ชวีหนานอีเอ่ยทบทวนหูเหยียนสองคำนี้อย่างละเอียด และมิได้ขัดขวางการจากไปของนางอีก
ไม่รู้ว่าด้วยเพราะจิตใจอันสูงส่งหรือความจริงเป็นเช่นนี้เอง ตอนนี้ชวีหนานอีกลับไม่รู้สึกแล้วว่าหูเหยียนอาจเป็นปีศาจสาว แม้ว่านางจะมีข้อให้สงสัยมากมาย แต่จากการวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผลของชวีหนานอีรู้สึกได้ว่านางมิใช่
ในนั้นยังมีอีกหนึ่งเหตุผลที่เพียงพออย่างที่สุด
ในขณะที่เกิดเพลิงไหม้ ณ ที่ว่าการเขต ชายลึกลับซึ่งบนศีรษะสวมหมวกม่าน ใส่ชุดคลุมสีดำยืนอยู่บนหลังคา หูเหยียนกลับนั่งอยู่ที่หน้าประตูโรงเตี๊ยม หากหูเหยียนคือนักพรตหญิงที่ชายลึกลับนั่นต้องการตัว เขาจะจากไปอย่างง่ายดายเช่นนี้ได้อย่างไร?
แน่นอนว่าไม่ได้ตัดเรื่องทั้งสองคนมีแผนร้ายร่วมมือกันออกไป
สรุปแล้ว หากหูเหยียนคือนักพรตหญิงและซานเซียว เช่นนั้นแน่นอนว่านางจะต้องกลับมาหาตนอีก การพบกันในวันนี้ เป็นเพียงการเริ่มบทละคร ชวีหนานอีจะดึงดันพุ่งตามไปรั้งไว้มิได้ จะลดระดับตนเองลงไปมิได้
ชวีหนานอีในใจยังคงสงสัย หันหลังจากไป
ชวีหนานอีคาดว่าหูเหยียนไม่นานนักจะปรากฏกายต่อหน้าตน ไม่คิดว่าหูเหยียนไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน ข่าวคราวเกี่ยวกับนาง ข่าวลือนับไม่ถ้วนเสมือนขนห่านที่ร่วงหล่นดุจหิมะและลอยเข้าไปในจวนของเขา สถานการณ์ของเขาในตอนนี้ เรียกได้ว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ
ใบหน้าไร้อารมณ์ของชวีหนานอีมองบรรดาเถ้าแก่ร้านที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา แล้วพยักหน้าให้อย่างสงบ เถ้าแก่ร้านพากันทยอยถอนหายใจ นับว่าสามารถวางใจได้แล้ว เฮ้อ ยังคิดว่าท่านนายอำเภอจะปลิ้นปล้อนไม่ยอมรับเสียแล้ว!
เดิมที ชวีหนานอีหลังแยกจากหูเหยียนได้ไม่ถึง 1 ชั่วยาม เถ้าแก่ร้านได้พากันเข้ามาทวงหนี้
เดิมที หูเหยียนอยู่กับชวีหนานอีได้ไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา ร้านค้าทุกแห่งบนถนนสายนี้ก็ต้อนรับลูกค้าที่แสดงความเรียบง่ายกระชับยิ่ง——รีบนำของที่ดีที่สุดในร้านของพวกเจ้าออกมา ข้าเอาแล้ว! ส่วนเรื่องเงิน พวกเจ้าน่าจะรู้ว่าเอาได้จากใคร
ดังนั้น บรรดาเถ้าแก่ร้านที่เห็นชวีหนานอีตามหูเหยียนถามนั่นถามนี่ พลันปะติปะต่อเรื่องราวไร้สาระของสตรีสูงส่งผู้ตกอับกลับมาเป็นหงส์ขึ้นอยู่บนแท่น
ด้วยเหตุนี้เถ้าแก่ทั้งหลายจึงร่วมมือร่วมใจกันนำสมบัติล้ำค่าที่อยู่ในบ้านของตนออกมา ทุ่มเทเต็มที่จนไม่เหลือสำรองไว้ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อแสดงความเคารพต่อนายหญิงหูเหยียนของชวีหนานอีในอนาคต แน่นอนว่านี่มิใช่การให้เปล่า เงินอย่างไรเล่า เป็นธรรมดาว่าต้องคิดคำนวณจากนายอำเภอ แม้นายอำเภอจะตระหนี่ถี่เหนียวอย่างที่สุด ทว่าก็เป็นข้าราชการที่ดีคนหนึ่ง อย่างน้อยก็ไม่คดโกง ดังนั้นเถ้าแก่ทั้งหลายจึงกล้าให้เขาค้างค่าสินค้า! เถ้าแก่ที่ดีร้ายกาจเช่นนี้เอง!
ทว่าเมื่อบรรดาเถ้าแก่เห็นสีหน้าไม่ต่างจากคนตายของชวีหนานอี พลันไม่แน่ใจเช่นนั้นแล้ว ยังดีที่ทั้งหมดเป็นเพียงการเข้าใจผิด ท่านนายอำเภอยังคงยอมรับ
ชวีหนานอีสูดหายใจเข้าลึก ๆ หลายครา จึงจะกดกล้ามเนื้อหัวใจที่เต้นดังตึกตักลงได้ รักษาหัวใจที่เจ็บปวดรวดร้าวให้สงบลง เผยฟันขาวเต็มปากที่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจนแทบจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ พยายามใช้การอบรมเลี้ยงดูที่เขาสะสมมาหลายปีค่อย ๆ คลี่ยิ้ม กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “เถ้าแก่ทั้งหลายจงวางใจและกลับไปรอก่อนเถิด รอข้ากลับไปปักหลัก ณ ที่ว่าการสักครู่ จะส่งคนนำเงินมาให้”
เถ้าแก่ทั้งหลายทยอยตอบรับ อันที่จริงพวกตนมิควรมาในเวลานี้ ที่ว่าการเขตเกิดเพลิงไหม้ กำลังยุ่งวุ่นวาย พวกตนมานี่ใช่ว่ามิเพิ่มความยุ่งยากอึดอัดขึ้นไปอีกหรือ? ไอ้หยา ๆ ๆ ไม่ใช่สิ เรียกว่าเพิ่มความอึดอัดได้อย่างไร? นี่เป็นเรื่องน่ายินดีทีเดียว
คิดได้เช่นนี้ เถ้าแก่ทั้งหลายพากันส่งเสียงแสดงความยินดีกับชวีหนานอีตาม ๆ กัน
เถ้าแก่ร้านผ้ากุมมือคารวะกล่าว “ยินดีกับท่านใต้เท้า ไม่ทราบว่าจะเชิญพวกข้าน้อยดื่มเหล้าเมื่อใด?”
เถ้าแก่ร้านรองเท้ากล่าว “ใช่เลย ใช่เลย ขอความกรุณาท่านใต้เท้าแจ้งเถ้าแก่ทั้งหลายมาสังสรรค์กันสักครา”
เถ้าแก่ร้านหยกกล่าว “นี่คือเรื่องน่ายินดีที่สุดในชีวิต ต้องสังสรรค์รื่นเริงสักสามวันสามคืนถึงจะดี”
เถ้าแก่ร้านทองกล่าว “เป็นเช่นนั้น!”
เถ้าแก่ร้านข้าวกล่าว “พวกข้าก็รอที่จะอวยพรให้กับท่านใต้เท้า”
ชวีหนานอีถามขึ้นทันใด “ร้านข้าวของเจ้าเกี่ยวอะไร?”
เถ้าแก่ร้านข้าวตกตะลึง กล่าวถามอย่างไม่เข้าใจ “เรื่องยินดีใต้เท้า ข้าน้อยมาแสดงความยินดี เกี่ยวข้องอันใดกับกิจการร้านข้าวของข้าน้อย? ข้าน้อยไม่เข้าใจ ขอใต้เท้าไขข้อสงสัย”
ชวีหนานอีกะพริบตาเรียวยาวปริบๆ เขาหัวเราะดังฮา ๆ พร้อมลุกขึ้น ตบไหล่เถ้าแก่ร้านข้าวแล้วกล่าว “ข้าเพียงล้อเล่น” ถามออกไปคล้ายกับไม่ใส่ใจนักว่า “นางไปหยิบข้าวของเจ้าที่ไหนกัน?”
เถ้าแก่ร้านข้าวถอนหายใจเฮือกหนึ่ง กล่าวในใจอย่างวางใจว่า ‘ตกใจแทบตาย คิดว่าร้านข้าวเข้าไปอยู่ในสายตาท่านนายอำเภอมิได้ ไม่สามารถอวยพรให้ชวีหนานอีเสียแล้ว’
เถ้าแก่ร้านข้าวนึกบางอย่างขึ้นได้ ใบหน้าเผยสีหน้าเลื่อมใส กล่าวอย่างชื่นชม “เรียนท่านใต้เท้า ท่านนายหญิง...” เมื่อคิดดูก็รู้สึกว่าหญิงสาวยังมิได้ตบแต่งกับชวีหนานอี เรียกนายหญิงดูเหมือนจะไม่ถูกต้องนัก จึงรีบแก้คำกล่าว “แขกสตรีใจใหญ่ท่านนั้น! สั่งข้าวสารจากร้านข้าหนึ่งพันต้าน นำไปให้ที่ปากทางตลาด บอกว่าจะให้ทานแจกข้าวต้ม”
หนึ่งพันต้าน หนึ่งพันต้าน หนึ่งพันต้าน!
เงินเดือนขุนนางของชวีหนานอี 1 ปี นี่มันเงินเดือนขุนนางของเขาหนึ่งปีเชียวนะ!
ชวีหนานอีรู้สึกว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของตนเองค่อย ๆ แตกร้าว เนื้อหนังเกือบจะหลุดแตกไปทั้งตัว เก็บซ่อนสัตว์ร้ายในตนเองไม่ไหวอีกต่อไป! เวลานี้ ชวีหนานอีสามารถจินตนาการออกได้ว่าหากโลกนี้มีหมาป่าที่ปิดบังด้วยหนังมนุษย์อยู่จริง เช่นนั้น ชวีหนานอีก็คือหนึ่งในนั้นอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังเป็นประเภทที่ซ่อนเร้นได้ลึกลับที่สุด เล็บแหลมคมที่สุด ฟันดุร้ายที่สุด
อย่างไรก็ตาม วันนี้ หมาป่าที่ปิดบังด้วยหนังมนุษย์เช่นเขาถูกถอนขนแล้ว อีกทั้งยังถูกถอนจนเกลี้ยง
ช่างน่าเวทนาเกินไปแล้ว!
ชวีหนานอีก้าวขาออกก็วิ่ง หายลับไปต่อหน้าต่อตาเถ้าแก่ทั้งหลายในทันใด
เถ้าแก่ร้านข้าวรู้สึกปลง “นี่คือไปหาแม่หญิงท่านนั้นแล้วกระมัง มีภรรยาก็เช่นนี้ ยังมีอะไรต้องไขว่คว้าอีก?” การให้ทานสำหรับชื่อเสียงทางข้าราชการเป็นประโยชน์อย่างมาก คิดว่าท่านใต้เท้าชวีรู้ดี จึงตื่นเต้นถึงเพียงนี้
เถ้าแก่ร้านทองกล่าวอย่างสงสัย “ข้ามอง ๆ ดู เหตุใดท่าทางของใต้เท้าชวีไม่เหมือนปลื้มปีติเลยล่ะ?”
เถ้าแก่ร้านหยกมองไปรอบ ๆ หัวเราะและกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ “เจ้าคงจะไม่รู้เรื่องกระมัง? ท่านนายอำเภอของพวกเรานี้เป็นผู้มีชื่อด้านเสือหน้ายิ้ม เวลาเขายิ้มมิได้หมายความว่าปลื้มปีติ อาจจะกำลังพิจารณาผู้คน ตอนนี้เขาไม่ยิ้มแล้ว กลับกันคือในใจปลื้มปีติจริง ๆ ครานี้ เกรงว่าจะซาบซึ้งจนทนไม่ไหว ต้องการสู่ขอสาวงามอรชรนั่นทันที”
เถ้าแก่ร้านรองเท้าพยักหน้ากล่าว “ใช่ ๆ ๆ”
เถ้าแก่ร้านผ้ากล่าวเสียงกระซิบกระซาบ “ไม่รู้ว่าใต้เท้าชวีมีเงินมาจ่ายค่าสินค้าของพวกเราหรือไม่”
หลี่ต้าจ้วงชะโงกศีรษะมองเข้าไปในห้องรับแขก ก่อนจะรีบหดศีรษะกลับเข้ามา รำพึงในใจ ‘เจ้ากล่าวถูกแล้ว ใต้เท้าไม่มีเงินจ่าย’
ด้านนี้ ชวีหนานอีวิ่งกระหืดกระหอบมาถึงหน้าตลาด เห็นหญิงร่างกำยำสองคนกำลังให้ทานพอดี ชวีหนานอีกล่าวในใจ ‘เขตลิ้วเหอเป็นเพียงสถานที่เล็ก ๆ แต่โชคดีที่ฟ้าฝนราบรื่น ในหนึ่งปีล้วนไม่มีภัยพิบัติ เหตุใดจำเป็นต้องทำเรื่องให้ทาน นี่มิใช่เป็นการเฉือนเนื้อตนเองหรอกหรือ?! ซ้ำยังเป็นเนื้อติดมันสามชั้นอีกด้วย!’
เขากำลังจะเข้าไปห้าม ทว่าถูกสายตาตรงหน้าทำให้สะดุ้ง
เมื่อเห็นทุกคนที่ได้รับทาน ล้วนยกชามข้าวสูงขึ้นเหนือหัว ตะโกนประโยคหนึ่งว่า “ใต้เท้าชวีผู้เที่ยงธรรม!”
แต่ละเสียงของ “ใต้เท้าชวีผู้เที่ยงธรรม” เปรียบเสมือนฟ้าคำราม สับแทงชวีหนานอีให้ซาบซึ้งอย่างมากจนเกือบจะได้ขึ้นไปเจอกับเมิ้งป๋อจึ ที่สะพานไนเหอ เสียแล้ว
นี่... นี่คือต้องการทำร้ายชวีหนานอีให้เป็นคนอยุติธรรม!
ผู้คนตะโกนร้องเช่นนี้ ชวีหนานอีจะสามารถไปเอาข้าวของตนกลับมาได้อย่างไร? ผู้คนตะโกนร้องเช่นนี้ ชื่อเสียงของเขาแพร่กระจายออกไปแล้ว คนนอกเห็นสิ่งนี้เป็นชื่อเสียงในทางดี ชวีหนานอีย่อมรู้ว่าชื่อเสียงดีงามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้อื่นบอกต่อเอง มิใช่ถูกบังคับ หากเบื้องบนรู้ว่าชวีหนานอีให้ทานข้าวทุกชาม และให้ผู้คนตะโกนร้องประโยคพวกนี้ กลัวว่าไม่ตายก็คงถูกถลกหนัง แม้ว่าคำกล่าวนี้มิใช่ชวีหนานอีเป็นคนให้ทำ ทว่าในตอนนี้ทั้งเขตลิ้วเหอกลัวก็แต่จะไม่มีผู้ใดไม่รู้ว่าหูเหยียนคือนายหญิงของนายอำเภอที่ตนจับจอง สิ่งที่นางกล่าวเป็นธรรมดาว่าเป็นความหมายของท่านนายอำเภอ เกลียด ช่างน่าเกลียดน่าชังเสียจริง!
กลอุบายเหล่านี้ หากมิใช่ปีศาจสาวจะยังเป็นใครได้อีก?!
เป็นการทำให้เขาเจ็บแค้นจริง ๆ!
ชวีหนานอียิ้มไม่ออกแล้ว ให้มีคุณธรรมดีแค่ไหน ให้บำเพ็ญเพียรลึกซึ้งเพียงใด ให้หน้าหนาสักเท่าไร ก็ยิ้มไม่ออกแล้ว
ชวีหนานอีเดินตัวแข็งทื่อไปถึงหน้าเพิงบริจาค ชาวบ้านรีบพากันหลีกทางให้ พร้อมยกชามขึ้นร้องว่า “ใต้เท้าชวีผู้เที่ยงธรรม!”
ชวีหนานอียื่นมือหยิบชามเปล่าหนึ่งใบยื่นไปข้างหน้า
หญิงสาวร่างกำยำรีบตักข้าวต้มให้หนึ่งกระบวย
ชวีหนานอีนำชามข้าวต้มนั้นยกเหนือศีรษะ ใช้น้ำเสียงเศร้าสลดและเข้มแข็งที่ดังก้องตะโกนว่า “ใต้เท้าชวีผู้เที่ยงธรรม!” หลังจากนั้น เงยหน้านำข้าวต้มยกเทใส่ปาก!
ชิ...ร้อนจริงเชียว!