เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 153 ปีศาจสิงโตเพลิง

            หลิ่วเฟยที่ยืนอยู่ด้านหลัง เมื่อเห็นหลินเฟิงเดินมาจากบานประตูหิน ก็พูดขึ้นว่า“วางใจเถอะ ด้วยพลังของพวกเขาพวกเขาจะกลายเป็นทหารชั้นยอดในสนามรบ และมีอนาคตที่สดใสอย่างแน่นอน”

            หลินเฟิงยังคงนิ่งเงียบ สถานการณ์ในสนามรบย่อมเปลี่ยนแปลงไปได้ทุกวินาทีใครจะรับประกันได้ว่าพวกเขาจะไม่เจออันตราย?

            แต่สิ่งที่พั่วจวินวิเคราะห์ก็ถูกต้อง บนใบหน้าของพวกเขาถูกประทับตราทาสเอาไว้ดังนั้นพวกเขาจำเป็นต้องใส่หน้ากากตลอดเวลาสนามรบจึงเป็นที่ที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา

            แน่นอนว่าหลินเฟิงไม่เคยตระหนักถึงจุดนี้ นอกจากนี้พั่วจวินก็ตัดสินใจแล้วว่าจะใช้เลือดเนื้อของเขาสร้างตำนานบทใหม่ของตัวเองขึ้นมาเพื่อกลบฝังอดีตอันเลวร้าย

            “อาการบาดเจ็บของเจ้ายังไม่ฟื้นตัวดีนัก ควรพักผ่อนให้มากๆ” เมื่อหลิ่วเฟยเห็นหลินเฟิงนิ่งเงียบ จึงกล่าวขึ้นมาอีกประโยคหนึ่ง

            หลินเฟิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วหันไปยิ้มให้หลิ่วเฟย “นี่เจ้าเป็นห่วงข้าด้วยเหรอ?”

            สีหน้าของหลิ่วเฟยเปลี่ยนไปฉับพลัน เธอถลึงตาใส่เขาพลางกล่าวว่า “ใครจะเป็นห่วงเจ้าล่ะ ไอ้โรคจิต!!!”

            หลังจากพูดจบหลิ่วเฟยก็เดินกระแทกเท้าจากไป ทำให้หลินเฟิงหัวเราะออกมาเบาๆช่างเป็นผู้หญิงที่ปากกับใจไม่ตรงกันเอาเสียเลย

            หลินเฟิงส่ายหัวก่อนจะเดินไปข้างนอก

            ขณะที่หลินเฟิงกำลังเดินไปยังลานกว้าง ก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง เมื่อหลินเฟิงหันไปมองก็พบว่าเป็นเมิ่งฉิงที่เดินตามหลังเขามา 

            หลินเฟิงหยุดเดินก่อนจะส่งยิ้มเจื่อนๆ ไปให้ “เมิ่งฉิงครั้งนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องตามข้าไปก็ได้”

            เมิ่งฉิงส่ายหน้า นางไม่ตอบอะไรกลับมา เพียงแต่เดินตามหลังหลินเฟิงต่อไปเงียบๆทำให้มุมปากของหลินเฟิงกระตุกขึ้นเล็กน้อย เขารู้ดีว่าเมิ่งฉิงกลัวว่าอาจมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับเขา

            ความจริงแล้วที่เมิ่งฉิงเป็นกังวลขนาดนี้ก็ไม่นับว่าแปลกอะไรเนื่องจากหลินเฟิงเองก็สร้างศัตรูเอาไว้มาก

            “วางใจเถอะ ครั้งนี้ข้าจะระวังตัวและไม่ก่อเรื่องขึ้นอีกแน่” ถึงหลินเฟิงจะพูดดังนั้น แต่เมิ่งฉิงก็ทำเป็นหูทวนลม

            “เมิ่งฉิง ครั้งนี้ข้าอยากออกไปเงียบๆ ถ้าเจ้าตามข้าไปด้วย อาจทำให้พวกเราตกเป็นเป้าสายตาได้นะ”หลินเฟิงกล่าวขณะหยิบหน้ากากสีเงินขึ้นมาใส่

            สุดท้ายเมิ่งฉิงก็กล่าวออกมา “ก็ได้งั้นก็ระวังตัวด้วย”

            “อืม” หลินเฟิงยิ้มตอบ ก่อนจะหันหลังและเดินจากไป

            หน้าประตูเมืองยังคงเต็มไปด้วยฝูงชนที่กำลังเดินทางเข้าออกอย่างต่อเนื่องหลินเฟิงเข้าไปปะปนในกลุ่มคนเหล่านั้น เขาจ่ายหินหยวนและมุ่งหน้าไปยังลานประลองเชลย

            ก็เหมือนเช่นเคย ในลานประลองเชลยก็ยังเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก

            หลินเฟิงเดินลงไปตามขั้นบันไดหิน ยิ่งเดินลงไปมากเท่าไร ก็ยิ่งเห็นสภาพแวดล้อมของลานประลองเชลยชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น

            ในลานประลองเชลยยังคงมีทาสและสัตว์อสูรปีศาจจำนวนมาก ทำให้ที่นี่ดูคล้ายฐานทัพที่น่ากลัวเหล่าทาสกับสัตว์อสูรปีศาจก็ยังคงถูกสังหารอย่างต่อเนื่อง

            ทันใดนั้นเองก็มีเงาร่างหนึ่งทะยานเข้ามาขวางทางหลินเฟิงไว้

            ดวงตาภายใต้หน้ากากจ้องมองไปที่คนคนนั้น ก่อนจะหยิบหินหยวนระดับกลางออกมาก้อนหนึ่งส่งให้เขาหลังจากเงานั่นได้รับหินหยวนแล้ว เขาก็จากไปแทบจะทันที

            หลินเฟิงหาที่นั่งแถวๆ ด้านหน้า ก่อนจะนั่งลงแล้วมองไปยังลานประลองเชลยเงียบๆ

            ในลานประลองเชลยตอนนี้มีสัตว์อสูรประเภทงูกำลังต่อสู้กับผู้ฝึกยุทธ์อยู่มันมีหัวที่ลีบแบนและขดร่างอยู่กับที่ ทันใดนั้นมันก็ยืดตัวขึ้นแล้วปล่อยควันสีดำออกจากปาก

            สัตว์อสูรปาเสอ เป็นสัตว์อสูรระดับจิตวิญญาณขั้นที่ 2 ปาเสอตัวนี้แม้จะโตเต็มวัยแล้วแต่ก็ยังสามารถเติบโตได้มากกว่านี้

            การบ่มเพาะพลังของสัตว์อสูรปีศาจและมนุษย์มีความคล้ายคลึงกันสัตว์อสูรระดับจิตวิญญาณสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้โดยการบ่มเพาะพลังและประเภทของสัตว์อสูรปีศาจนั้นก็ไม่เหมือนกัน ซึ่งเหมือนกับมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณแห่งนักรบแตกต่างกันสัตว์อสูรปีศาจบางชนิดนั้นน่ากลัวมากและใช้เวลาในการเจริญเติบโตนาน ในขณะที่บางชนิดมีขีดจำกัดในการเจริญเติบโต

            ปาเสอ สัตว์อสูรปีศาจประเภทนี้ ในตอนที่มันเกิดมาก็กลายเป็นสัตว์อสูรระดับจิตวิญญาณแล้วดังนั้นศักยภาพในการเติบโตของมันจึงดีมาก เคยได้ยินมาว่าถ้ามันบรรลุระดับลี้ลับจะน่ากลัวเป็นอย่างมากปาเสอตัวนี้เพิ่งบรรลุระดับจิตวิญญาณขั้นที่ 2 เมื่อไม่นานนี้ทำให้มันยังไม่คุ้นเคยกับพลังของตัวเอง

            แต่ที่เหนือความคาดหมายของหลินเฟิงคือ ผู้ฝึกยุทธ์ที่กำลังต่อสู้กับปาเสอตัวนั้นกลับเป็นคนที่หลินเฟิงรู้จัก

            มันคือหลินหง บุตรชายของหลินป้าต้าวและพี่ชายของหลินเชียนก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นศิษย์ของหมู่บ้านเสวี่ยอิงซาน

            ตอนนี้หลินหงได้ทะลวงสู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2 แล้ว ซึ่งหลินเฟิงก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจนักเมื่อก่อนที่ตระกูลหลินไม่เห็นหลินเฟิงอยู่ในสายตานั่นเป็นเพราะว่าเขาคือขยะของตระกูล ระดับการบ่มเพาะก็ต่ำเตี้ย แต่ตอนนี้เขาบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่5 แล้ว ไม่ต้องพูดถึงลูกหลานตระกูลหลินในรุ่นเดียวกันเลย แม้แต่ผู้อาวุโสของตระกูลหลินก็ไม่คณนามือเขาดังนั้นหลินหงที่บรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2 จึงไม่อยู่ในสายตาของหลินเฟิงแม้แต่น้อย

            หลินเฟิงกวาดสายตามองฝูงชนเงียบๆ ก่อนจะไปหยุดที่คนกลุ่มหนึ่งพวกเขาคอยมองการต่อสู้ของหลินหงและสนทนากัน

            “ดูเจ้างูนั่นสิ แม้ว่ามันจะแข็งแกร่งมากแต่หลินหงก็สามารถเอาชนะมันได้อย่างง่ายดายด้วยพลังโจมตีจากปราณน้ำแข็งของหลินหงเจ้างูนั่นจะถูกแช่แข็งและโดนหลินหงฆ่าตายในที่สุด”

            “ฮ่าๆ นับเป็นเรื่องดีที่พี่ชายของคุณหนูเชียนเชียนได้ฝึกฝนกับปาเสอตัวนั้น”

            หลินเฟิงได้ยินทุกสิ่งที่พวกเขาคุยกันแล้วคลี่ยิ้มอย่างเย็นชา ดูเหมือนหลังจากที่พวกเขาพบกันล่าสุดหลินเชียนจะแข็งแกร่งขึ้นมากนางนั่งอยู่กับฉู่จ่านเผิง ศิษย์ของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ ด้วยความแข็งแกร่งและสถานะของเขาย่อมเป็นเรื่องง่ายดายที่หลินเชียนจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ยิ่งหลินเชียนใกล้ชิดกับฉู่จ่านเผิงมากเท่าไรสถานะของหลินเชียนก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

            “จิตวิญญาณเพลิงน้ำแข็งไม่รู้ว่าตอนนี้ระดับการบ่มเพาะของนางจะแข็งแกร่งเพียงใด”

            จากนั้นหลินเฟิงก็ไม่ได้สนใจนางอีกเพราะหลินเชียนไม่ได้มีความหมายอะไรต่อเขา

            หลินเฟิงหันกลับไปดูการต่อสู้ต่อ ในตอนนี้ลมปราณของหลินหงกำลังบดขยี้ร่างกายของสัตว์อสูรปีศาจเขากำลังจะชนะการต่อสู้ครั้งนี้

            ในขณะเดียวกันหลินเชียนที่นั่งอยู่ไม่ไกลเหมือนรู้สึกได้ว่ามีใครกำลังจ้องมองนางนางย่นคิ้วเล็กน้อยแล้วหันกลับไปมอง จึงพบชายผู้หนึ่งที่สวมหน้ากากสีเงิน เขานั่งเงียบๆอยู่ไม่ไกลจากนางเท่าไร

            “หืม?”

            หลินเชียนครุ่นคิดเมื่อจ้องไปที่หน้ากากสีเงินอันนั้น

            ย้อนกลับไปตอนที่อยู่ในเมืองหยางโจว นางก็เคยเห็นหน้ากากแบบนั้นซึ่งคล้ายกับหน้ากากของชายตรงหน้านี้มาก

            “หรือจะเป็นเรื่องบังเอิญ?”         

            ทันใดนั้นใจของนางก็กระตุกขึ้นมา เนื่องจากนางไม่เคยลืมเจ้าขยะที่ถูกขับไล่ออกจากตระกูลหลินซึ่งเขาก็สวมหน้ากากแบบนี้เช่นกัน

            หลังจากที่นิกายหยุนไห่ถูกทำลาย ผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่ก็กลายเป็นทาสเป็นไปไม่ได้ที่หลินเฟิงจะมานั่งอยู่ที่ลานประลองเชลยและเฝ้าดูการต่อสู้อย่างสบายใจเช่นนี้นอกจากนี้เขายังอยู่แถวหน้าสุดอีกต่างหาก…

            หลินเชียนยังไม่ทราบว่าหลินเฟิงยังไม่ตาย นางรู้แค่ว่ากองทหารม้าโลหิตได้บุกไปยังนิกายหยุนไห่และทำลายทุกอย่างมันคงไร้สาระมากหากได้ยินว่ามีคนหนีรอดไปได้

            ตอนนั้นเองหลินหงก็สามารถเอาชนะปาเสอได้ และได้รับหินหยวนระดับกลาง 8 ก้อนแล้วเดินออกจากลานประลองเชลย

            หนึ่งในผู้ดูแลเอาศพงูออกไป และแทนที่ด้วยสัตว์อสูรปีศาจตัวใหม่

            เมื่อฝูงชนเห็นสัตว์อสูรปีศาจที่เข้ามาใหม่ พวกเขาทั้งหมดต่างประหลาดใจ

            สัตว์อสูรปีศาจตัวนั้นมีลำตัวสีแดงเพลิง อีกทั้งร่างของมันยังปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิง

            กลิ่นอายอันแหลมคมถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของมัน

            มันเป็นสัตว์อสูรปีศาจที่น่ากลัวมาก เมื่อมันอ้าปากกว้างก็สามารถเห็นเขี้ยวที่แหลมคมเรียงตัวกันหนาแน่นท่าทางของมันดูน่าเกรงขามราวกับเป็นราชันของเหล่าสัตว์อสูร

            สิ่งที่ฝูงชนประหลาดใจก็คือ ด้านหลังของมันมีปีกสีแดงฉาน

            “ช่างเป็นสัตว์อสูรที่น่ากลัวอะไรเช่นนี้” หลินเฟิงคิดเมื่อเขาเห็นมันมันดูยิ่งใหญ่และทรงอำนาจ จนทำให้ทุกคนรู้สึกหวาดหวั่น แม้แต่ผู้ดูแลก็ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากในขณะที่จูงออกมา

            “มันคือปีศาจสิงโตเพลิง...” มีหลายคนที่รู้จักมันมันคือสัตว์อสูรปีศาจที่น่ากลัวมาก สิงโตเพลิงตัวนี้อยู่ในระดับจิตวิญญาณขั้นสูงสุดหากมันไม่ถูกมนุษย์จับมาเป็นทาสแล้วปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติเกรงว่าคงได้ทะลวงสู่ขอบเขตลี้ลับไปแล้วมีข่าวลือว่าถ้ามันสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตลี้ลับได้มันจะได้รับพลังพิเศษและกลายเป็นสัตว์อสูรปีศาจที่แข็งแกร่ง

            “ท่านได้จะได้รับหินหยวนระดับกลางจำนวน 20 ก้อนถ้าทำให้มันเชื่องได้โดยไม่สังหารมัน ท่านสามารถนำมันกลับไปพร้อมท่านได้”

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน