ตอนที่60 ทีมใหม่ของกิล Admiration
บ้านพักแห่งหนึ่งในเมืองอู๋โจว
“โทคุโตะ กลุ่มของเจ้าเข้าเมืองมาได้กี่คนเหรอ”จุนซูผู้เป็นกุนซือของกิลมังกรผงาดเอ่ยถาม
“กลุ่มของข้าลอบเข้ามาทันก่อนประตูเมืองจะปิดได้ ประมาณ 30 กว่าคน” โทคุโตะตอบ
“นายละ เรด” จุนซู หันไปถามเรดที่นั่งอยู่ตรงข้ามโทคุโตะ
“ของข้า 40 คน” เรด ตอบ
“ของพวกเจ้ารวมกัน 70 คนรวมกับที่กลุ่มที่เข้ามาพร้อมข้าอีก40 กว่าคน เท่ากับพวกเรามีสมาชิกอยู่ประมาณ 100 กว่าคน ไม่รู้ว่าพวกมังกรทะยานฟ้าจะเข้ามาได้กี่คน แล้วยังพวกนั้นอีก”จุนซู กล่าวพลางทำท่าครุ่ดคริด
“พวกกิลแอดมิเรชั่นผู้ที่สังหารข้าและชุบมือเปิปเอาเมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวไปพวกเราไม่ควรประมาทพวกนั้น” โทคุโตะ พูดขึ้นพร้อมกับนึกถึงเหตุการณ์ในป่าที่เขาได้สู้กับพวกทีชจนต้องเสียชีวิต
“ฮ่าๆๆๆ แกนั่นแหละที่ประมาทจนต้องตาย ยังมีหน้ามาเตือนพวกข้าอีกงั้นเรอะ”เรด หัวเราะพร้อมกับกล่าวอย่างเย้ยหยัน
โทคุโตะหันไปมองเรดที่มีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้ากิลเหมือนกับเขาแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ข้ากำลังพูดอย่างจริงจังอยู่นะ!”
“เจ้าจะบอกว่ากิลแอดมิเรชั่นมียอดฝีมือที่น่ากลัวจนพวกเราสู้ไม่ได้อยู่งั้นเหรอ?” เรดถามกลับอย่างสงสัย
“หากสู้ตัวต่อตัวพวกเราย่อมสู้ได้แน่แต่ข้ากลับรู้สึกว่าคนกลุ่มนั้นคงไม่ปล่อยโอกาสให้พวกเราได้มีโอกาสสู้แบบตัวต่อตัว”โทคุโตะ ตอบ
สิ่งที่โทคุโตะพูดย่อมหมายถึงความเป็นทีมเวิคของกิลแอดมิเรชั่นซึ่งโทคุโตะที่เคยประมือด้วยย่อมมองออกว่าคนกลุ่มนั้นยังมีเลเวลไม่มากฝีมือสู้ตัวต่อตัวจึงยังจำกัดอยู่เพราะหากจะให้ผลต่างจากเลเวลลดลงมีแต่ต้องขึ้นสู้เลเวล 200 ให้ได้เท่านั้น แต่สิ่งที่โทคุโตะทราบอีกเรื่องคือคนกลุ่มนั้นโจมตีสอดประสานกันได้ดีอย่างมากโดยเฉพาะจอมเวทที่ปล่อยเวทฟินิกส์เพลิงใส่เขาจนเขาต้องบาดเจ็บหนักจนพ่ายแพ้ในที่สุด
“ในกลุ่มนั้นมีจอมเวทที่น่ากลัวอยู่คนหนึ่งเขาเป็นคนออกคำสั่งและคอยโจมตีสอดประสานให้กับคนอื่นๆข้าคิดว่าคนคนนั้นถ้าเป็นผู้เล่นต้องเป็นนักวางแผนที่สูสีกับจุนซู แต่ถ้าหากเป็น NPCละก็จะต้องเป็นกุนซือที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน”โทคุโตะ พูดพร้อมกับหันไปมองทางจุนซู
“ข้ายังจำในตอนที่ท่านเล่าเหตุการณ์ให้ฟังได้ข้าคิดว่าคนผู้นั้นจะต้องเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ ดูจากเวทที่ใช้ออกมามีจำนวนน้อยแต่กลับเป็นเวทระดับสูงซึ่งถ้าเป็นผู้เล่นที่มีเวทระดับสูงในครอบครองจะต้องมีเวทอื่นที่เอาไว้ใช้พลิกแพลงในการต่อสู้มากกว่านี้ยังไม่รวมถึงการวางแผนเป็นขั้นตอนได้ในชั่วพริบตาซึ่งมีเพียงคนที่เคยผ่านสงครามหรือการต่อสู้มาก่อนเท่านั้นที่จะทำได้หากเป็นผู้เล่นแล้วมีประสบการณ์มากขนาดนี้ย่อมต้องมีชื่อเสียงบ้างแล้วแต่นี่กลับไม่มีใครรู้จัก ข้าจึงคิดได้เพียงอย่างเดียวว่าคนคนนี้เป็น NPC และน่าจะเป็น NPC ระดับสูงด้วย”
“ดี! งั้นหากเราเจอพวกมันอีก ก็เล่นงานเจ้าหมอนี่ก่อนก็สิ้นเรื่อง” เรดที่ได้ฟังการวิเคราะห์ของกุนซือประจำกิล ตบโต๊ะพร้อมกับเผยแววตาตื่นเต้น
เรดที่อยากประมือกับบุคคลในประวัติศาสตร์ที่เก่งกาจมานานถึงแม้เขาจะประลองกับกวนเป๋งบ่อยๆ แต่มันก็ต่างจากการต่อสู้จริงๆ มากอยู่ดี
กวนเป๋งที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ มานานได้หันไปมองด้านหลังของเขาซึ่งมีบุรุษร่างสูงใหญ่กำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ข้างกำแพงเป็นบุรุษที่มีหนวดเครายาวใบหน้าแดงก่ำ ด้านข้างมีง้าววางพิงกำแพงเอาไว้อยู่เขากำลังนั่งหลังตรงพร้อมกับจิบชาด้วยท่วงท่าที่น่าเกรงขาม
“ท่านพ่อ...ท่านคิดว่าคนที่พวกเขากล่าวถึงจะเป็นคนที่มาจากยุคของเราหรือไม่”
“ไม่ว่าจะเป็นคนที่มาจากยุคไหนพวกเราที่ให้คำสัตย์แล้วว่าจะจงรักภักดีต่อกิลมังกรผงาดย่อมไม่อาจคืนคำคงมีแต่ต้องบุกฝ่าออกไปให้ได้เท่านั้น”
“หากเป็นท่าน ‘เล่าปี่’ เล่าท่านพ่อจะทำเช่นไร” กวนเป๋ง เอ่ยถามพ่อของเขาซึ่งกลุ่มของเรดที่กำลังคุยกันอยู่เมื่อได้ยินเสียงกวนเป๋าถามคำถามนี้ก็เงียบพร้อมกับเงี่ยหูฟังทันที
“ชาติที่แล้วกับชาตินี้ย่อมแตกต่าง ข้ามิอาจคิดให้ลำบากใจในเมื่อชาตินี้ข้าให้คำสัตย์เอาไว้ย่อมต้องเป็นไปตามนั้น!”พูดจบก็หลับตาลงเป็นการปฏิเสธทางอ้อมว่าไม่ต้องการพูดถึงเรื่องราวในอดีตอีกต่อไป
จุนซูเรด และโทคุโตะ เมื่อได้ยินคำตอบต่างรู้สึกโล่งใจเพราะนี่เท่ากับเขาไม่จำเป็นต้องกังวลใดๆ อีกแล้วเพราะแม่ทัพตรงหน้าคือแม่ทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคสามก๊กคนหนึ่งซึ่งเขาเป็นพ่อของกวนเป๋งมีนามว่า ‘กวนอู’
..........
เมืองอู๋โจว
กลุ่มของทีชกำลังรวมตัวเพื่อวางแผนกันใหม่เพราะการที่จะยึดเมืองในเวลานี้นั้นต้องบุกจวนเจ้าเมืองที่ในเวลานี้มีกำลังทหารป้องกันอย่างแข็งแกร่งเนื่องจาก NPCที่จะมาเป็นเมืองเจ้าเมืองนั้นกำลังเตรียมการเพื่อขึ้นรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการและที่สำคัญคือพวกเขาต้องคอยระมัดระวังกิลอื่นที่มีความคิดจะครอบครองเมืองเหมือนกับพวกเขาด้วยโดยเฉพาะกิลมังกรผงาดคู่อริที่ตอนนี้พวกเขาล้วนรู้แน่ชัดแล้วว่ากำลังเล็งเมืองอู๋โจวอยู่
พวกทีชได้แต่คิดในใจว่าคู่แค้นทางคับแคบเสียจริงมีเรื่องกันตอนแรกเป็นเพราะโคล่าโลภอยากได้อาวุธแต่ไปๆมาๆ ปัจจุบันกลับกลายเป็นศัตรูที่ต้องมาชิงเมืองกันเสียได้แถมในขณะนี้กิลมังกรผงาดยังเป็นเพียงกิลเดียวที่รู้ถึงการมีตัวตนของกิลAdmiration
และในจุดนี้เองยิ่งทำให้พวกทีชต้องระมัดระวังเป็นพิเศษจึงไม่กล้าสุ่มสี่สุ้มห้าบุกไปจวนเจ้าเมืองมากนัก ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงฝีมือของกลุ่มทีชในตอนนี้นั้นการจะบุกโจมตีจวนเจ้าเมืองของเมืองขนาดเล็กแบบนี้นั้นย่อมทำได้อย่างไม่ยากเย็นนักแต่หากมองกลับกันกิลมังกรผงาดเองคงเป็นเช่นเดียวกันจึงทำให้สถานการณ์ในตอนนี้ไม่มีใครกล้าเป็นฝ่ายโจมตีก่อนเพราะหากใครลงมือก่อนย่อมเป็นกลุ่มแรกที่เผยเขี้ยวเล็บออกมา
แต่ทว่าเมืองอู๋โจวในขณะนี้นั้นตามระบบจะถือว่าอยู่ในสถานะเมืองไร้เจ้าของ เนื่องจาก NPCที่เป็นเจ้าเมืองยังไม่ได้ขึ้นรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการหากแต่อยู่ในระหว่างเตรียมการ ซึ่งกลุ่มของทีชและกิลอื่นๆ จะต้องลงมือภายใน 2-3วันที่อยู่ในช่วงเตรียมการนี้เท่านั้น เพราะถ้าหาก NPC ขึ้นรับตำแหน่งเรียบร้อยแล้วค่ากำลังใจของประชากรในเมืองที่เป็น NPCจะพุ่งขึ้นสูง ซึ่งจะส่งผลเสียอย่างมากต่อการเข้าครอบครองเมือง
เพราะไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้ประชากรในเมืองให้การยอมรับอย่างสมัครใจนั่นเท่ากับว่าจะต้องใช้วิธีบริหารเมืองให้ดีเพื่อให้ประชาชนมีความสุขถึงจะได้รับการยอมรับจากประชาชนเกิน50% ตามเงื่อนไขที่ระบบตั้งเอาไว้
สำหรับกิลAdmiration ที่พึ่งตั้งไข่หรือกำลังอยู่ในช่วงสร้างตัวย่อมไม่เหมาะที่จะครอบครองเมืองที่พวกเขาไม่สามารถบริหารได้แบบนี้เพราะพวกเขายังต้องเน้นไปที่การบริหารเมืองจ้านลู่มากกว่าเนื่องจากเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของกิลและสมาชิกอีกหลายคนที่มีเลเวลน้อยก็ยังต้องออกไปเก็บเลเวลเพิ่มโดยเฉพาะทีชที่เป็นหัวหน้ากิล
เมื่อไม่อาจครอบครองเมืองได้อย่างเสร็จสรรพตามที่หวังไว้แล้วละก็พวกเขาจะต้องโดนกิลอื่นอาศัยช่วงที่เมืองยังไม่ลงตัวบุกโจมตีอย่างแน่นอนและในตอนนั้นประชาชนและทหารอาจลุกฮือขึ้นโดยไม่ฟังคำสั่งนั่นเท่ากับว่าพวกเขาจะต้องเสียเมืองที่ยึดมาได้กลับไปอย่างแน่นอน
ในขณะที่ทุกคนกำลังประชุมอย่างเคร่งเครียดเว่ยเถียนกลับกำลังนั่งเอามือปิดปากคล้ายกับพยายามกลั้นขำอยู่ทีชมองมาที่เธอพร้อมกับขมวดคิ้วขึ้นอย่างสงสัยว่าเหตุใดเธอถึงอารมณ์ดีแปลกๆ
“เว่ยเถียน เธอ...สบายดีหรือเปล่า”
“คะ? อ๋อ...ข้าสบายดีพอดีข้าคิดอะไรบางอย่างออกนิดหน่อย อิอิ” เว่ยเถียนตอบ
“แม่นางเว่ยเถียนมีแผนหรือ ลองพูดออกมาให้พวกเราฟังดูเถิด” ฮิเดโยชิพูดขึ้นอย่างอยากรู้
เว่ยเถียนสงบจิตใจทำสมาธิครู่หนึ่งลงจึงพูดออกมา
“เอ่อ...ข้าคิดว่าในเมื่อพวกเราไม่อาจเผยตัวได้หมดในทีเดียวงั้นเราส่งคนแอบลักลอบเข้าไปสัก 4 คนดีหรือไม่”
แผนของเว่ยเถียนคือส่งคนลอบเข้าไปจับตัวเจ้าเมืองคนใหม่เอาไว้เพื่อใช้ทำข้อตกลงหรือควบคุมเจ้าเมืองคนใหม่ให้สวามิภักดิ์ส่วนคนอื่นให้บุกจวนเจ้าเมืองตามปกติซึ่งถ้าหากเริ่มบุกเมื่อไหร่กิลมังกรผงาดจะต้องออกมาแจมด้วยอย่างแน่นอนนั่นเท่ากับบีบให้มีการต่อสู้ขึ้น
“งั้นคนที่เข้าไป ก็ต้องเป็นคนที่มีฝีมือในการเอาตัวรอดและดูธรรมดาๆ สินะ”ปรางจี ที่คิดตามพูดขึ้น
“เปล่าเลย” “มิใช่” ปรากฏว่าเว่ยเถียนและกุยแกกลับปฏิเสธออกมาพร้อมกัน
กุยแกยิ้มให้เว่ยเถียนพร้อมกับผายมือให้เธอเป็นคนอธิบาย
“คนที่เข้าไปไม่เกี่ยวว่าจะเป็นคนที่ดูธรรมดาหรือไม่ธรรมดาแต่หากต้องเป็นคนที่สามารถทำให้คนอื่นไม่สนใจตัวเองและสามารถเอาตัวรอดได้ต่างหาก!”เมื่อเว่ยเถียนอธิบายทุกคนก็เข้าใจทันที
ใช่แล้วการลอบเข้าไปต่อให้คุณดูธรรมดาแค่ไหนแต่หากมีการตรวจสอบอย่างเคร่งครัดจริงๆย่อมต้องถูกจับได้อยู่ดี นั่นเท่ากับการลอบเข้าจวนเจ้าเมืองจะต้องล้มเหลว
“แล้วใครกันละ ข้าคิดว่าไม่ว่าใครไปทำลับๆ ล่อๆแถวจวนเจ้าเมืองคงถูกจับได้อยู่ดีนั่นแหละน่า” สมิทพูดขึ้นเพราะเขาเข้าใจความหมายของเว่ยเถียนแต่ไม่เข้าใจว่าเธอหมายถึงใคร
เว่ยเถียนแอบหัวเราะคิกคักอีกครั้งทีชที่กำลังมองเว่ยเถียนอยู่รู้สึกเหมือนเธอกำลังสนุกที่จะได้แกล้งใครสักคนมากกว่าไม่เหมือนคนที่ตั้งใจคิดแผนออกมาสักนิดเดียว
“ความจริงข้าเองก็คิดจะให้คนลอบเข้าไปอยู่ ซึ่งคนที่ข้ามองไว้มีอยู่ 3คน คือ ท่านหมิงที่เป็นยอดฝีมือสามารถรับมือกับศัตรูได้ส่วนท่านอลาโน่ที่สามารถใช้คำพูดได้อย่างไหลลื่นก็เหมาะเช่นเดียวกันและคนต่อไปที่ข้าคิดว่าขาดไม่ได้เลยคือ โอโรกะถึงหัวจะเป็นสีส้มแต่เขาเป็นคนที่ดูธรรมดาที่สุดในกลุ่มและเวลาพูดจายังดูคล้ายกับคนไม่มีพิษมีภัย”กุยแก อธิบายสิ่งที่เขาคิดเอาไว้ออกมา
‘ไม่มีพิษมีภัยงั้นหรือโง่กันแน่ การให้คนแบบนี้ลอบเข้าไปเมื่อถูกจับได้จะทำให้ทหารลดการป้องกันลงมากกว่าสินะ’ฮิเดโยชิ ที่คล้ายกับอ่านความคิดกุยแกออกคิดในใจ
“ในเมื่อท่านกุนซือยังมีความคิดเหมือนแม่นางเว่ย...งั้นเอาตามนี้!ยังไงข้าก็เป็นสุภาพบุรุษย่อมต้องเป็นคนเสียสละเข้าไปอยู่แล้ว!” อลาโน่ลุกขึ้นพร้อมกับพูดขึ้นอย่างมั่นใจ
“ผมเองก็เช่นกัน ถึงจะไม่มีฝีมือในการต่อสู้แต่ถ้าเป็นภารกิจแนวนี้ผมทำมาบ่อยแล้ว!” โอโรกะ พูดขึ้น
โอโรกะนั้นเป็นถึงมือขวาของคนที่เคยปกครองเมืองอย่างโคล่าย่อมรู้ดีว่าการพูดคุยกับทหารในจวนเจ้าเมืองนั้นเป็นยังไงแล้วเขาเองก็เคยลอบสืบข่าวต่างๆ ให้โคล่าอยู่บ่อยๆเมื่อได้ภารกิจที่คุ้นเคยย่อมรู้สึกมั่นใจเป็นธรรมดา
“ทุกคนไม่ต้องกังวล ผมจะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จเอง หากมีศัตรูเข้ามาขวางละก็ผมจะใช้พลองอันนี้ฟาดให้กระเด็น” หมิง พูดขึ้นพร้อมกับมองไปที่ทุกคน
ทุกคนในกิลแอดมิเรชั่นนั้นไม่มีใครสงสัยในฝืมือการต่อสู้ของหมิงอีกแล้วหากภารกิจนี้ต้องเจอยอดฝีมือเข้าจริงๆ หมิงย่อมเป็นคนที่เหมาะจะรับมือมากที่สุดเพราะหากให้มอนจีหรืออิจิโนเสะเข้าไปแทนอาจจะทำได้ไม่สะดวกนักเพราะทั้งสองคนนั้นมีความว่องไวน้อยกว่าหมิง และวิชาการต่อสู้ก็ดูโจ่งแจ้งเกินไป
ในขณะที่ทุกคนสรุปแผนการได้แล้วเว่ยเถียนกลับกำลังรู้สึกร้อนใจอยู่เพราะแผนของเธอยังขาดอีกคนหนึ่งเพียงแต่เธอไม่รู้จะหาข้ออ้างอะไรพูดขึ้นมา แต่ทว่า
“ข้าขอไปกับ 3 คนนั้นด้วยได้หรือเปล่า” เหิ่นซ่วยที่นั่งเงียบๆ มานานกล่าวขึ้น
เว่ยเถียนหันขวับไปมองที่เหิ่นซ่วยทันทีทำเอาเหิ่นซ่วยถึงกับสะดุ้ง แต่แปลกที่มือของเธอไม่ได้เขกลงบนหัวของเขาเหมือนปกติ
“ทำไมนายถึงอยากทำภารกิจนี้ละ” ทีช ถามอย่างสงสัยซึ่งทุกคนเองก็สงสัยเช่นกัน
“ข้าอยากทำประโยชน์ให้กับกิลบ้าง อีกอย่างข้าเองก็พอมีฝีมือนะแค่หมิงคนเดียวจะรับมือไหวงั้นเหรอ หากอีกฝ่ายมียอดฝีมือหลายคนละ”เหิ่นซ่วยอธิบายอย่างเร็วจี๋ คล้ายกับกังวลอะไรบางอย่าง
‘หน็อยยย เจ้าอ้วนนี่ข้ารู้หรอกนะว่าแกอยากไปอยู่ทีมเดียวกับหมิงเพราะความสบายจะได้ไม่ต้องต่อสู้เยอะละสิหึ แต่ครั้งนี้แม่แกคนนี้จะเข้าข้างแกสักครั้ง ฮี่ๆๆๆ’เว่ยเถียนหัวเราะอย่างชั่วร้ายในใจ
ใช่แล้วเพราะตอนนี้ทีมได้แบ่งออกเป็นสองทีมคือทีมที่จะลอบเข้าไปจับเจ้าเมืองส่วนอีกทีมคือทีมที่จะต้องบุกจวนเจ้าเมืองอย่างโจ่งแจ้งเพื่อดึงความสนใจและจะต้องคอยรับมือกับกิลอื่นด้วยเช่นกัน
เหิ่นซ่วยที่ไม่อยากต่อสู้เยอะจึงพยายามเสนอตัวเองเพื่อให้ได้อยู่ทีมที่จะลอบเข้าไปจับเจ้าเมืองเพราะอย่างน้อยก็น่าจะไม่ต้องต่อสู้เยอะเหมือนกับอีกทีมแต่ทว่าความบังเอิญนี้ดันตรงกับสิ่งที่เว่ยเถียนต้องการพอดี
“จ...จริงด้วย! ข้าว่าให้เหิ่นซ่วยไปร่วมทีมไซ...เอ๊ยทีมลอบจับเจ้าเมืองอีกคนก็ดีนะ”เว่ยเถียนเกือบหลุดปากบางอย่างออกไปแต่ก็เบรกได้ทัน
“อืม...เอางั้นก็ได้ งั้นตกลงตามนี้” ทีชตอบตกลงด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่คิดมากแต่ในใจกลับคิดบางอย่างอยู่
‘เว่ยเถียนดูแปลกไปตั้งแต่แรกแล้ว อีกอย่างหากจำไม่ผิดเธอเสนอให้ส่งไป 4คนแต่แรกอีกด้วยการที่เธอไม่ค้าน หมิง อลาโน่ และโอโรกะแสดงว่าทั้ง 3คือคนที่เธอต้องการแต่แรก ส่วนอีกคนคือเหิ่นซ่วยแน่ๆเพราปกติเธอไม่เคยเห็นด้วยกับหมอนี่ ว่าแต่เธอต้องการให้ทั้ง 4 คนลอบเข้าจวนพร้อมกันทำไมละเนี่ย’
คนอื่นๆอีกหลายคนต่างก็คิดอย่างสงสัยเช่นกันไม่ว่าจะเป็นกุยแก ฮิเดโยชิที่เจ้าความคิดหรือดาร์คและมอนจีที่มีฝีมือในการวางแผนเช่นกันรวมถึงอิจิโนเสะเองยังสงสัยเหมือนๆ กับทีช ว่าทำไมถึงต้อง 4 คน และทำไมถึงต้องเป็นเหิ่นซ่วย แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังแอบคิดอยู่เงียบๆนั่นเอง ตัวการก็ได้พูดขึ้นมาว่า
“เอ่อ...พวกเรามาตั้งชื่อทีมกันหน่อยไหมจะได้เรียกง่ายๆเช่นทีมบุกโจมตีก็ใช้ชื่อว่าทีมหลักอะไรงี้”
“ก็ดี จะได้เรียกง่ายๆ งั้นเอาเป็นทีมหลักทีมรอง ละกัน” ทีช ไม่คิดมากจึงตอบรับเว่ยเถียนทันที แต่ทว่า
“ไม่ได้! คือ...ทีมหลักนั่นข้าไม่ติดแต่สำหรับอีกทีม...คือ...พวกท่านลองมองดู 4 คนนี้ดีๆ สิไม่เหมือนทีมในนิยายที่เป็นตำนานหรอกหรือ” เว่ยเถียน ค้านพร้อมกับชี้มือไปทั้ง 4คนที่มีหน้าที่ลอบเข้าไปจับเจ้าเมือง
“นิยายที่เป็นตำนาน?” ทีช พูดอย่างสงสัย
“อ...อื้ม! อิอิ” เว่ยเถียน ตอบรับพร้อมกับหัวเราะอย่างมีเลศนัยอีกครั้ง
ในขณะที่ทุกคนกำลังคิดอยู่นั้นจู่ๆก็มีเสียงหัวเราะขึ้นมา
“ฮ่าๆๆๆๆๆ” มอนจี ที่ปกติจะเงียบๆกลับหัวเราะออกมาเสียงดังทำเอาปรางจีที่นั่งข้างๆถึงกับหันมากระซิบอย่างรวดเร็วเพราะเธอเองก็อยากรู้ว่าเว่ยเถียนหมายถึงอะไรทันใดนั้นเอง
“อ่า...ข้าเข้าใจแล้ว” กุยแก ยิ้มน้อยๆ พร้อมกับส่ายหัวอย่างจนใจ
หลังจากนั้นองค์หญิงผิงหยางก็ยกมือปิดปากหัวเราะคิกคักทำเอาอลาโน่ที่กำลังมองอยู่ถึงกับคิดจะอัดภาพตรงหน้าเก็บไว้ดูเลยทีเดียว
เว่ยเถียนที่กำลังมองทีชอยู่ว่าทีชจะนึกออกหรือไม่นั้นจู่ๆ ทีชก็หันมาทางเธอพร้อมกับถลึงตาใส่แล้วพูดว่า
“นี่สินะสิ่งที่เธอต้องการ ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี”
“คิกคิกคิก ดีออกกิลเรามีทีมจากนิยายในตำนานเชียวนะไม่ดีเหรอ...เอาละ...ต่อไปนี้ข้าในฐานะรองหัวหน้ากิลจะขอแต่งตั้งทีมในตำนานขึ้นมาซึ่งสมาชิกในทีมคือ หมิง เหิ่นซ่วย อลาโน่ และโอโรกะทีมนี้จะมีนามว่า...ไซอิ๋ว...”
เมื่อทุกคนได้ยินต่างเบิกตากว้างพร้อมกับอึ้งจนพูดไม่ออกโดยเฉพาะทั้ง 4 คนที่ถูกแต่งตั้ง ความจริงคนอื่นๆเองก็รู้จักนิยายเรื่องไซอิ๋ว เพียงแต่พวกเขาไม่ใช่คนจีนหรือคนเอเชียเลยไม่ได้ให้ความสนใจมากนักอีกอย่างนิยายเรื่องนี้ก็ผ่านมาเป็น 1,000 ปีแล้วด้วยถึงแม้จะมีการนำมาทำเป็นภาพยนตร์และซีรี่ย์อยู่เรื่อยๆ แต่พวกดาร์คหรือสมิทที่เป็นชาวต่างชาติก็ยังนึกไม่ถึงอยู่ดีนั่นเอง
ทีชที่เมื่อเห็นเว่ยเถียนประกาศไปแล้วก็ได้แต่ยอมรับและมองไปทาง 4 คนและคิดขึ้นในใจ
‘เอาเถอะเปลี่ยนจากการไปอัญเชิญพระไตรปิฎกเป็นอัญเชิญเจ้าเมืองก็ได้อยู่หรอกมั้งจะว่าไปก็เหมือนเหลือเกิน หมิง คือ หงอคง เหิ่นซ่วย คือ โป้ยก่าย โอโรกะ คือซัวเจ๋ง ส่วนอลาโน่ชอบแต่งชุดขาวเลยได้เป็น ถังซัมจั๋ง ทีมที่เดินทางไปชมพูทวีปในตำนานกลับมาอยู่ในกิลที่เราเป็นคนก่อตั้งเฮ้อ...’
มีเพียงโคล่าคนเดียวที่กำลังนั่งยิ้มพร้อมกับยกนิ้วโป้งให้กับโอโรกะเพราะเขาไม่รู้ว่านี่คือการล้อเลียนของเว่ยเถียนที่มักชอบแกล้งคนอื่นๆโดยเฉพาะกับเหิ่นซ่วย และเขาคือคนที่เคยประมือกับหมิงมาก่อนย่อมรู้ฝีมือการต่อสู้ของหมิงดีทำให้เขามั่นใจว่าทีมที่โอโรกะได้เข้าไปอยู่นี้จะต้องกลายเป็นทีมในตำนานอย่างแน่นอน