ตอนที่50 ไม่อาจหวนคืน
ในขณะที่มู่หลงซางฉีจมดิ่งอยู่กับภาพความทรงจำในอดีตยากที่จะดึงตัวเองกลับมาได้นั้น ก็พลันมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“ผู้ใด” น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นชาทรงอำนาจดังขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์
“ข้าน้อยหลี่เซิงเองพ่ะย่ะค่ะ” หลี่เซิงยืนอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ที่ด้านนอกประตูและเอ่ยรายงานด้วยความเคารพ
นับตั้งแต่ที่พระชายาจากไปองค์รัชทายาทก็เริ่มอารมณ์ไม่คงที่เหมือนแต่ก่อนทั้งยังชอบเก็บตัวเงียบไม่สุงสิงกับผู้ใด ดังนั้นผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนจึงต้องระมัดระวังตัวเป็นอย่างมากเรื่องของพระชายาได้กลายเป็นสิ่งต้องห้ามในตำหนักนี้ไปโดยปริยาย
“เข้ามา”มู่หลงซางฉีเก็บภาพวาดเหล่านั้นใส่ลิ้นชักอย่างเป็นระเบียบก่อนจะกลับคืนสู่ท่วงท่าสง่างามน่าเกรงขามดังเดิม
มู่หลงซางฉีฟังคำรายงานจากหลี่เซิงด้วยสีหน้าที่สงบนิ่งถึงแม้ตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาจะหนักหนาสำหรับเขามากทว่ามู่หลงซางฉีก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่องค์รัชทายาทของตัวเองอย่างไร้ที่ติเหมือนที่เคยเป็นมาแต่มีเพียงฝ่ายตรงข้ามเท่านั้นที่รู้ว่าเบื้องหลังคลื่นลมที่สงบเงียบมีพายุร้ายซ่อนอยู่
ผู้ที่หลบพายุร้ายในครั้งนี้ไม่พ้นเห็นจะเป็นคนของจวนอดีตอัครเสนาบดีและเหล่าขุนนางที่หวังจะใช้โอกาสนี้ผลักดันตระกูลของตัวเองขึ้นมาแทนที่คนเหล่านั้นต่างก็พลอยได้รับโทสะนี้ไปตามๆ กัน
ทว่าคนเหล่านี้กลับโชคดีกว่าตรงที่มีความผิดคิดเสนอหน้าเกินงามเท่านั้นองค์รัชทายาทจึงไม่เอาชีวิตพวกเขา เพียงแค่ส่งบุตรสาวของขุนนางเหล่านั้นไปแต่งงานกับขุนนางในชนบทเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างก็เท่านั้นเองแม้จะสร้างความไม่พอพระทัยให้ฮ่องเต้อยู่ไม่น้อยแต่มู่หลงซางฉีก็ไม่คิดจะสนใจและยังคงยืนยันว่าจะไม่รับสตรีเหล่านั้นเข้ามาในตำหนัก
ไม่ว่าฮ่องเต้หรือฮองเฮาก็มิอาจบังคับองค์รัชทายาทได้แล้วขุนนางเหล่านั้นจะกล้าตามตอแยอีกได้อย่างไร ดังนั้นคนที่มีความคิดสักหน่อยจึงเลือกที่จะสงบปากสงบคำเรื่องการแต่งตั้งพระชายาและรอคอยโอกาสให้เรื่องน่าอัปยศของจวนตระกูลหยางผ่านพ้นไปเสียก่อน
ทว่าต่อให้สามารถหลบเลี่ยงจากเหล่าขุนนางพวกนั้นมาได้แต่เขาก็ไม่อาจหลบเลี่ยงการบีบบังคับจากพระบิดาของตัวเองได้อยู่ดี
“ตระกูลหลินเองก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเจ้าควรจะพิจารณาเรื่องแต่งตั้งพระชายาได้แล้ว”
สุรเสียงที่เคร่งขรึมและแฝงไปด้วยความกดดันของผู้เป็นบิดาไม่ได้ทำให้มู่หลงซางฉีรู้สึกอึดอัดใจแต่อย่างใดราวกับว่าได้ฟังประโยคนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนจนไม่คิดเก็บมาใส่ใจอีก เขายังคงท่าทีที่สงบนิ่งดังเดิมและเอ่ยอย่างราบเรียบว่า“หากเสด็จพ่อไม่มีสิ่งใดรับสั่งแล้ว กระหม่อมขอทูลลา”
“ซางฉีการที่เจ้าเป็นลูกชายคนโปรดของข้า ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะทำตามใจชอบได้เจ้าอยากแก้แค้นจวนอัครเสนาบดี ข้าก็ยอมให้แล้วตอนนี้เจ้าควรตัดสินใจแต่งตั้งพระชายาโดยเร็วมิเช่นนั้นหากเหล่าขุนนางปันใจไปทิศทางอื่น ตำแหน่งของเจ้าอาจสั่นคลอนได้”
ถ้อยคำที่เพิ่งได้ยินเมื่อสักครู่นั้นทำให้มู่หลงซางฉียิ้มมุมปากอย่างแผ่วเบา“ลูกขอบพระทัยในความหวังดีของเสด็จพ่อ แต่ว่าลูกกับเสด็จพ่อไม่เหมือนกันแม้แผ่นดินจะเปรียบเสมือนชีวิตของลูก แต่ลูกก็ไม่อาจอยู่โดยปราศจากหัวใจได้ หลังจากที่หยางน่าจากไปแล้วลูกจึงได้รู้ซึ้งว่าชีวิตที่ปราศจากหัวใจนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากหุ่นไม้ธรรมดาสิ่งที่ยึดเหนี่ยวลูกไว้ในเวลานี้ก็คือหน้าที่และราษฎร์ที่ลูกสัญญาว่าจะมอบความสงบสุขให้กับพวกเขาตราบจนชีวิตลูกจะหาไม่”
“ที่สำคัญลูกไม่ปรารถนาจะเป็นกษัตริย์ที่ต้องคอยพิจารณาดูสีหน้าของพวกขุนนางต้องคอยรับพระชายามากมายหรือคอยเอาอกเอาใจพวกนางเพื่อรักษาฐานอำนาจของตัวเองให้มั่นคงหากพวกเขาไม่จงรักภักดีเพียงเพราะลูกไม่ยอมรับบุตรีของพวกเขาเข้าวังเช่นนั้นลูกก็จะไม่เรียกใช้ขุนนางที่คำนึงถึงเพียงประโยชน์ส่วนตัวโดยที่หัวใจปราศจากประชาชนเข้ามาตั้งแต่ทีแรกเพราะพวกเขาเหล่านั้นไม่มีประโยชน์อันใดต่อราษฎร์ของซีหลิงเลยสักนิด...”
“ลูกยืนยันที่จะทำหน้าที่ของลูกอย่างสุดความสามารถแม้ว่าลูกจะต้องเดินบนเส้นทางนี้อย่างโดดเดี่ยวก็ตามแต่หากเสด็จพ่อคิดว่าแนวทางของลูกมีปัญหาก็สามารถสั่งปลดลูกได้ทุกเมื่อพ่ะย่ะค่ะ”
ถ้อยคำที่ได้ยินนั้นทำให้ฮ่องเต้รู้สึกบันดาลโทสะและตบโต๊ะอย่างแรง“เหลวไหล หากว่าเจ้าเป็นกษัตริย์ที่ดี ดูแลราษฎร์ได้ดี แต่ไร้ทายาทมันจะมีความหมายอันใดสุดท้ายเจ้าก็ต้องส่งมอบทุกอย่างที่เจ้าสร้างมากับมือให้ผู้อื่นไปแล้วเจ้าจะทำไปเพื่ออะไร เจ้าไม่เสียดายอย่างนั้นรึ”
มู่หลงซางฉีรู้สึกว่าตัวเองกำลังฟังเรื่องน่าขันอยู่ก็มิปานก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยความเคารพว่า “ทูลเสด็จพ่อตามตรงกระหม่อมไม่เสียดายพ่ะย่ะค่ะอย่างที่เสด็จพ่อเคยกล่าวไว้เมื่อไร้รักจึงจะสามารถมองเห็นภาพตรงหน้าได้อย่างชัดเจน ยามนี้สายตาของข้ามีเพียงแค่ประชาชนไร้ซึ่งความสุขส่วนตัวเรื่องการแต่งตั้งพระชายาเป็นเพียงแค่เรื่องเสียเวลาและสิ้นเปลืองทรัพยากรวังหลังของกระหม่อมเพียงเท่านั้น”
“…ส่วนเรื่องการสืบทอดบัลลังก์กระหม่อมทราบดีว่าเสด็จพ่อให้ความสำคัญแก่บัลลังก์ที่ช่วงชิงมานี้มากเพียงไรกระหม่อมได้หาทางลงเรื่องนี้เอาไว้เรียบร้อยแล้วผู้สืบทอดบัลลังก์ต่อจากกระหม่อมจะต้องเป็นคนในสายเลือดเราอย่างแน่นอนเสด็จพ่อโปรดวางใจ”
ไม่ว่าฮ่องเต้จะตรัสเช่นไรมู่หลงซางฉีก็สามารถหาเหตุผลโต้แย้งกลับไปได้ทุกครั้งจนสุดท้ายพระองค์ก็ทำได้เพียงทิ้งถ้อยคำย้ำเตือนใจโอรสคนโตก่อนจากไป “ข้าจะให้เวลาเจ้าถึงงานพิธีล่าสัตว์ฤดูวสันต์นี้เท่านั้นเมื่อเสร็จสิ้นจากพิธีบูชาสรวงสวรรค์แล้ว เจ้าจะต้องมีคำตอบเรื่องพระชายาให้กับข้าไม่เช่นนั้นเจ้าก็จงเตรียมตัวแต่งกับสตรีที่ข้าเป็นผู้เลือกให้ได้เลย เจ้าต้องการอย่างไหนเลือกเอา”
มู่หลงซางฉียังคงท่าทางสงบนิ่งไม่หวั่นเกรงต่อคำข่มขู่นั้นและน้อมส่งพระบิดาด้วยความเคารพดวงตาสีนิลดุจก้นมหาสมุทรยากจะหยั่งถึงนั้นมองดูแผ่นหลังผู้ยิ่งใหญ่จากไปอย่างเงียบๆก่อนจะเอ่ยว่า “ไปจวนตระกูลหยาง”
“พ่ะย่ะค่ะ” หลี่เซิงตอบกลับด้วยความเคารพก่อนจะรีบพลิ้วกายตามผู้เป็นนายหายลับไปในความมืด
เงาร่างทั้งสองหลบเลี่ยงสายตาของเวรยามว่องไวดุจสายลมในยามรัตติกาลไม่ทิ้งร่องรอยใดเอาไว้อย่างสิ้นเชิง
ในค่ำคืนที่เรียบง่ายธรรมดาสำหรับใครบางคนอาจเป็นค่ำคืนที่ยากเย็นแสนเข็ญสำหรับใครอีกคน มู่หลงซางฉีมองดูห้องนอนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายที่คุ้นเคยก่อนจะหยิบถุงหอมกลิ่นดอกโมลี่ขึ้นมาสูดดมกลิ่นนี้ทำให้เขารู้สึกสดชื่นทุกครั้งที่ได้สัมผัส
ชายหนุ่มนอนลงบนเตียงหลังใหญ่พร้อมด้วยถุงหอมที่วางแนบอกมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้เขาผ่านค่ำคืนในแต่ละวันไปได้
ก่อนที่ชายหนุ่มจะปิดเปลือกตาลงนั้นได้มีเสียงความเคลื่อนไหวดังขึ้นมา เป็นเสียงของชายสองคนกำลังพูดคุยกันคิ้วคมเข้มขมวดเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงคนรบกวน
ฉับพลันนั้นก็มีเสียงประตูเรือนถูกกระแทกออกมาอย่างกะทันหันตามด้วยเสียงของอดีตอัครเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วันทว่าเขากลับดูแก่ชราลงหลายปีชายผู้นั้นรีบเข้ามาคุกเข่าลงตรงหน้าชายหนุ่มและเอ่ยอ้อนวอนว่า “องค์รัชทายาทได้โปรดปล่อยภรรยาและลูกสาวของกระหม่อมไปเถิดพ่ะย่ะค่ะ เอาชีวิตของกระหม่อมไปแทน...”
“หากท่านจะมาพูดเรื่องพวกนี้ก็กลับไปเถิด ใครทำสิ่งใดไว้ผู้นั้นก็ต้องชดใช้” น้ำเสียงเย็นชาไร้ปรานีดังขึ้นอย่างราบเรียบ
เมื่อได้ยินอย่างนั้นอดีตท่านอัครเสนาบดีก็รีบเอ่ยขอความเห็นใจ“แต่นี่มันเกินไปแล้วพระองค์ไม่ยอมปลิดชีวิตพวกนางให้จบในดาบเดียว แต่กลับเก็บพวกนางไว้ทรมานเล่นราวกับแมวหยอกหนูแล้วค่อยกลืนลงท้องทีหลังต่อให้พวกนางจะกระทำชั่วช้ามากเพียงไร แต่พวกนางก็ยังเป็นสตรีนะพ่ะย่ะค่ะ!”
“สตรีอย่างนั้นรึ?” มู่หลงซางฉียิ้มเยาะและเลิกคิ้วขึ้นราบกับได้ยินเรื่องขบขันอยู่ก็มิปานก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจว่า “สำหรับข้าแล้วพวกนางไม่ใช่สตรีแต่เป็นฆาตกรที่พรากหยางน่าของข้าไป!”
“ตอนที่หยางน่าถูกพวกนางทำร้าย ท่านได้พยายามปกป้องนางเหมือนอย่างที่พยายามปกป้องฆาตกรสองแม่ลูกคู่นี้หรือไม่!ท่านรู้สึกเจ็บปวด รู้สึกสงสารพวกนาง แล้วข้าไม่รู้สึกหรืออย่างไร!พวกนางกล้าพรากหัวใจของข้าไป ความทุกข์ทรมานแค่นี้เทียบไม่ได้เลยกับที่หยางน่าของข้าต้องเจอ!”
แผงอกแกร่งที่ขยับขึ้นลงตามแรงอารมณ์ที่เดือดปะทุอยู่ภายในก่อนจะสะบัดแขนเสื้อหันหลังไม่มองชายที่ก้มคุกเข่าอยู่ตรงหน้าและเอ่ยน้ำเสียงเย็นชาไร้ความปรานีไปว่า“เมื่อเริ่มกระทำความชั่วลงไปแล้วก็จงอย่าได้กลัวผลลัพธ์ที่จะตามมาต่อให้เป็นท่านหรือสวรรค์ก็มิอาจช่วยให้พวกนางรอดพ้นจากเวรกรรมครั้งนี้ไปได้ แค่เท่านี้ก็ถือว่าข้าปรานีมากพอแล้วจงตัดใจเสียเถิด”
เมื่อสิ้นเสียงเย็นชาไร้หัวใจนี้แล้วร่างสูงใหญ่ก็พลันหายลับไปในความมืด อดีตอัครเสนาบดีหยางจ้องมองดูแผ่นหลังที่จากไปนั้นแล้วทรุดตัวลงด้วยความสิ้นหวัง
ภายในเรือนหลังใหญ่ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยบรรยากาศที่หมองหม่นหยางอิ่งลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้าก่อนที่นางจะรีบหลับตาลงไปเมื่อพบว่าในห้องเต็มไปด้วยคันฉ่องมากมายที่องค์รัชทายาททรงประทานให้เป็นของขวัญในทุกๆวัน นางร่ำไห้ออกมาด้วยความทุกข์ทรมาน
พวกนางสองแม่ลูกถูกบังคับให้ดื่มยาบำรุงและกินอาหารชั้นดีทุกวันแต่ไม่ใช่เพื่อรักษาร่างกายแต่อย่างใดตรงกันข้ามกลับทำไปเพื่อให้พวกนางได้มีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมานให้นานที่สุด
ฝ่ามือเล็กจิกทึ้งเส้นผมที่ยาวสยายของตัวเองราวกับคนวิกลจริตดวงตาคู่นั้นแดงก่ำเต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธเกลียดและชิงชังในโชคชะตาที่ไม่เป็นดั่งหวัง
ฉับพลันนั้นใบหน้าที่เหี่ยวย่นน่าเกลียดน่ากลัวก็สะท้อนเข้ามาในดวงตานางไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันคือผิวหนังเดิมของนางไม่ผิดเพี้ยนเพียงแต่ผิวหนังที่ตายไปแล้วนั้นไม่อาจเชื่อมติดกับผิวเนื้อที่มีชีวิตได้ดังเดิมมันจึงเสื่อมสภาพลงไปตามกาลเวลา ยามนี้นางมีใบหน้าอัปลักษณ์บิดเบี้ยวผิดรูปเสียยิ่งกว่าภูตผีจากนรก
เสียงกรีดร้องทำลายข้าวของดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่องสาวใช้คนสนิทเดินเข้ามาด้วยความหวาดกลัว “คุณหนูเจ้าคะองค์รัชทายาททรงมอบคันฉ่องให้ทะ...”
เพล้ง!
“ไสหัวไป!” หยางอิ่งหยิบคันฉ่องที่ตกกระจายอยู่บนพื้นขว้างปาไปยังสาวใช้นางนั้นก่อนที่สาวใช้ผู้นั้นจะรีบวิ่งหนีไปด้วยความหวาดกลัวอย่างรวดเร็ว
ในเวลานี้เองฮูหยินหลิวที่มีท่าทางคลุ้มคลั่งราวกับกำลังหนีอะไรบางอย่างก็วิ่งเข้ามาในห้องนางถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาเผชิญหน้ากับผีร้ายชั่วยามแล้วชั่วยามเล่าคืนแล้วคืนเล่าไม่หยุดพัก
ทั้งที่คิดว่าตัวเองสามารถหลุดพ้นจากผีร้ายพวกนั้นมาได้แล้วแต่กลับคิดไม่ถึงเลยว่าในเรือนของนางจะมีผีร้ายอีกตัวแอบแฝงอยู่
.
.
.