The Possible Man

    ตอนที่ 117 : เดียงสาที่แสนเจ็บปวด

    หลังจากนั้น เหตุการณ์ในห้องน้ำทั้งหมดที่เกิดขึ้นในงานประมูลของผู้ว่าเชียว ก็ไม่ถูกพูดถึงหรือเป็นข่าวแต่อย่างใด ดูเหมือนว่าการให้บทเรียนของหินในครั้งนั้นจะทำให้หวังเหล่ยรู้ซึ้งแล้วจริงๆ
    ไม่ว่าจะด้วยความกลัวหรือเพราะความอับอายของหวังเหล่ย ทำให้เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ถูกป่าวประกาศออกมา
    มากไปกว่านั้นคนที่ได้ผลประโยชน์เรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงแค่หินคนเดียว หยานลี่อิงเองก็ได้รับผลพลอยได้ไปด้วยเพราะหวังเหล่ยคิดว่า หยานลี่อิงคือผู้หญิงของหิน หวังเหล่ยจึงได้ไม่คิดมายุ่งเกี่ยวอีก
    แม้เรื่องที่เกิดขึ้นจะทำให้หยานลี่อิงรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่เธอกลับรู้สึกยินดีมากกว่า ที่หลังจากนี้ชีวิตของเธอจะไม่มีคนของตระกูลหวังมาเกี่ยวข้องอีกต่อไป
    ภารกิจหลักของหินที่มาเยือนจีนในครั้งนี้ก็คือการเพิ่มฐานการผลิตหลักให้แก่ Enterprise โดยชิ้นส่วนสำคัญทุกอย่างที่ Enterprise จำเป็นต้องใช้จะถูกผลิตขึ้นที่นี่
    หินได้กำหนดระยะเวลาในการก่อสร้างโรงงานแห่งนี้ให้แล้วเสร็จภายในสองปี แม้มันจะเป็นเรื่องยากแต่สำหรับทีมงานของหินแล้ว นี่เป็นเรื่องที่พวกเขาพอจะคาดเดาได้ตั้งแต่แรก
    ถ้าหากไม่มีแบบแปลนระบบโรงงานรวมไปถึงแบบแปลนระบบวิศวกรรมจักรกลต่างๆ ที่หินให้พวกเขา เพื่อใช้ในการผลิตโรงงานต้นแบบที่ไม่สร้างมลพิษ ทีมงานของหินไม่มีทางสร้างโรงงานล้ำสมัยแห่งนี้ให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปีได้แน่
    ถึงแม้หินจะทำให้พวกเขาตกตะลึงทุกครั้งที่ได้รับมอบหมายงาน แต่ทีมงานของหินก็ยังไม่เคยรู้สึกชินสักที เพราะทุกครั้งที่หินมอบหมายงานให้พวกเขา มันมักจะเป็นสิ่งใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ก้าวล้ำปัจจุบันไปมาก
    พวกเขาล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าเจ้านายของตนยังเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่ สมองถึงได้คิดอะไรแบบนี้ออกมาได้
    แต่ยังไงก็ตาม งานทุกงานที่หินมอบหมายแก่พวกเขา แม้จะดูรวบรัดและเป็นไปได้ยากอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็สามารถทำออกมาได้สำเร็จทุกครั้ง เพราะไม่ว่าพวกเขาจะติดปัญหาหรือมีเรื่องอะไรที่ไม่เข้าใจ พวกเขาก็สามารถติดต่อหาหินเพื่อขอคำอธิบายได้โดยตรงนั่นเอง
    ในตอนนี้ภารกิจหลักของหินลุล่วงไปแล้ว หลังจากงานประมูลของผู้ว่าเชียว หินก็ได้แวะไปเยี่ยมฐานการผลิตวัคซีนที่อยู่อีกเมืองหนึ่ง ฐานการผลิตแห่งนี้ค่อนข้างใหญ่โตและเป็นฐานการผลิตสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะวัคซีนมากถึง 30% จากทั้งหมดถูกผลิตขึ้นที่นี่
    การไปเยี่ยมเยือนในครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากผู้ดูแลฐานการผลิตแห่งนั้น การรับรองที่หินได้รับเรียกได้ว่าต่อให้เป็นผู้นำสูงสุดของประเทศมาเองก็มั่นใจได้เลยว่าไม่มีทางได้รับการรับรองที่ดีขนาดนี้
    หินเองก็ไม่ได้ไปเยือนเปล่าๆ เท่านั้น เขายังนำสูตรการผลิตวัคซีนชนิดพิเศษมากถึง 10 ชนิดไปให้ฐานการผลิตแห่งนี้ผลิตออกมาเพิ่ม ซึ่งทั้ง 10 ชนิดที่ว่านี้ต่างก็เป็นวัคซีนที่ใช้รักษาโรคหายาก ที่มีอัตราพบเจอค่อนข้างต่ำ แต่กลับสร้างความทุกข์ระทมให้แก่ผู้เจ็บป่วย เช่น โรคภูมิแพ้น้ำ โรคภูมิแพ้แดด โรคความผิดปกติทางพันธุกรรม
    ซึ่งวัคซีนที่หินได้เพิ่มเข้าไปนี้สามารถทำการรักษาโรคพวกนี้ได้ทันทีและมันยังสามารถยับยั้งการส่งต่อของโรคไม่ให้ไปสู่ลูกหลานได้อีกด้วย
    หลังจากเสร็จธุระจากที่นี่หินก็ตัดสินใจที่จะกลับไทยในทันที แต่ในระหว่างที่เขากำลังพักผ่อนในห้องคืนสุดท้ายก่อนที่จะกลับนั้นเสียงของเดวิดก็ดังขึ้นมา
    “ดอกเตอร์ครับ มีบางอย่างที่ดอกเตอร์ต้องดูครับ” เดวิดพูดขึ้นก่อนส่งข้อมูลบางอย่างให้หินดู 
    เมื่อหินได้ดูข้อมูลที่เดวิดส่งมาให้ครบแล้ว หินก็เอ่ยสั่งขึ้นมาทันที
    “ติดต่อหน่วย Protecter เดี๋ยวนี้”...อีก ฟากหนึ่ง
    ทอมสันเป็นหนึ่งในแพทย์อาสาสมัครที่เดินทางไปทั่วโลกเพื่อทำการรักษาผู้ป่วยและคนไข้ เขามีความสุขไปกับการดูแลและรักษาผู้ป่วยโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใด เรียกได้ว่าทั้งชีวิตของเขาอุทิศเพื่อการรักษาคนไข้เท่านั้น
    การรักษาผู้ป่วยโดยไม่เก็บค่ารักษาใดๆ มันเป็นเรื่องที่ลำบากเป็นอย่างมากสำหรับทอมสัน ถึงแม้จะไม่คิดค่ารักษาพยาบาลก็จริง แต่การรักษามันก็มีต้นทุนอยู่ดี ไม่ว่าจะค่าเครื่องมือ ค่ายาและอุปกรณ์จำเป็นต่างๆ
    ดังนั้นก่อนหน้าที่องค์กร DrawkCab จะถูกจัดตั้งขึ้น ทอมสันก็ได้เดินทางไปรักษาคนไข้ทั่วโลก โดยไปในนามขององค์กรการกุศลต่างๆ ที่ออกค่าใช้จ่ายและค่าเดินทางให้เขา
    แต่หลังจากที่องค์กร DrawkCab ปรากฏขึ้น นี่จึงถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับทอมสัน เพราะหลังจากนี้เขาสามารถไปรักษาคนไข้ทั่วโลกได้โดยมีผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายให้อยู่เบื้องหลัง เขาสามารถทำตามความฝันของตัวเองโดยที่ไม่ต้องถูกจำกัดเอาไว้เพราะเรื่องค่าใช้จ่ายอีกต่อไป
    ในครั้งนี้ทอมสันเลือกจะทำภารกิจในประเทศซีเรีย หนึ่งในประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง
    ประเทศซีเรีย เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกว่าภายในประเทศยังเกิดสงครามอยู่ ไม่ว่าจะเกิดจากผู้ก่อการร้ายหรือเกิดจากการสร้างสถานการณ์ของชาติมหาอำนาจก็ตาม แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือ ประชาชนเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบ
    ระยะเวลาที่ยาวนานของสงคราม ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตอย่างมากมาย ทั้งฝ่ายทหารหรือฝ่ายต่อต้านก็ดี แต่ถึงยังไงผู้ที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียมากที่สุดกลับเป็นประชาชน
    การสูญเสียและความหิวโหยเกิดขึ้นทุกวันจนเป็นเรื่องปกติสำหรับที่นี่ไปแล้ว สาเหตุที่ทอมสันเลือกที่จะมาทำภารกิจในสถานที่แสนอันตรายแห่งนี้ เพราะเขารู้สึกสงสารประชาชนที่ต้องรับเคราะห์กรรมเหล่านี้ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ต้องมาสูญเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่ยังเล็ก
    เมืองที่ทอมสันอาศัยอยู่เป็นเมืองที่อยู่ภายใต้การดูแลของทหารอเมริกา เมืองแห่งนี้ต้องเผชิญกับการโจมตีจากกลุ่มต่อต้านอยู่บ่อยครั้ง
    ตั้งแต่ทอมสันได้มาประจำการอยู่ที่นี่ ไม่มีวันไหนที่เขาไม่ได้รักษาคนไข้ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือเป็นทหารก็ตาม
    โดยปกติทั่วไปทอมสันจะใช้เวลาส่วนหนึ่งอยู่ในค่ายทหารเพื่อรักษาทหารและอีกส่วนหนึ่งเข้าไปในเมืองเพื่อทำการรักษาชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บ
    ทุกครั้งที่ทอมสันออกไปรักษาชาวบ้านในเมืองเขามักจะมีอาหารติดตัวไปด้วยเสมอ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อเด็กและชาวบ้านที่หิวโหย โดยส่วนหนึ่งก็มาจากเงินค่าตอบแทนที่ทอมสันได้จากการทำภารกิจและอีกส่วนหนึ่งก็มาจากเสบียงที่ทหารให้เป็นน้ำใจตอบแทนที่ช่วยรักษาพวกเขา
    ฝ่ายทหารเองก็รู้ว่าทอมสันชอบยักยอกเสบียงของกองทัพ เพราะทุกครั้งที่ทอมสันมารับเสบียงยังชีพ มักจะเอาไปจำนวนมาก มากเกินกว่าที่คน 1 คนจะทานหมด แต่พวกเขากลับปิดตาข้างหนึ่งทำเป็นมองไม่เห็น เหตุผลหนึ่งก็เพราะพวกเขารู้ว่าที่ทอมสันทำแบบนี้ก็เพราะต้องการช่วยเหลือชาวบ้านตาดำๆ และอีกเหตุผลที่สำคัญก็คือ แทบจะทุกคนในค่ายทหารต่างก็ติดหนี้บุญคุณทอมสัน แทบจะไม่มีใครในค่ายที่ไม่ได้รับการรักษาจากทอมสัน
    ตอนนี้ทอมสันอยู่ที่ฝ่ายเสบียง เขากำลังรอรับเสบียงอาหารของเขาอยู่
    “นี่ของคุณค่ะ หมอทอมสัน คุณนี่ก็ยังทานเยอะเหมือนเดิมเลยนะคะ” ทหารหญิงที่ทำหน้าที่คุมฝ่ายเสบียงเอ่ยแซวทอมสันขึ้น
    “ฮ่ะๆๆ ” ทอมสันหัวเราะแห้งๆ ขึ้นก่อนจะรับเสบียงขนาด 5-6 คนบริโภคมาจากทหารหญิงคนนี้
    ใครๆ ก็รู้ว่าเขายักยอกเอาเสบียงของกองทัพไปให้ชาวบ้าน มันจึงทำให้ทอมสันรู้สึกอายไม่น้อยที่โดนจับไต๋ได้ ถึงแม้ครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งแรกก็ตาม
    “ขอบคุณมากครับ” ทอมสันเอ่ยขึ้นก่อนจะเดินออกจากคลังเสบียงมา
    วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่เขาจะเข้าไปรักษาชาวบ้านในเมือง สถานที่ที่เขาใช้รักษาชาวบ้านเหล่านั้นเป็นตึกร้างแห่งหนึ่งที่ไม่ได้ถูกใช้งานแล้ว แต่มีสภาพค่อนข้างดี
    ปกติเวลาเที่ยงของทุกวันจะมีกลุ่มเด็กที่กำพร้าพ่อแม่ มาขออาหารจากเขาเสมอ ดังนั้นทุกครั้งทอมสันจึงได้มาที่นี่ก่อนเที่ยงเสมอ
    “วันนี้มีเยลลี่ของโปรดฮาซันด้วย เขาต้องดีใจมากแน่ๆ ” ทอมสันยิ้มขึ้น ขณะที่จัดกระเป๋าเตรียมความพร้อมสำหรับการรักษาในวันนี้
    ช่วงแรกๆ ก็มีเด็กและชาวบ้านหลายคนที่มาขออาหารและขอรับการรักษาจากเขา แต่ตอนนี้เหลือเพียงแค่ฮาซันและชาวบ้านอีกไม่กี่คนเท่านั้น คนอื่นๆ ถ้าไม่ย้ายเมืองจากไป ก็ทยอยตายกันไปหมด แม้ทอมสันจะรู้สึกเศร้าเพียงใดแต่เขาก็ไม่เคยย่อท้อต่อสิ่งที่เขายึดมั่น แม้จะเหลือคนไข้น้อยเพียงใดแต่เขาก็ไม่เคยคิดจะทิ้งคนไข้เหล่านี้ไปเด็ดขาด
    ในขณะนั้นเอง เสียงระเบิดก็ดังขึ้นไม่ไกลจากที่ทอมสันอยู่มากนัก
    ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
    ตึกร้างที่ทอมสันอยู่ถึงกับสั่นสะเทือนกับแรงระเบิดในครั้งนี้ แม้ทอมสันจะตกใจอยู่บ้าง แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น เพราะทอมสันได้ยินทุกอาทิตย์จนชินแล้ว อาทิตย์หนึ่งเขาต้องได้ยินเสียงระเบิดมากถึง 3 - 4 ครั้งเลยทีเดียว
    เมื่อเสียงระเบิดสงบลง ทอมสันจึงได้มาจัดเตรียมอุปกรณ์ของเขาต่อและรอคอยให้ถึงเวลานัด..แต่ทว่าเมื่อถึงเวลานัดทอมสันก็ยังไม่เห็นวี่แววของฮาซันแม้แต่น้อย ทอมสันจึงรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมาเพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับฮาซัน
    “ครึ่งชั่วโมงแล้ว..” ทอมสันพูดขึ้นอย่างร้อนรน ในขณะที่เขากำลังคิดจะออกไปตามหาฮาซัน เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมา
    “หมอทอมสัน...” เสียงที่เอ่ยขึ้นนี้ดูเหนื่อยล้าเต็มทน แต่ทอมสันก็ยังจำได้ว่ามันเป็นเสียงของฮาซัน
    “ฮาซัน!!” ทอมสันพูดขึ้นด้วยความดีใจ แต่เมื่อเขาหันไปเห็นฮาซันที่ในตอนนี้ร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและบาดแผล ความรู้สึกที่ดีใจเมื่อครู่ก็ถูกทดแทนด้วยความตกใจและกระวนกระวายใจแทน
    ไม่รอช้าทอมสันรีบไปช่วยพยุงฮาซันขึ้นมานอนบนโต๊ะเพื่อจะทำการรักษาในทันที
    “ทำใจดีๆ ไว้นะฮาซัน หมออยู่นี่แล้ว เธอต้องไม่เป็นอะไร” ทอมสันเอ่ยขึ้นเสียงสั่น แม้ปากจะพูดออกไปแบบนั้น แต่พอได้เห็นบาดแผลของฮาซัน แม้แต่ทอมสันเองก็ยังรู้ได้เลยว่า โอกาสรอดของฮาซันมีไม่มากนัก
    “วันนี้หมอมีเยลลี่ของโปรดของฮาซันมาให้ด้วยนะ” ทอมสันพยายามข่มกลั้นเสียงที่สั่นของตัวเอง ก่อนที่จะรีบลงมือรักษาฮาซันเท่าที่เขาจะทำได้
    “หมอ...หมอทอมสัน ผมเจ็บ ผมเจ็บมากเลย” ฮาซันเอ่ยขึ้นด้วยความไร้เดียงสา แต่ทว่ากลับไร้ซึ่งน้ำตาที่เป็นดั่งตัวแทนของความเจ็บปวดแต่อย่างใด เสมือนว่าฮาซันไม่เหลือแรงแม้แต่จะใช้มันบีบเรียกน้ำตา
    ฮาซันแทบจะหมดแรงและสิ้นสติเต็มที บาดแผลที่ฮาซันได้รับสาหัสมาก การที่เด็กคนนี้ยังสามารถเดินประคองตนเองมาหาทอมสันได้นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อเต็มทนแล้ว
    “เดี๋ยวหมอจะฉีดยาชาให้นะ ฮาซันจะไม่เจ็บแล้ว” ทอมสันเอ่ยขึ้น ก่อนจะใช้มือที่กำลังสั่นเครือของเขาไปคว้าเข็มฉีดยาชามาฉีดให้ฮาซัน
    “หมอมียาเยอะเลยใช่ไหม?” เสียงของฮาซันฟังดูอ่อนล้าเต็มที
    “ใช่ๆๆ หมอมียาเยอะเลย ฮาซันอยากได้ยาอะไร เดี๋ยวหมอจะเอาให้” ทอมสันฝืนยิ้มขืน เขารู้ว่าเวลาของฮาซันในตอนนี้เหลือน้อยเต็มทีแล้ว
    “ยาที่ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องหิวโหยอีกต่อไป หมอให้ผมได้ไหม” น้ำเสียงที่ไร้เสียงสาเล็กๆ นี้กลับสร้างความรู้สึกเจ็บปวดอย่างมหาศาลให้กับทอมสัน
    “....” ทอมสันเงียบในทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของฮาซัน เด็กที่เขาเอ็นดูที่สุดเหมือนน้องชายของเขาคนหนึ่ง
    เด็กมันจะพูดในสิ่งที่เขาคิดและต้องการออกมาโดยไม่มีการปิดบังอำพรางใดๆ เมื่อหิวเขาก็จะบอกว่าหิว เมื่อเจ็บเขาก็จะบอกว่าเจ็บ ประโยคที่ฮาซันพูดออกมาเมื่อครู่มันคือความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาอันน่าเจ็บปวดอย่างแท้จริง
    ตอนนี้ทอมสันไม่รู้ว่าเขาควรจะตอบอะไรออกไป เขาไม่รู้ว่าจะตอบฮาซันยังไง ทำไมเด็กคนนี้ถึงต้องมาเผชิญกับความโหดร้ายแบบนี้ ความโหดร้ายที่เกิดจากคนที่เรียกตัวเองว่าผู้ใหญ่
    “ฮาซัน….หมอ...” ทอมสันเอ่ยขึ้นอย่างยากลำบาก ความรู้สึกที่ทอมสันพยายามอดกลั้นไว้ก่อนหน้านี้ เขาไม่สามารถอดกลั้นมันได้อีกต่อไปแล้ว น้ำตาที่ทอมสันพยายามกลั้นเอาไว้กลับหลั่งไหลออกมาดั่งสายธาร
    “หมอ...ผมง่วงมากเลย” ฮาซันพูดขึ้นเป็นประโยค สุดท้ายก่อนที่ลมหายใจของเขาจะขาดหายไป ในความคิดสุดท้ายของฮาซัน เขาเพียงแค่รู้สึกง่วงมากเท่านั้น เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการนอนของเขาในครั้งนี้ จะเป็นการนอนที่ไม่มีวันฟื้นตื่นขึ้นมาอีกตลอดกาล..
    “ฮาซัน!! ฮาซัน!! ฮาซัน!!” ทอมสันพยายามเอ่ยเรียกฮาซัน แต่ทว่าฮาซันกลับไม่สามารถรับรู้ได้อีกต่อไปแล้ว
    “ไม่!! ไม่!! ไม่!!” ทอมสันได้แต่ร่ำร้องและโอบกอดร่างกายที่นิ่งไม่ไหวติงของฮาซัน
    เด็กที่เคยยิ้มและหัวเราะให้เขาในวันวาน มาวันนี้กลับไม่มีอีกแล้ว
    -------------------------------
    หน่วย Protecter จะได้ออกโรงแล้ว

    คล้ายกับเรื่องThe Possible Man ที่คุณอ่าน