้าจะมิเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด แต่ก็พอคาดเดาได้บ้างแล้ว”

            กู้ฉางเกอกล่าวพร้อมรอยยิ้มบาง เอ่ยปลอบโยนนางให้ผ่อนคลายลง

            เมื่อได้ยินดังนั้น ซูชิงเกอก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมิน้อย

            ในความคิดของกู้ฉางเกอ เรื่องนี้มินับว่าเลวร้ายอันใด

            หนึ่งร่างสองดวงจิตย่อมทำให้นางมีปัญญาที่เฉลียวฉลาดเหนือปุถุชน และยังคงความทรงจำจากชะตาในอดีต

            หากสามารถหลอมรวมกันได้อย่างสมบูรณ์ อาจเปิดทางให้นางก้าวสู่โลกที่กว้างไกลกว่าเดิม อีกทั้งตัวนางเองยังจะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล

            ส่วนเรื่องการกลายเป็นจอมมารหญิงนั้น…

            กู้ฉางเกอก็คิดว่าเรื่องนี้สมควรถามผู้ที่น่าจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดียิ่งกว่าเขา นั่นก็คือมารดาของเขาเอง

            เพราะที่จริงแล้วสำนักเทพกำเนิดฟ้านั้น เดิมมีนามว่าสำนักมารกำเนิดฟ้า

            ด้วยความพยายามของเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสในสำนักนับมิถ้วน พวกเขาจึงสามารถเปลี่ยนชื่อจากสำนักมารกำเนิดฟ้าเป็นสำนักเทพกำเนิดฟ้าได้สำเร็จ

            แม้ว่าวิธีการและจุดประสงค์ของพวกเขาจะมิแตกต่างจากเดิมนัก แต่นามใหม่ก็ย่อมดูสง่างามและเป็นที่ยอมรับได้มากขึ้น

            เนื่องด้วยนามว่ามารในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้น มิว่า ณ ที่แห่งใด ก็มักจะเป็นที่ถูกรังเกียจและหลีกเลี่ยง

            และการที่กู้ฉางเกอกลายเป็นผู้สืบทอดพลังแห่งมาร เรื่องนี้ก็มีความเกี่ยวพันกับสำนักมารกำเนิดฟ้าอย่างมิอาจปฏิเสธได้

            …

            หลังจากกำชับนางทั้งสองด้วยถ้อยคำมิกี่คำ กู้ฉางเกอก็ให้พวกนางกลับไป

            เวลานี้ เขาจำต้องขบคิดถึงวิธีรับมือกับปัญหาภายในตระกูล

            บิดาของเขาเคยกล่าวเตือนแล้วว่า บรรดาผู้อาวุโสหลายคนในตระกูลยังคงมีความคิดเห็นที่มิดีต่อเขา

            ต้นเหตุนั้นมาจากเหตุการณ์ในอดีต เรื่องการลอบวางแผนเพื่อชิงกระดูกอันเป็นพรสวรรค์ของน้องสาวเขา

            แม้เหตุการณ์นั้นจะถูกปกปิดไว้ แต่ในหมู่ผู้อาวุโสที่ล่วงรู้ ก็มิมีผู้ใดลืมเลือนเรื่องนี้ได้

            ตระกูลกู้มีสมาชิกมากมาย แม้จะมีความขัดแย้งในหมู่กันเอง แต่ล้วนแต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่กำหนดไว้

            กฎของตระกูลกำหนดไว้ว่าห้ามเข่นฆ่าสังหารกันถึงชีวิตอย่างเด็ดขาด หากฝ่าฝืนก็จะต้องได้รับการลงโทษอย่างรุนแรง

            และการที่เขาในวัยเยาว์วางแผนแย่งชิงพรสวรรค์จากน้องสาว นั้น ก็ย่อมทิ้งร่องรอยของความคับข้องขุ่นเคืองไว้ในใจของใครหลายคน

            “น้องสาวที่อ่อนกว่าข้าสามปี กู้เซียนเอ๋อร์...”

            กู้ฉางเกอพึมพำในใจ พลางครุ่นคิด “สายธารแห่งผู้ไร้ค่ากับกระแสแห่งการชิงพรสวรรค์มักเป็นทางเดินที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และยิ่งกว่านั้น หากนางมีผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งอยู่เบื้องหลัง นั่นจะทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้น”

            “เพราะกระดูกแห่งพรสวรรค์ของนางที่ข้าใช้นั้น ย่อมเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ระหว่างข้าและนางไว้ ข้าสัมผัสได้ว่านางยังมิได้สิ้นชีพในกาลนี้”

            “ท่านพ่อคาดการณ์ทำนายตำแหน่งของนางมาอย่างเนิ่นนานก็กลับยังมิพบเบาะแสอันใด นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่านางได้รับการคุ้มครองจากผู้มีพลังแข็งแแกร่ง”

            กู้ฉางเกอพินิจพิเคราะห์อย่างรอบคอบ

            ผู้ที่ครองชะตาฟ้าลิขิตในแดนสวรรค์มักจะซับซ้อนและทรงพลังเหนือกว่าผู้มีชะตาธรรมดาในโลกเบื้องล่างดังเช่นเย่เฉินหรือหลินเทียน 

            ในตระกูลเองนั้น บรรดาผู้อาวุโสหลายคนก็รู้สึกผิดที่มิสามารถปกป้องกู้เซียนเอ๋อร์ในวันนั้นได้

            และนั่นทำให้พวกเขามิพอใจในตัวเขา

            หากเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกไป ตระกูลกู้ย่อมกลายเป็นที่หัวเราะเยาะ และมิแน่ว่าสมาชิกทั้งหมดของตระกูลจะเลือกอยู่ข้างเขา

            ขณะที่ครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งถึงปัญหานี้ ดวงตาของกู้ฉางเกอก็หรี่ลงเล็กน้อย ราวกับสะท้อนประกายบางอย่าง

            “ตามความทรงจำของข้า น้องสาวผู้นี้เป็นลูกหลานในสายตระกูลเดียวกับข้า เดิมทีปู่ของเราก็ถูกกังขังอยู่ในมิติแห่งหนึ่งในโลกอันไพศาล บิดาและมารดาของนางจึงกังวลในความปลอดภัยและพาผู้คนในสายตระกูลของพวกเขาตามไปช่วย ทิ้งให้นางอยู่ในตระกูลใหญ่ โดยวางใจฝากฝังให้อยู่ในความดูแลของผู้อื่น”

            “แต่ผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่า พรสวรรค์อันล้ำเลิศของนาง กระดูกแห่งมหามรรคา จะกลายเป็นเป้าหมายของข้าผู้ต้องการปิดบังดวงจิตมารของตนเองเอาไว้ได้”

            กู้ฉางเกอส่ายหัวเล็กน้อย แม้เขาจะยอมรับว่าตนเองมิใช่คนดีอันใด แต่การลอบชิงกระดูกพรสวรรค์จากเด็กหญิงตัวเล็กๆ ผู้นั้น เขาเองนั้นก็มิอาจลงมือทำลงได้

            “อีกทั้ง หากเลี้ยงดูจนเติบใหญ่แล้วใช้ความสามารถของนาง ผลลัพธ์เช่นนี้ย่อมมิดีกว่าหรือ”

            เขาอดนึกถึงภาพความยิ่งใหญ่ของน้องสาวผู้แข็งแกร่งราวกับผู้พิชิตสวรรค์ในอนาคตมิได้

            “ถึงอย่างไร ความผิดนี้ข้าก็ต้องแบกรับไว้”

            “ยังโชคดีที่ตระกูลกู้ยังมิตกต่ำถึงขั้นไร้มนุษยธรรม บรรดาผู้อาวุโสในตระกูลหลายคนร่วมกันขัดขวางเหตุการณ์นั้นอย่างเต็มที่ และถึงแม้ท่านพ่อของเขาจะต้องปราบปรามผู้คนในสายของนาง แต่กลับลงโทษเพียงการเนรเทศออกไปจากตระกูลเท่านั้น ความเสียหายต่อชีวิตจึงนับว่าน้อยมาก”

            “ทว่าตอนนี้ นางกลับยังมิปรากฏตัว แต่คาดว่าอีกมินานคงจะต้องมาท้าทายข้าเพื่อทวงคืนความแค้นที่ถูกชิงกระดูกแห่งพรสวรรค์นี้ไปแน่”

            กู้ฉางเกอพึมพำในใจ พลางไตร่ตรองถึงสถานการณ์

            “ว่าไปแล้ว ในตระกูลกู้ทั้งหมด คนชั่วช้าเช่นนี้ก็คงจะมีแต่เพียงข้าผู้เดียวเท่านั้น... เช่นนี้ที่ข้ามีดวงจิตแห่งมาร ก็นับเป็นเพราะชะตากำหนดให้เป็นคนชั่วช้าโดยกำเนิด แม้แต่ท่านพ่อของข้าก็ยังจำต้องยอมทำทุกวิถีทางเพื่อปกปิดความลับนี้”

            เมื่อคิดถึงจุดนี้ เขาก็ค่อยๆ คลี่ยิ้มเจือความสนุก

            เรื่องราวนี้ฟังดูเหมือนซับซ้อนยิ่ง แต่กลับมีช่องว่างมากมายที่เขาจะถือโอกาสลงมือใช้ประโยชน์ได้

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน