ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 125 ฟื้นชีพศพ
หลังจากตรวจสอบของรางวัล และใช้ยันต์ค่าประสบการณ์ทั้งหมดห้าสิบใบ จินก็กลับไปให้ความสนใจชายหนุ่มที่เพิ่งเคารพบรรพชนเสร็จ กำลังยืนอยู่หน้าศาล จ้องมองโกเลมทั้งสองตัวด้วยความพิศวง
ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ คาลอสก็อดมหัศจรรย์ใจกับสิ่งตรงหน้าสองตนนี้ไม่ได้ พวกมันเป็นเหมือนกับรูปปั้นหินขนาดยักษ์ที่ขยับข้อต่อทุกส่วนได้อย่างราบรื่น เขาไม่เคยเห็นก้อนหินขนาดยักษ์รูปร่างมนุษย์ที่ขยับเคลื่อนไหวทำตามคำสั่งเช่นนี้ได้มาก่อน ไม่รู้ว่าพวกมันเกิดมาได้เช่นไร
คาลอสพิจารณาจนพอใจก่อนจะปลีกตัวไปหาพื้นที่สงบๆ ภายในเขตตระกูลซึ่งมีอยู่มากมายเนื่องจากคฤหาสน์แห่งนี้กลายเป็นคฤหาสน์ร้างเพราะสมาชิกตระกูลหวงหลงหนีตายออกไปกันหมด
จินหายตัวไปโดยไม่ได้ทิ้งคำพูดอะไรเอาไว้มากนัก คาลอสจึงถือว่าช่วงเวลานี้อีกฝ่ายให้เขาพักผ่อนก่อนที่จะทำสิ่งอื่นต่อไป
ชายหนุ่มในชุดคลุมสีแดงหาที่เหมาะๆ นั่งลงขัดสมาธิ รวบรวมพลังงานรอบตัวเข้ามาหมุนวนภายในร่าง จากนั้นจึงหยิบเม็ดโอสถเสริมพลังงานเม็ดสุดท้ายที่เตรียมมาจากเมืองปากัสเข้าปาก
พลังงานภายในเม็ดยาปะทุขึ้นในร่าง ส่งพลังงานอันมหาศาลให้กับผู้ใช้ คาลอสรีบชักนำพลังงานโคจรไปตามคัมภีร์พยัคฆ์เมฆาทันที ใบหน้าของเขาดูจริงจังตั้งมั่น
จินที่อยู่ในร่างวิญญาณก็สังเกตคาลอสอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะปล่อยให้อีกฝ่ายฝึกฝนไปก่อน แม้จะมีแผนออกนอกเมือง แต่ยังต้องใช้เวลาเตรียมการอีกมาก ด้วยฟังก์ชั่นเพิ่มความเร็วในการฝึกฝนสองเท่าไม่ใช่สิ่งที่จะเพิกเฉยได้ อย่างน้อยหากใช้เวลานี้ในการฝึกฝนก็ช่วยนี้ประหยัดเวลาไปได้มากเมื่อเทียบกับด้านนอก
ตอนนี้คาลอสติดอยู่ในขอบเขตอเวกระดับที่เจ็ดมานานแล้ว บางทีอาจจะมองเห็นโอกาสในการพัฒนาก็เป็นไปได้
ร่างวิญญาณปล่อยให้ชายหนุ่มชุดแดงใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ส่วนเขาทะยานร่างโปร่งแสงพุ่งตรงไปยังสถานที่เกิดเหตุครั้งล่าสุด ด้านนอกอาคารยังเห็นว่าเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่อย่างชัดเจน ส่วนภายในอาคารก็เละเทะจนแทบจะจำสภาพเดิมไม่ได้ บ่งบอกได้ชัดเจนว่าเกิดการต่อสู้ที่รุนแรงแค่ไหนก่อนหน้านี้
จินลอยมาหยุดอยู่ที่ด้านหน้าศพแห้งกรัง ในท่านั่งคุกเข่าเท้าแขนลงกับพื้น เป็นการตายที่ดูหมดสภาพโดยแท้จริง
แม้สภาพศพของชายชราจะดูแห้งเหี่ยวจนดูน่าเกลียด ไม่น่ามีเรี่ยวแรงลุกขึ้นมาทำอะไรได้อีกแล้ว แต่ความแข็งแกร่งก่อนตายของอีกฝ่ายก็ยอดเยี่ยมจริงๆ อย่างน้อยๆ ก็แข็งแกร่งกว่าจินในตอนที่ไม่ใช้วิชาเผาโลหิต
จินจ้องสำรวจสภาพศพ มองด้วยสายตาก็เห็นได้ชัดว่าสภาพของมันย่ำแย่จริงๆ แม้จะตายไปไม่นาน แต่ความเสียหายทั้งภายนอกและภายในนั้นมีอยู่มาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นี่เป็นศพที่ดีที่สุดที่จินหาได้ในตอนนี้แล้ว และไม่รู้ว่านับจากนี้ต่อไปจะหาศพของมนุษย์ที่ทรงพลังขนาดนี้ได้จากที่ไหน
โชคดีที่อีกฝ่ายเป็นถึงอีโวลมาก่อน ไม่เช่นนั้นคงยากจะทดแทนกับสภาพที่แห้งเหี่ยวหมดสภาพเช่นนี้
วิญญาณชายหนุ่มชุดขาวสำรวจอีกครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจดึงยันต์ปลุกศพออกมาจากคลังของระบบ
นี่หากไม่ใช่เพราะสถานการณ์ค่อนข้างกระชั้น มีภัยอันตรายรอคอยอยู่มากมาย จินก็อาจจะเลือกเก็บยันต์ใบนี้ไว้ใช้ในภายหลัง
แต่ในเมื่อมันเป็นไปไม่ได้ ศพของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตระกูลหวงหลงก็ไม่เลวร้ายอะไรนัก มันสามารถแบกรับหน้าที่ตามที่เขาต้องการได้ดีทีเดียว
จินทำความเข้าใจวิธีการใช้ยันต์ก่อนจะโบกสะบัดแผ่นยันต์สีดำไปเบื้องหน้า เปลวไฟสีม่วงลุกโชติช่วง ก่อนจะกลืนยันต์เข้าไปทั้งใบ
กลุ่มควันวนเวียนไปรอบศพที่เป็นเป้าหมาย มันแทรกซึมไปตามผิวหนัง เกิดเป็นอักขระสีดำทั่วร่างของศพ อักขระประหลาดพวกนั้นเหมือนพยายามฉุดร่างที่แห้งเหี่ยวให้กลับมามีสภาพที่ดีขึ้น
กล้ามเนื้อที่มีอยู่น้อยนิดเต้นเร่า ผิวหนังกระเพื่อม ความชุ่มชื้นเริ่มกลับคืนมา ทั่วร่างของศพสั่นเกร็ง มีเสียงดังกรอบแกรบมาจากภายในร่างที่กำลังเปลี่ยนแปลงสภาพไปทีละน้อย
ผิวหนังที่เหี่ยวย่นจนแทบจะเป็นหนังติดกระดูกกลับมามีความยืดหยุ่น กล้ามเนื้อที่หายไปค่อยๆ กลับมาเติมร่างให้ดูสมบูรณ์ ข้อกระดูกหมุนกลับมาอยู่ในท่วงท่าที่ถูกต้อง
กรึกๆ กร๊อบ
ร่างที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นค่อยๆ ขยับทีละน้อย ขยับร่างดันตัวลุกขึ้น กระดูกเด้งกลับไปอยู่ในจุดที่มันควรจะอยู่
ร่างชายชราลุกขึ้นยืนตรง ดวงตาเหม่อลอย สภาพศพกลับมาดูสมบูรณ์เสียยิ่งกว่าตอนที่จินประมือด้วยเสียอีก ทั้งกล้ามเนื้อที่สลายไปและผิวหนังที่เหี่ยวย่นด้วยวัยชรา ไม่น่าเชื่อว่ายันต์ปลุกศพเพียงแผ่นเดียวจะฟื้นคืนร่างกายที่ย่ำแย่ระดับนั้นให้กลับมาถึงขั้นนี้ได้
ร่างกายของมันสั่นสะท้านไม่หยุด อักขระสีดำบนตัวค่อยๆ จางลงเรื่อยๆ ในที่สุดก็หายไปจนหมด พร้อมกับร่างกายที่เลิกสั่น กลับมายืนหยุดนิ่งอยู่เฉยๆ
ดวงตาที่เคยเหม่อลอยหันมาทางวิญญาณโปร่งแสงที่ยืนอยู่ตรงหน้า แต่กระนั้นมันก็ยังเป็นสายตาที่ดูว่างเปล่าอยู่ดี
ร่างของชายชราจ้องมองจินอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะขยับมือขึ้นมาประสานกันเบื้องหน้า ไม่ได้พูดอะไรออกมาเพียงส่งเสียงครืดคราดออกมาผ่านลำคอ
พลังงานจากร่างของมันที่ปลดปล่อยออกมานั้นรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนไปหยุดอยู่ที่อเวกระดับที่เก้าขั้นสูงสุด แม้จะอ่อนแอกว่าตอนที่ประมือกับจิน แต่นี่ก็ไม่อาจเรียกว่าอ่อนแอได้เลย
จินพยักหน้าอย่างพึงพอใจที่ได้เห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่ายและพลังที่มันแผ่ออกมา เขาทำใจไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าบางทีอาจจะไม่สามารถกู้ความแข็งแกร่งก่อนตายของอีกฝ่ายกลับมาได้ทั้งหมด จึงไม่ได้ผิดหวังอะไรนัก รวมกับการตอบสนองของซากศพตรงหน้าที่ดูมีสติปัญญามากกว่าที่คิด หากออกคำสั่งให้มาคอยเฝ้าดูแลที่นี่ มันก็ดูน่าเป็นห่วงน้อยกว่าออกคำสั่งกับโกเลมทั้งสองตัว
หากรวมศพของผู้อาวุโสสูงสุดตระกูลหวงหลงกับโกเลมหินทั้งสอง จินเชื่อว่าแม้จะเป็นกองกำลังใหญ่ภายในเมืองก็ไม่กล้าลงมือสุ่มสี่สุ่มห้าให้พวกพ้องของตนเองต้องสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์
การมีตัวตนที่เทียบเคียงอเวกระดับเก้าถึงสามตนไม่ใช่เรื่องเล่นๆ การให้พวกมันคอยปกป้องคฤหาสน์แห่งนี้ อย่างน้อยก็สามารถซื้อเวลาให้จินได้นานพอดู เขาสามารถมั่นใจได้ว่าคฤหาสน์ชั่วคราวแห่งนี้จะไม่มีทางล่มสลายภายในครึ่งเดือนนี้แน่ๆ
โดยศพที่เพิ่งเขาปลุกชีพให้จะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าหน่วยคุ้มกัน และมีโกเลมหินเป็นผู้ช่วย จินเชื่อว่าเมื่อกองกำลังต่างๆ ภายในเมือง C-04 รู้ถึงความร้ายกาจของพวกมัน อย่างไรก็ต้องคิดให้ถี่ถ้วนหลายต่อหลายตลบ ว่ากล้าหาญพอหรือไม่ ทรัพย์สมบัติ รวมถึงพื้นที่คฤหาสน์ทั้งหลังคุ้มค่าพอหรือไม่เมื่อแลกกับการสูญเสียอเวกไปเป็นจำนวนมาก
“รับคำสั่งข้า! จงดูแลคฤหาสน์แห่งนี้ให้ดี อย่าให้คนนอกเข้ามายุ่งวุ่นวายได้เป็นอันขาด เจ้าจะมีลูกมือเป็นโกเลมหินทั้งสองตน จงใช้มันเพื่อปกป้องคฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์แห่งนี้ให้ดี!” จินออกคำสั่งผ่านสัญญาที่เชื่อมตนเองกับซากศพตรงหน้า
ร่างซีดๆ ตรงหน้ายืนนิ่งไปครู่หนึ่งเพื่อประมวลผล ก่อนจะประสานมือค้อมหัวลงรับคำสั่ง
จินเองก็พยักหน้าให้อีกฝ่าย การตอบสนองของมันทำให้วิญญาณชายหนุ่มค่อนข้างพึงพอใจ หากมันรู้ภาษามากเพียงนี้ ก็น่าจะจัดการทุกสิ่งได้ตามที่เขาต้องการ
จินสั่งให้มันติดตามตนเองมาพร้อมกับพุ่งตัวออกจากห้องโถง มุ่งหน้ากลับไปยังศาลบรรพชน เห็นร่างใหญ่โตกว่าสามเมตรยืนคุ้มกันทางเข้าศาลอยู่สองตน
จินต้องการจะส่งมอบคำสั่งให้ทั้งสองตนเช่นเดียวกัน
“พวกเจ้าทั้งสองตนจงฟัง นับแต่นี้ไปเจ้าจะต้องปกป้องคฤหาสน์แห่งนี้ร่วมกับผู้ที่อยู่ด้านหลังข้า คนนอกที่กล้าบุกเข้ามา จงฆ่ามันเสีย!” จินสื่อคำสั่งผ่านจิตใจไปยังโกเลมหินทั้งสองตัว
สำหรับโกเลมหินแฝด พวกมันมีสติปัญญาที่ต่ำกว่าซากศพของผู้อาวุโสสูงสุดตระกูลหวงหลงมาก การออกคำสั่งจึงต้องค่อนข้างตรงไปตรงมาและชัดเจน เป็นคำสั่งง่ายๆ ที่ไม่ซับซ้อนนัก
โกเลมหินทั้งสองตัวหันหัวไปทางที่วิญญาณโปร่งแสงยืนอยู่ได้ถูกทิศด้วยพันธะนายบ่าวที่เชื่อมโยงถึงกัน ก่อนจะโค้งคำนับรับคำสั่งจินอย่างพร้อมเพรียง
จินจัดแจงให้พวกมันกระจายไปตามจุดต่างๆ ของคฤหาสน์ โดยมีหนึ่งในสองโกเลมหินคอยปกป้องดูแลศาลบรรพชนเอาไว้ยิ่งชีพ เพราะการที่ศาลบรรพชนถูกทำลาย ก็ไม่ต่างไปจากการสังหารวิญญาณบรรพบุรุษอย่างจินทางอ้อม
เมื่อทุกอย่างพรั่งพร้อมจินก็กลับไปหาชายหนุ่มที่กำลังปลีกตัวฝึกฝนพลังอีกครั้ง
วูม!
คลื่นพลังถูกเหวี่ยงกระแทกออกมาจากภายในตัวอาคาร มันถูกส่งออกมาเป็นคลื่นสั้นบ้างยาวบ้าง บางครั้งก็สงบ บางทีก็รุนแรงแกร่งกร้าว
จินขมวดคิ้วมองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
'พลังงานผันผวนรุนแรงมาก!' จินแอบตกใจ หรือนี่อาจเป็นสัญญาณว่าคาลอสเตรียมพร้อมจะตัดผ่านระดับจริงๆ?
หากเป็นเช่นนั้นแผนการที่จะหลบหนีออกจากคฤหาสน์แห่งนี้คงต้องเลื่อนออกไปอีกระยะหนึ่ง ความเสี่ยงมากขึ้น เสียเวลามากขึ้น แต่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ สัญญาณแห่งการพัฒนาระดับไม่ใช่ว่าจะพบเจอกันได้ง่ายๆ นับว่าโชคดีมากที่คาลอสถึงพร้อมด้วยความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว เพียงแต่ความเข้าใจนี้มาผิดเวลาไปสักหน่อย
จินทำได้เพียงเฝ้าดูคาลอสเอาไว้ ไม่ให้มีสิ่งใดมารบกวน และเลื่อนการหลบหนีออกไปก่อนสักระยะ สภาวะเช่นนี้ไม่ใช่มีได้ตลอด หากยับยั้งไปแล้วล่ะก็อาจใช้เวลาสักพักใหญ่ในการสร้างมันขึ้นมาใหม่
...
เวลาผ่านเลยไปจนพระอาทิตย์อับแสง กระแสพลังที่ผันผวนยังคงไม่หยุดหย่อนและดูเหมือนจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้ใบหญ้าถึงกับลู่ไหวไปตามกระแสพลังอันนี้
'ใกล้ถึงขีดจำกัดของอเวกระดับเจ็ดแล้ว' จินที่เคยผ่านการเป็นอเวกระดับเจ็ดมาถึงสองชั่วชีวิตสามารถสัมผัสพลังงานที่ชายหนุ่มชุดแดงส่งออกมาได้อย่างชัดเจน
พลังงานที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ชะลอตัวลง ในที่สุดก็หยุดแสดงความผันผวน กลายเป็นพลังงานที่ค่อนข้างสงบและไม่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบเหมือนก่อนหน้าอีกแล้ว
พลังงานทุกอย่างถูกดึงกลับเข้าไปหาต้นตอของมัน ทุกอย่างกลับเป็นปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ร่างวิญญาณโปร่งแสงมองตรงไปยังอาคารแห่งหนึ่ง แววตานิ่งสงบแต่ฉายแววภูมิใจอยู่ไม่น้อย
ยามนี้อเวกระดับแปดได้กำเนิดขึ้นในหมู่สมาชิกตระกูลพีไรซ์รุ่นที่แปดแล้ว…