หนิงเฟยหลงควบม้ามาได้หนึ่งวันก็นึกบางอย่างได้การเดินทางครั้งนี้ต้องใช้เวลา ทำภารกิจก็ต้องใช้เวลาที่สำคัญตอนนี้กองทัพต้องการเสบียง ของมีค่าที่ติดตัวมาก็ไม่มีจะซื้อเสบียงได้อย่างไร ? สิ่งที่ทำได้คือไปล่าสัตว์อสูรแล้วนำไปขายให้สาขาหอสมบัติ หรือที่เร็วกว่าก็คือ...ป้ายระดับเงิน !
“ลู่คงเจ้าไม่ต้องติดตามข้าไปต่อแล้วให้นำของสิ่งนี้ไปยังสาขาหอสมบัติ แล้วขอเสบียงไปให้เพียงพอหนึ่งเดือนเดี๋ยวข้าจะตามไปชำระทั้งหมดเอง”หนิงเฟยหลงโยนป้ายระดับเงินให้แล้วก็ควบม้านำต่อไม่อาจชักช้าได้
เดินทางตลอดสิบวันในที่สุดก็มาถึงจุดหมายป่าใหญ่สมบัติแห่งโชคชะตา ชายหนุ่มตั้งใจที่จะมาล่าสัตว์อสูร และทำภารกิจสังหาร‘จู่ช่างลิว’ และเหยี่ยวปีกทองชายหนุ่มสืบข่าวมาแน่ชัดแล้วว่าจู่ช่างลิวกำลังไล่ล่าสัตว์อสูรตนหนึ่งอยู่ยังไม่ได้ไปที่อื่น
จู่ช่างลิวผู้นี้ในอดีตสร้างวีรกรรมสะท้านแผ่นดิน ยิ่งกว่ากงซุนอู๋ก็คือมันชายผู้สังหารอ๋องหนึ่งเดียวของแคว้นเยว่โอรสของจักรพรรดิองค์ก่อนเมื่อสิบห้าปีที่แล้ว บุกฝ่าทหารนับหมื่นฆ่าล้างไม่มีเหลือนับเป็นการสังหารหมู่ที่ดุเดือด โลหิตไหลนองเป็นสายธาร
ความบ้าคลั่งของชายผู้นี้จากการธาตุไฟเข้าแทรกถึงกับสามารถฆ่าคนได้ทั้งกองทัพ สร้างความหวาดหวั่นให้ฝูงชนทำให้จักรพรรดิมีพรราชโองการระดมพลยอดฝีมือกว่าพันคนไปจัดการทว่าผลลัพธ์ที่ได้ออกมาคือ จู่ช่างลิวหนีรอดไปได้ หนึ่งพันคนกลับมาไม่ถึงครึ่ง นับเป็นการสูญเสียที่เกินจะรับไหวและเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ จักรพรรดิมีรางโองการสร้างสำนักยุทธ์หลวงขึ้นมา
จักรพรรดิพิโรธอย่างหนักแต่ก็ไม่อาจทำสิ่งใดไปมากกว่านี้หากมากกว่านี้คงต้องยกทัพประจำพระนครกว่าสามแสนนายบุกไปฆ่าคน ๆ เดียวราชสำนักจึงทำเพียงติดป้ายประกาศจับลงไป
เดิมทีภารกิจนี้ไม่สมควรให้ศิษย์รับมาทำแต่ควรจะเป็นหน่วยงาน หรือผู้อาวุโสที่มีฝีมือสูงส่งเสียมากกว่าแต่ที่ถูกนำมาเป็นภารกิจ เพราะมันได้ถูกเจาะจงมาให้ชายหนุ่มโดยเฉพาะเรียกได้ว่าครั้งนี้ตระกูลถูลงมือกับชายหนุ่มหนักมาก ไหนจะเป็นการลอบสังหารก่อกวนภารกิจปล้นคณะทูต และการฆ่าบุคคลอันเป็นตำนาน !
สำหรับภารกิจนี้สิ่งเดียวที่ชายหนุ่มเป็นกังวลคือระดับพลังยุทธ์ของจู่ช่างลิว ที่ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ระดับใดแล้วในอดีตเมื่อสิบห้าปีที่แล้วยอดฝีมือที่ต่อกรด้วยบอกเพียงเดาได้คร่าว ๆน่าจะระดับแก่นแท้พลังขั้นที่หก ไม่รู้ว่าตอนนี้จะถึงระดับใดแล้วแต่ถึงอย่างนั้นขณะที่เลือกภารกิจมันก็ยังสนใจภารกิจนี้อยู่ดี
แต่แค่ขั้นที่หกก็ทำให้หืดขึ้นคอชายหนุ่มแล้วคงต้องงัดทั้งหมดที่มีเพื่อการต่อสู้ในครั้งนี้
“ถึงมันจะยาก แต่ก็น่าลองดู”แววตามุ่งมั่นปรากฏขึ้นอีกครั้ง ดวงตาคู่นั้นทอดสายตาไปไกลตรงเข้าไปยังป่าลึก
..........
กลุ่มของหนิงเฟยหลงได้ลงม้าเดินเข้าไปในป่าผ่านเขตสัตว์อสูรระดับหนึ่งและสองไปแล้วระหว่างทางก็ไม่ได้ทำการสังหารสัตว์อสูรแต่อย่างใดนั่นเพราะการสังหารสัตว์อสูรระดับต่ำแทบไม่มีความจำเป็นสำหรับมัน การนำไปแลกได้ต่ำเกินไป
เขตสัตว์อสูรระดับสาม
กลุ่มของชายหนุ่มจัดขบวนเดินตามกันไปโดยมีซู่เฟิงนำหน้า กงจิ้นซ้าย เย่เซียวขวา จางจิ้นจี้และจางจิ้นสิงอยู่ด้านหลังหนิงเฟยหลงอยู่ตรงกลางคอยควบคุมการเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นระหว่างได้สังหารสัตว์อสูรไปหลายสิบตัวหนิงเฟยหลงแทบไม่ต้องออกแรง เพียงแค่ยืนเฉย ๆ ออกคำสั่งอยู่กลางวงก็เท่านั้น
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่ทันจะได้เข้าสู่เขตที่สี่ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว
“พวกเราพักผ่อนกันที่นี่เถอะกะแรกข้าจะเข้าเวรให้เอง” หนิงเฟยหลงกล่าว
“ไม่ได้หรอกคุณชายท่านพักผ่อนเถอะที่เหลือให้พวกข้าน้อยดูแลเอง” ซู่เฟิงปฏิเสธ
ทว่าไหนเลยจะลดความพยายามของชายหนุ่มได้“ข้าคิดดีแล้ว เราร่วมเดินทางกันมา อย่างน้อย ๆ ก็ให้ข้าช่วยแบ่งเบาภาระได้บ้างการเดินทางภายหน้ายังอีกยาวไกล จำเป็นต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันยามนี้ไม่สมควรแบ่งแยกกันด้วยฐานะ เอาตามนี้เถอะ”
เมื่อคิดว่าเกลี้ยกล่อมไม่ได้แล้วทั้งยังจนด้วยเหตุผลซู่เฟิงจึงไม่กล่าวสิ่งใดต่อได้แต่ยอมรับและทำตาม
จางจิ้นจี้ จางจิ้นสิงเย่เซียวและกงจิ้นที่ได้ฟังก็ยังรู้สึกเลื่อมใสในตัวผู้นำของมันยิ่งขึ้น ที่มีความคิดเช่นนี้ผิดแปลกไปจากคนส่วนมากที่จะเห็นประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่
ราตรีผ่านพ้นไป ยามค่ำคืนไม่ได้มีสัตว์อสูรร้ายเข้ามาก่อกวนทุกคนต่างได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
ออกเดินทางเข้าส่วนลึกได้ไม่ไกลนักกลุ่มของหนิงเฟยหลงก็พบเจอเข้ากับสัตว์อสูรระดับสี่สองตัวพร้อมกันอีกทั้งดูเหมือนพวกมันจะเป็นคู่กันด้วยตามจริงหนิงเฟยหลงก็อยากจะเดินผ่านไปไม่อยากรบกวนความสงบสุขของพวกมัน
ทว่าเจ้าสัตว์อสูรทั้งสองจู่ ๆ ก็วิ่งกระโจนเข้าใส่ขบวนของหนิงเฟยหลงหนิงเฟยหลงตกใจเล็กน้อย เพราะมันไม่ทันจะตั้งตัว“อุตส่าห์จะไม่สนใจเจ้าสองตัวแล้วแท้ ๆ”
“แปรขบวน สร้างโล่ !”โล่หยวนถูกสร้างขึ้นด้านหน้าตามคำสั่งของชายหนุ่ม
ปัง ปัง !
สัตว์อสูรทั้งสองชนเข้ากับโล่หยวนอย่างจังทำให้พวกมันต่างมึนหัว เปิดโอกาสให้ชายหนุ่มลงมือชายหนุ่มทะยานร่างขึ้นอากาศพร้อมกับตวัดกระบี่เป็นรูปจันทร์เสี้ยว
“สายลมเสี้ยวจันทร์ !”
พลังหยวนควบแน่นกับสายลมเกิดเป็นคมกระบี่เสี้ยวจันทร์ ตัดขาดศีรษะของสัตว์อสูรทั้งสองให้กระเด็นท่ามกลางความตื่นตะลึงของ คนทั้งห้าที่ยังไม่ได้ลงมือ
“ผู้นำนี่ท่านถึง....แก่นแท้พลังแล้วรึ?!” จางจิ้นจี้เอ่ยถามด้วยความตกตะลึง
“เปล่า ข้าอยู่แค่กำเนิดพลังเท่านั้น”
“.....”ทุกคนต่างหันมองหน้ากันแล้วหันกลับไปมองชายหนุ่มด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ
หนิงเฟยหลงเห็นสีหน้าแววตาของผู้คนดังนั้นก็รู้สึกหงุดหงิดใจ“นี่พวกเจ้าไม่เชื่อข้ารึ ?”
ทั้งห้าคนพากันส่ายหน้าหนิงเฟยหลงเองก็จนใจ เดินไปเก็บแก่นสัตว์อสูรใส่ในแหวนมิติเสียอย่างนั้นปล่อยให้ห้าคนนั้นงงกันไปใหญ่
“เชื่อข้าเถอะ ข้าอยู่กำเนิดพลังจริง ๆ”ว่าแล้วก็โชว์เสียหน่อย หนิงเฟยหลงจำกัดลมปราณให้อยู่ขั้นที่สาม
ตูม !! กระแสลมปราณถูกปลดปล่อยออกมา
“มันเป็นกำเนิดลมปราณจริง ๆทั้งยังเป็นขั้นที่สามนี่พวกเราสู้คุณชายที่อยู่ขั้นที่สามของกำเนิดลมปราณไม่ได้หรือเนี่ย”ทุกคนต่างพากันเศร้าใจ หนิงเฟยหลงที่หวังว่าทุกคนจะกลับมาเป็นปกติก็ถึงกับไปไม่ถูกเลย
ชายหนุ่มจึงได้อธิบายถึงเรื่องที่มันเป็นผู้เข้าถึงกระบี่แล้วจึงทำให้อานุภาพกระบี่นั้นร้ายแรง สามารถสังหารสัตว์อสูรระดับสี่ได้ด้วยเจตจำนงที่แข็งแกร่งหาใช่ลมปราณไม่ พวกนั้นจึงหายเศร้าสลดไป แต่กลายเป็นรู้สึกทึ่งในตัวของชายหนุ่มแทน
หนิงเฟยหลงรู้สึกแปลกไม่น้อยที่อยู่ดี ๆคนของมันก็มีนิสัยคล้ายกับเด็กเกินไป มันไม่สมควรจะเป็นเช่นนี้แต่ก็หาใช่สาระสำคัญไม่เพียงแต่ก่อนที่จะเดินทางต่อได้บอกให้ทุกคนเรียกตัวมันให้เหมือนกันแต่เดิมแต่ละคนจะเรียกตัวมันว่า ‘นายน้อย’ บ้าง ‘คุณชาย’ บ้าง ‘ผู้นำ’ บ้าง หนิงเฟยหลงจึงขอให้ทุกคนเปลี่ยนมาเรียกมันว่า‘ผู้นำ’และให้ทุกคนเข้าร่วมสังกัดกองกำลังส่วนตัวของตนเอง
..........
ดวงตาคู่ลึกลับส่งสายตาที่เย็นชาจ้องมองกลุ่มชายหนุ่มตั้งแต่ก่อนเข้ามาที่ป่านี้ มันก็ได้ตามพวกเขามาแล้ว
“ก็แค่เด็กน้อยเท่านั้นผู้ติดตามอีกไม่กี่คน สุ่มส่งคนมาจัดการก็ได้แล้ว ไยต้องส่งข้าผู้นี้มาด้วยที่ปรึกษาท่านช่างประเมินเจ้าหนูนี่สูงส่งเกินไปแล้ว !” เงานี้บ่งบอกถึงความเบื่อหน่ายมันไม่คิดว่าคนอย่างมันต้องมาติดตามกลุ่มเด็กน้อยพวกนี้ ช่างเสียเวลาจริง ๆ
ยิ่งคิดมันก็ยิ่งหงุดหงิดใจแววตาของมันก็เปลี่ยนเป็นแววตาสังหารในทันใด แผ่ซ่านความเย็นเยียบออกมาทว่าไอสังหารนั้นก็ได้หายไปอย่างรวดเร็ว มันเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่เท่านั้นไม่อาจให้พวกชายหนุ่มรับรู้จากมีตัวตนของมันได้
ถึงแม้มันจะคิดว่าภารกิจนี้ง่ายดายแต่ก็ไม่อาจให้ล้มเหลวได้ โดยเฉพาะการที่ที่ปรึกษาเจาะจงเลือกมันมาก็เห็นแล้วว่าสมควรเป็นเรื่องที่ยากและสำคัญ ทว่าในใจมันกลับโต้แย้งการต่อกรกับเด็กน้อยที่อายุไม่ถึงยี่สิบปีน่ากลัวไฉนเพียงใช้นิ้วขยี้เสียก็จบสิ้นแล้ว แต่มันก็ยังไม่กล้าประมาทเท่าใดนักที่ปรึกษาย้ำนักย้ำหนาจนมันเองก็คลางแคลงใจไม่น้อย
มันขบคิดทบทวนแล้วก็กลายเป็นเงาพร่าเลือนหายลับไป...