หลินเหมยรู้สึกว่าตนเองกำลังโชคร้ายอย่างต่อเนื่อง ั้แ่ทะลุมิติมาเป็ลูกหนี้ จนมาถึงการทำโคมิญญาของจอมมาระเิ
และตอนนี้ นางกำลังนั่งอยู่กลางตำหนักใหญ่ของวังมาร รายล้อมไปด้วยอสูราุโที่มีสีหน้าเคร่งเครียดยิ่งกว่าคนกำลังจะถูกปะา
ซึ่งบางที...
นางอาจกำลังจะถูกปะาจริง ๆ
หลินเหมยก้มมองข้อมือตัวเอง รอยอักขระสีแดงจาง ๆ ปรากฏอยู่ตรงนั้น ไม่ว่าจะขัด ถู หรือพยายามลบอย่างไร มันก็ยังอยู่ราวกับกลัวคนอื่นจะไม่รู้ว่านางมีปัญหา
"ไม่เคยพบมาก่อน" ผู้าุโคนหนึ่งกล่าว
"ไม่เคยเห็นพันธะลักษณะนี้มาก่อนเช่นกัน"
"อาจเกี่ยวข้องกับโคมอักขระิญญา"
"หรืออาจเกี่ยวข้องกับแรงสะท้อนจากจิติญญา"
"หรืออาจ..."
หลินเหมยฟังไปเรื่อย ๆ บางคนถึงขั้นเสนอว่าควรปิดผนึกพลังของนางไว้ ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่าทุกคนกำลังเดาสุ่ม ซึ่งไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลยโดยเฉพาะเมื่อชีวิตนางแขวนอยู่บนผลสรุปของพวกเขา
ประตูตำหนักเปิดออกในเวลานั้นเอง บทสนทนาทั้งหมดหยุดลงทันที
บรรยากาศภายในห้องพลันหนักอึ้ง ราวกับมีูเาลูกหนึ่งกดทับลงมา
เยี่ยอู๋ฉีเดินเข้ามา อาภรณ์สีดำสนิทขับให้ใบหน้างดงามนั้นเ็ามากขึ้นไปอีก
เขาไม่ได้แสดงความโกรธ ไม่ได้แสดงความไม่พอใจแต่กลับทำให้ผู้คนรอบข้างระมัดระวังตัวมากกว่าเดิม
หลินเหมยเพิ่งเข้าใจว่าเหตุใดอู๋ซื่อจริงหวาดกลัวคนผู้นี้นัก บางครั้งคนที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่คนที่ะโเสียงดังแต่เป็คนที่จำไม่จำเป็ต้องะโเลย
เยี่ยอู่ฉีหยุดยืนอยู่กลางห้อง สายตาคมกริบกวาดผ่านเหล่าาุโ
“ผลตรวจ”
ผู้าุโหลายคนสบตากัน ไม่มีใครรีบตอบสุดท้ายชายชราผู้หนึ่งจึงก้าวออกมา
“เรียนท่านจอมมารพวกเราตรวจสอบตลอดทั้งคืนแต่ไม่พบคำอธิบาย”
“ไม่เคยคำอธิบาย?” เยี่ยอู๋ฉีทวนคำเรียบๆ ก่อนจะหันมามองนาง
ดวงตาสีเืคู่นั้นสงบนิ่งจนลิ้นเหมยไม่อาจเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่
“ ท่านจอมมาร” นางรีบลุกขึ้นคารวะ
"ข้า_ข้าไม่ได้ตั้งใจ"
"ข้าเพียง้าช่วย"
หลินเหมยพยายามอธิบาย แม้จะรู้ว่าฟังดูไม่น่าเชื่อก็ตาม
ใครจะเชื่อกันเล่าว่าคนซ่อมของอยู่ดี ๆ จะไปผูกพันธะกับจอมมารได้
แต่เยี่ยอู๋ฉีกลับตัดบททันที
"เจตนาไม่สำคัญ" น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง จนหลินเหมยยิ่งกดดัน
"ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่างหากคือปัญหา"
หลินเหมยปิดปากเงียบ เพราะเถียงไม่ออกในเมื่อผลลัพธ์ก็คือจอมมารกับช่างซ่อมระดับล่างถูกผูกเข้าหากันจริง ๆ
เยี่ยอู๋ฉีหันไปมองเหล่าาุโ ก่อนออกคำสั่ง
"นำตัวนางไปคุมขังไว้ก่อน"
หัวใจหลินเหมยหล่นวูบ นางรู้ดีว่าคำว่า "คุมขังชั่วคราว" ในวังมารไม่ได้แปลว่าอะไรดีนัก
ทว่าในจังหวะนั้นเอง ความเจ็บแปลบกลับแล่นขึ้นที่ข้อมือ
"อ๊ะ!"
หลินเหมยสะดุ้ง
นางรีบก้มลงมอง
อักขระรูปเปลวไฟสีแดงบนข้อมือกำลังเรืองแสงจาง ๆ และตรงหน้า เยี่ยอู๋ฉีที่กำลังจะก้าวออกจากห้องกลับชะงักเช่นกัน
เขาก้มมองข้อมือตัวเอง ก่อนเงยหน้าขึ้น
สายตาของทั้งสองสบกัน
ไม่มีใครพูดอะไร
แต่หลินเหมยรู้ทันที
ว่าเมื่อครู่...
อีกฝ่ายก็รู้สึกเหมือนนาง
เยี่ยอู๋ฉีละสายตาไปก่อน จากนั้นจึงเดินออกจากห้องโดยไม่กล่าวอะไรอีก
ทิ้งหลินเหมยไว้กับความคิดหนึ่ง
บางทีปัญหาของนาง
อาจเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น