บทที่ 29 หลินหวั่นเฉินมาแล้ว
จริง ๆ แล้ว หลี่เก๋อเฟยก็รู้ว่าเงินที่นำออกมาจากบ้าน เพราะซื้อหลินจือไปหนึ่งอัน ก็เหลือไม่มากแล้ว แต่มื้อเที่ยงยังไม่ได้กิน มื้อเย็นก็มีแค่ผักเขียวจานเดียว นี่มันจะอดตายจริง ๆ นะเนี่ย ต่อให้ประหยัดแค่ไหนก็ควรสั่งเมนูเนื้อสักหน่อย
แต่เดิมที หลี่เก๋อเฟยยังอยากสั่งสามสี่อย่างเลย แต่พอเห็นสีหน้าของซูจิ่งหยางก็เลยบอกไปแค่อย่างเดียว แล้วก็ให้เด็กในร้านลงไป
ไม่นานเด็กในร้านก็ยกอาหารขึ้นมาสองจาน พอเห็นอาหารทั้งสองจานที่นำขึ้นมา กลิ่นหอมของเนื้อโชยมาทันที
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมนูเนื้อลวก กลิ่นหอมเผ็ดร้อนชวนหิว ราวกับจะเข้าไปในใจคน เหมือนจะแย่งวิญญาณคนไปอย่างนั้นแหละ
ซูจิ่งหยางและหลี่เก๋อเฟยรีบหยิบตะเกียบขึ้นมา ตอนนี้จะมีคนรู้จักหรือไม่รู้จักแล้ว ยังจะสนใจอะไรกับท่าทางสง่างามหรือไม่สง่างาม มารยาทหรือไม่มีมารยาทอีก ทั้งสองคนกินราวกับหมาป่าหิวโซ
ราวกับพวกเขาไม่เห็นเนื้อมาหลายร้อยปี ไม่นานทั้งสองคนก็กินจนหมดแล้ว แม้แต่จานผักเขียวนั่นก็กินจนเกลี้ยง
หลังจากกินเสร็จแล้ว สองคนก็เริ่มจ้องจานเปล่า เจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า ไม่รู้เลยว่าควรจะสั่งเพิ่มอีกหรือไม่
ร่างกายของหลี่เก๋อเฟย ต่อให้กินคนเดียวสองจานนี้ ก็แค่ติดซอกฟันเท่านั้นแหละ ยิ่งต้องแบ่งให้ซูจิ่งหยางอีก ในยามนี้หลี่เก๋อเฟยจึงยิ้มแห้ง ๆ สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกมา
"เอ๋ น้องสาว เจ้ามาถึงที่นี่แล้วเหตุใดไม่เรียกข้าสักคำ ไม่ได้ให้เสี่ยวเอ้อร์ไปตามข้าด้วย"
ในตอนที่หลี่เก๋อเฟยและซูจิ่งหยางกำลังจ้องตากัน ในที่สุดก็ได้ยินเสียงหญิงสาวผู้อ่อนโยนนี้
"พวกข้าคิดว่ามื้อเย็นก็ใกล้จะผ่านไปแล้ว คิดถึงพี่สาวหลิน พวกท่านก็คงกินข้าวเสร็จแล้ว พวกข้าคิดว่าถึงอย่างไรก็ต้องกินให้อิ่มก่อน แล้วค่อยให้เสี่ยวเอ้อร์ไปตามท่าน เมื่อวานระหว่างทางได้รับการดูแลจากท่านมาก จริง ๆ แล้วไม่ควรจะมารบกวนอีก"
หลี่เก๋อเฟยคิดในใจว่า ในที่สุดหลินหวั่นเฉินก็พบข้าแล้ว เมื่อวานได้ติดรถของพวกนาง ตอนนี้ยังจะมาพึ่งพวกนางอีก เป็นแค่คนที่มีวาสนาเจอกันระหว่างทางเท่านั้น ปล่อยให้คนอื่นช่วยครั้งแล้วครั้งเล่า หลี่เก๋อเฟยก็รู้สึกไม่ค่อยดีจริง ๆ แต่ตอนนี้อยู่ในเมืองหลวง นางเองก็ไม่มีคนรู้จักคนอื่นที่พอจะพึ่งพาได้ ก็เลยได้แต่มาขอความช่วยเหลือจากหลินหวั่นเฉิน รอหลินหวั่นเฉินมาหาเองตามที่อยู่ที่หลินหวั่นเฉินให้ไว้ น่าจะไม่ถือว่านางไปขอความช่วยเหลือจากหลินหวั่นเฉินเองใช่หรือไม่นะ
"เจ้าดูสิ พูดอะไรอีกแล้ว พวกเราเป็นพี่น้องกันแล้ว เจ้าเป็นน้องสาวข้า พี่สาวช่วยน้องสาวเป็นเรื่องที่ควรอยู่แล้ว จะมีอะไรรบกวนไม่รบกวน"
"เจ้าค่ะ ใช่เจ้าค่ะ พี่สาวหลิน"
หลี่เก๋อเฟยได้ฟังคำพูดของหลินหวั่นเฉินเช่นนี้แล้ว ในใจก็รู้สึกซาบซึ้งอยู่บ้าง แต่เดิมนั้นยังคิดจะกล่าวขอบคุณหลินหวั่นเฉินอยู่เลย แต่พอนึกถึงสิ่งที่หลินหวั่นเฉินพูดมาตลอด ดูเหมือนว่าตอนนี้หากจะพูดขอบคุณ ก็คงจะดูเป็นการเกรงใจเกินไปแล้ว
ตอนนี้หลินหวั่นเฉินเพิ่งเห็นว่า บนโต๊ะของหลี่เก๋อเฟยมีอาหารเพียงสองอย่างเท่านั้น แม้แต่ว่าสองอย่างนั้นเป็นอะไรก็ยังไม่รู้เลย จานเปล่าสองใบถูกกวาดจนสะอาดเอี่ยม อืม คงจะเป็นเพราะเอาเงินไปซื้อสมุนไพรให้บิดาจนเงินในกระเป๋าเกือบหมดแล้ว
"เสี่ยวเอ้อร์ มานี่"
"เอ่อ คุณหนูหลิน มีอะไรให้รับใช้หรือขอรับ" พอเสี่ยวเอ้อร์ได้ยินว่าหลินหวั่นเฉินเรียก ก็รีบวิ่งปรี่เข้ามาทันที ราวกับฉีดยาบำรุงกำลัง บริการดีกว่าตอนที่คอยดูแลหลี่เก๋อเฟยเสียอีก
หลินหวั่นเฉินผู้นี้เป็นลูกค้าประจำของโรงเตี๊ยมนี้ ทุกปีจะต้องมาเมืองหลวงหลายครั้ง ทุกครั้งที่มาก็จะพักที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ พาลูกน้องมาด้วย แล้วยังต้องดูแลรถม้าอีกมากมาย ไม่ต้องคิดก็รู้ว่า ในบัญชีรายปีมีเงินจำนวนไม่น้อยที่หลินหวั่นเฉินสมทบให้
"ไปเอาสุราดี ๆ และอาหารอร่อย ๆ มาเพิ่มอีก ต้อนรับสองท่านนี้ด้วย ข้าก็จะนั่งกินด้วยกัน อ้อ ใช่แล้ว ห้องเล็กชั้นดีข้าง ๆ ข้าว่างอยู่ใช่หรือไม่ ก็ให้สองท่านนี้ไปพักที่นั่น ส่งคนไปทำความสะอาดให้ดี ๆ ด้วย"
"ขอรับ คุณหนูหลิน ข้าน้อยจะไปจัดการให้ทันที รับรองว่าจะทำอย่างว่องไว ทำความสะอาดห้องให้สะอาดเอี่ยม ไม่มีฝุ่นผงแม้แต่นิดเดียว สุราดีและอาหารอร่อยจะต้องต้อนรับแขกผู้มีเกียรติของท่านอย่างดีแน่นอน"
"พูดได้ไพเราะ ยังไม่รีบไปอีกหรือ"
พูดจบ หลินหวั่นเฉินก็ยิ้ม มาที่โรงเตี๊ยมนี้บ่อยครั้งเหลือเกิน เสี่ยเอ้อร์ในโรงเตี๊ยมจำนางได้หมดแล้ว
"ได้เลยขอรับ ข้าน้อยจะไปทำให้ทันที"
พูดจบเสี่ยวเอ้อร์ก็หมุนตัววิ่งออกไป ส่วนหลินหวั่นเฉินก็เตรียมจะคุยกับหลี่เก๋อเฟยให้เต็มที่
"พี่หลิน ไม่ต้องหรอกเจ้าคะ ท่านก็เห็นแล้วว่า พวกเราทานอาหารเสร็จแล้ว เหตุใดยังต้องให้ท่านเสียเงินอีกเล่า ไม่ดีเลยจริง ๆ"
"เจ้าพูดอะไรของเจ้าเนี่ย พวกเรายังไม่ได้ทานมื้อเย็นเลย มา น้องสาวมาทานเป็นเพื่อนพี่สาว ทานอาหารอีกสักหน่อยเถอะ จะเป็นอะไรไป พวกเราสองพี่น้องต้องได้คุยกันให้เต็มที่สักหน่อย"
พูดพลางหลินหวั่นเฉินก็เติมน้ำชาใส่ถ้วยชาของหลี่เก๋อเฟย
หลี่เก๋อเฟยรีบเอื้อมมือไปรับไว้
"ใช่แล้ว พวกเราพี่น้องได้พูดคุยกันดีแล้ว แต่ไม่ทราบว่าการค้าของพี่หลินนั้นทำได้ดีหรือไม่?"
"แน่นอนว่ายังไม่ได้ หากวันนี้ทำได้ดีแล้ว ข้าจะต้องให้ที่อยู่เจ้าไปไยเล่า ข้ารอจนกว่าการค้าจะเสร็จ แล้วก็จะกลับไปรายงานอยู่แล้ว ส่วนเจ้าล่ะ ตัวสมุนไพรที่เจ้าหาให้ท่านพ่อสามีของเจ้า หาได้ครบแล้วหรือยัง หากยังไม่ได้ พรุ่งนี้ข้าจะให้หวังจั่งซื่อไปช่วยพวกเจ้าหา ถึงแม้พวกข้าจะไม่ค่อยมีธุรกิจหรือคนคุ้นเคยกับร้านขายยาในเมืองหลวง แต่การหาร้านยาสักสองสามร้านก็ยังพอทำได้อยู่"
"ไม่ต้องหรอก ไม่ต้อง จะกล้ารบกวนพี่หลินอีกได้อย่างไร พวกข้าหาตัวสมุนไพรในเมืองหลวงเจอแล้ว ซื้อหลินจือชั้นดีมาแล้ว เพียงแต่โสมนี้ ถึงแม้จะให้ร้านยาจะเอาออกมา ก็ต้องใช้เวลาสักพัก พวกข้าคงต้องไปรับในวันพรุ่งนี้"
หลี่เก๋อเฟยพูดถึงตรงนี้ ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความอ่อนล้า
ซูจิ่งหยางเพียงแต่กินข้าวเงียบ ๆ ตอนที่พี่น้องทั้งสองคุยกัน ตัวเขาซึ่งเป็นผู้ชายก็แทรกอะไรไม่ได้ ซูจิ่งหยางจึงได้แต่กินให้อิ่มท้องของตัวเองเงียบ ๆ
หลินหวัั่นเฉินมองไปที่หลี่เก๋อเฟย ซึ่งเห็นได้ชัดว่าสีหน้าไม่ดี ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความกังวล ถามไถ่หลี่เก๋อเฟยไม่หยุด
"เป็นอะไรไป? น้องสาว เจ้าเจอเรื่องลำบากอะไรหรือเปล่า?"
"ไม่มีหรอก ยังดีอยู่ พวกข้าน่าจะแก้ไขได้"
หลี่เก๋อเฟยพูดว่ายังดีอยู่ แต่ก็พูดเบา ๆ เห็นได้ชัดว่าไม่ดีแน่ ๆ ตอนนี้ หลี่เก๋อเฟยดูแตกต่างจากตอนที่มาหาตนในทีแรกอย่างสิ้นเชิง ไม่เหลือความเปิดเผยเหมือนก่อนเลย
"แล้วเป็นอะไรกันแน่? ข้าว่าเจ้าเจอเรื่องยากลำบากอะไรมาแน่ ๆ บอกข้ามาเถอะ ไม่เป็นไรหรอก หลินจือของเจ้าซื้อมาราคาเท่าไหร่?"
"เจ็ดสิบตำลึง"
"อะไรนะ เจ็ดสิบตำลึง เช่นนั้นโสมในวันพรุ่งนี้คงจะแพงยิ่งกว่า พวกเจ้ายังมีเงินอยู่หรือไม่?"
หลินหวั่นเฉินไม่รอให้หลี่เก๋อเฟยพูดจบ ก็พูดต่อทันที สมุนไพรหนึ่งอย่างราคาเจ็ดสิบตำลึง ถึงแม้จะเป็นครอบครัวเจ้าของที่ดินที่ร่ำรวยในชนบท ก็ยังถือว่าลำบากอยู่
"พี่สาว ไม่เป็นไรหรอก ข้าคิดว่าข้าน่าจะแก้ไขได้ ท่านอย่าคิดจะเอาเงินของท่านมาช่วยข้าเลย สินค้าพวกนี้ของท่านก็ไม่ได้กำไรมากมาย ไป ๆ มา ๆ ครั้งหนึ่ง พวกท่านก็ลำบากอยู่แล้ว พวกข้าไม่เป็นไรหรอก"
"อืม ใช่แล้ว ถ้ามีเรื่องลำบากอะไรต้องบอกข้านะ"
"เอ้า กินเนื้อสิ น้องสาว เจ้ากินเยอะ ๆ หน่อย"