ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 6 บทที่ 153 เรื่องนี้เกี่ยวพันกับเกียรติยศของชาติ พวกเราไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้

            “เกี่ยวอะไรกับคุณด้วย”

            ลั่วฉางเกอเบะปากอย่างไม่ใส่ใจและไม่สนว่าอู่เหมิงเอินจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเขาหมุนตัวกลับมาแล้วโบกมือเรียกลู่เซิ่ง “ลู่เซิ่งเธอมานี่”

            “ผมเหรอ?”

            ลู่เซิ่งที่เห็นผู้คนในเหตุการณ์ตกอยู่ในอาการมึนงงไม่แพ้กันเขาชี้นิ้วเข้าหาตัวเองด้วยความงุนงง...

            “ใช่แล้ว เธอนั่นแหละ”

            ลั่วฉางเกอพยักหน้ายืนยันอีกครั้ง

            “เอ่อ... มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นแม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัย แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับลั่วฉางเกอเขาก็ไม่กล้าชักช้า รีบสาวเท้าเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าอีกฝ่ายทันที

            “เนื่องจากเธอทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการสอบรอบที่สองทางสถาบันจิงหัวของเราจึงตัดสินใจมอบรางวัลเพิ่มเติมให้เป็นกรณีพิเศษ”

            ลั่วฉางเกอเอ่ยพลางล้วงเอาค้อนศึกสีเขียวความยาวประมาณหนึ่งเมตรออกมาจากช่องเก็บของติดตัวท่ามกลางสายตาตกตะลึงของฝูงชน ก่อนจะยัดมันใส่อ้อมแขนของลู่เซิ่งโดยตรง

            “นี่คือรางวัลของเธอ รับไว้ให้ดี” ลั่วฉางเกอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

            “เอ๊ะ? นี่คืออะไรครับ?”

            ลู่เซิ่งผู้น่าสงสารยังไม่ทันตั้งตัวว่าเกิดอะไรขึ้นก็รู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่ทับลงบนมือ

            เขามองดูค่าสถานะพื้นฐานของค้อนศึกในมือตามสัญชาตญาณ

            ทว่าทันทีที่เห็นเขาก็ต้องตกใจจนแทบจะอุทานออกมาเสียงดังลั่น

             [ค้อนศึกพายุ] 

             [ประเภท: อาวุธสองมือ] 

             [พลังโจมตี: 1,244 - 1,688] 

             [พละกำลัง: +450] 

             [ความทนทาน: +400] 

             [เงื่อนไขลำดับขั้น: เปลี่ยนอาชีพครั้งที่สอง] 

             [เอฟเฟกต์พิเศษของอุปกรณ์ 1: เมื่อโจมตีถูกศัตรูมีโอกาส 20% ที่จะอัญเชิญโล่พายุหมุนออกมาปกป้องตนเองโล่พายุหมุนสามารถดูดซับดาเมจได้ 500 แต้ม] 

             [เอฟเฟกต์พิเศษของอุปกรณ์ 2: หากภายใน 20 วินาทีถัดไป โล่พายุหมุนไม่ถูกทำลายมันจะวิวัฒนาการกลายเป็นพายุที่น่าสะพรึงกลัว สามารถสร้างดาเมจเวทมนตร์แก่ศัตรูได้1,000 แต้ม] 

             [คุณภาพ: ระดับมหากาพย์] 

            ...ในยามที่พายุถาโถม คือวันสูญสิ้นสรรพสิ่ง!

            ...

            “นี่... นี่คืออาวุธระดับมหากาพย์งั้นเหรอ?”

            เมื่อเห็นค่าสถานะที่หรูหราจนเข้าขั้นย้อนแย้งกับกฎเกณฑ์ของค้อนในมือสีหน้าของลู่เซิ่งก็เปลี่ยนไปทันที

            ในขณะเดียวกันผู้คนโดยรอบที่มองเห็นค่าสถานะของค้อนศึกพายุเล่มนี้ต่างก็เกิดอาการสติแตกกันไปตามๆ กัน

            “เฮ้ย ค้อนเล่มนี้... เป็นอุปกรณ์ที่มีคุณภาพระดับมหากาพย์จริงๆ เหรอ?”

            “บ้าเอ๊ย ฉันตาฝาดไปหรือเปล่า”

            “อุปกรณ์ระดับมหากาพย์เชียวนะโว้ยเกิดมาจนป่านนี้เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกนี่แหละ”

            ซี้ด!

            เสียงสูดลมหายใจดังระงมไปทั่วบริเวณผู้คนต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

            แม้แต่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดอย่างฉู่เอ้าและหลงเฉิน หรือแม้แต่อวิ๋นเทียนหลันที่มักจะวางตัวสงบนิ่งกับทุกเรื่องยังอดไม่ได้ที่จะต้องจ้องมองด้วยความตกตะลึง

            นั่นเป็นเพราะค่าสถานะของ‘ค้อนศึกพายุ’ เล่มนี้มันหรูหราเกินไปจริงๆ

            ไม่ต้องพูดถึงโบนัสพละกำลัง450หน่วยและความทนทาน 400 หน่วยที่เพิ่มเข้ามา

            แค่เอฟเฟกต์พิเศษทั้งสองอย่างของค้อนเล่มนี้ที่มีทั้งป้องกันและโจมตีก็เรียกได้ว่าครบเครื่องทั้งรุกและรับอย่างไร้จุดอ่อน

            หากนำไปเปรียบเทียบกับอุปกรณ์ระดับทองคำมืดที่สถาบันจิงหลงเคยมอบเป็นรางวัลให้กับผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดทั้งสามก่อนหน้านี้อุปกรณ์เหล่านั้นก็เป็นเหมือนเศษขยะที่เทียบไม่ติดฝุ่นไปเลยทีเดียว

            “ว่าไงนะ? ระดับมหากาพย์งั้นเหรอ?”

            ในตอนนี้แม้แต่อู่เหมิงเอินที่เป็นถึงรองคณบดีของสถาบันจิงหลงเมื่อเห็นการกระทำที่น่าตกใจของลั่วฉางเกอ ก็อดไม่ได้ที่จะแผดเสียงคำรามออกมา“ลั่วฉางเกอ คุณบ้าไปแล้วหรือไง?”

            ทว่าลั่วฉางเกอก็ยังคงไม่สนใจเช่นเดิมเขาหันไปมองลู่เซิ่งพร้อมถามด้วยรอยยิ้มว่า “ลู่เซิ่งอุปกรณ์ชิ้นนี้ เธอพอใจไหม?”

            ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นกว่าจะดึงสติกลับมาได้ก็ใช้เวลาครู่ใหญ่ เขาทำท่าจะคืน‘ค้อนศึกพายุ’ ในมือกลับไป

            “ท่านรองคณบดีครับ ของชิ้นนี้มันล้ำค่าเกินไป ผมรับไว้ไม่...”

            “รับไปเถอะ นี่คือรางวัลที่เธอสมควรได้รับ รีบเก็บไว้เถอะ”

            ลั่วฉางเกอเหมือนจะคาดการณ์เอาไว้อยู่แล้วนอกจากจะไม่รับค้อนคืน เขายังกำชับให้อีกฝ่ายรีบเก็บมันลงไป

            หลังจากพูดเช่นนั้นไปลั่วฉางเกอก็กล่าวด้วยความชื่นชมว่า “หวังว่าในการสอบรอบต่อๆไป เธอจะพยายามให้มากขึ้น สร้างสถิติใหม่ขึ้นมาอีกสถาบันจิงหัวของเราเล็งเห็นศักยภาพในตัวเธอนะ”

            “เอ่อ...”

            ลู่เซิ่งยังไม่ทันเข้าใจสถานการณ์ดีนักอู่เหมิงเอินที่อยู่ข้างๆ ก็ถามขึ้นด้วยอาการตกใจ “เฮ้ยลั่วฉางเกอ สถาบันจิงหัวของพวกแก คงไม่ได้คิดจะรับพาลาดินคนนี้เข้าเรียนหรอกนะ...”

            “แล้วมันจะทำไม?”

            ลั่วฉางเกอเหยียดยิ้มมุมปากไม่คิดจะปิดบัง ซ้ำยังยอมรับออกมาอย่างเปิดเผย

            แต่คำพูดนี้หลุดออกจากปากก็ทำให้อู่เหมิงเอินไม่สามารถระงับความตื่นตะลึงได้อีกต่อไปเขาแหงนหน้าหัวเราะจนน้ำตาไหล ราวกับได้ฟังเรื่องตลกที่ขบขันที่สุดในโลก

            “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”

            “ลั่วฉางเกอนะลั่วฉางเกอ สถาบันจิงหัวของพวกแกนี่ถึงขั้นหมาจนตรอกแล้วจริงๆถึงได้ยอมลงทุนมหาศาลกับพาลาดินขยะแบบนี้”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้ราวกับว่าเขานึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นผู้ที่เข้าใจแจ่มแจ้งก่อนจะตะโกนใส่ลั่วฉางเกอว่า “อ้อ ฉันรู้แล้วแกคงรู้ล่วงหน้าสินะว่าสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดจะไม่มีวันเลือกสถาบันจิงหัวเลยจำใจต้องเอาพาลาดินคนนี้มาเป็นเบี้ยทิ้งล่ะสิ”

            สิ้นคำพูดอู่เหมิงเอินก็ไม่สนปฏิกิริยาของลั่วฉางเกอ เขาเบะปากอย่างดูแคลน“เหอะ เมื่อก่อนฉันอุตส่าห์หลงนึกว่าแกเป็นสุภาพบุรุษ ที่ไหนได้ลับหลังกลับต่ำช้าหน้าด้านขนาดนี้ให้พาลาดินไปสู้กับผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะของสถาบันสเตมอร์นี่มันชัดเลยว่าแกกำลังผลักเขาลงขุมนรก”

            “อู่เหมิงเอิน ไปตายซะเถอะอย่าเอาความคิดโสมมของสถาบันจิงหลงมาตัดสินคนอื่น”

            ลั่วฉางเกอเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟเขารีบหันไปอธิบายกับลู่เซิ่งเพราะกลัวว่าจะเข้าใจผิด“ลู่เซิ่ง เธออย่าไปฟังมันพูดเหลวไหลนะสถาบันจิงหัวของเรายึดถือความเที่ยงธรรมมาโดยตลอด...”

            เขาพูดไม่ทันจบลู่เซิ่งก็โบกมือตัดบท

            “พอเถอะครับ คุณไม่ต้องอธิบายหรอก”

            ลู่เซิ่งมีท่าทีสงบนิ่งก่อนจะเอ่ยเรียบๆ ว่า “ไม่ว่าคุณจะหลอกใช้ผมหรือไม่แต่การแข่งขันกระชับมิตรกับจักรวรรดิอินทรีขาวในครั้งนี้ ผมจะเข้าร่วมอย่างแน่นอน”

            “อะไรนะ? เธอ...เธอตั้งใจจะขอเข้าร่วมการแข่งขันกระชับมิตรเองเหรอ?”

            ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมาไม่เพียงแค่ลั่วฉางเกอ แม้แต่อู่เหมิงเอินก็ยังอึ้งไปตามๆ กัน

            เพราะพวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าลู่เซิ่งที่เป็นเพียงพาลาดินจะกล้าเสนอตัวเข้าร่วมการแข่งขันกับจักรวรรดิอินทรีขาวด้วยตัวเอง

            ทว่าลู่เซิ่งกลับไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของทั้งสองคนเขาเงยหน้าขึ้นแล้วกล่าวเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า“เรื่องนี้เกี่ยวพันกับเกียรติของชาติบ้านเมืองพวกเราไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้”

            “ดี เป็นคำว่า ‘ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ’ ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ฮ่าฮ่าฮ่า”

            ลั่วฉางเกอได้ยินเช่นนั้นก็ตื่นเต้นจนแทบจะตะโกนออกมาเขาอดไม่ได้ที่จะตบไหล่ลู่เซิ่งพลางกล่าวชมไม่ขาดปาก“ลู่เซิ่ง ฉันดูคนไม่ผิดจริงๆ”

            “เหอะ แค่พาลาดินขยะอย่างแกยังริอ่านจะไปปะทะกับผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะของสถาบันสเตมอร์งั้นเหรอ?”

            เสียงนี้มาจากอู่เหมิงเอินนั่นเอง

            เมื่อเห็นว่าแผนเสี้ยมระแวงไม่ได้ผลเขาก็เลิกเสแสร้งและหัวเราะเยาะอย่างไม่ปิดบัง “ฉันว่าแกเอาตัวให้รอดจากการสอบตรงหน้านี้ก่อนจะดีกว่า”

            ได้ยินดังนั้นหัวใจของลั่วฉางเกอก็พลันหนักอึ้ง เขาถามกลับทันควัน“อู่เหมิงเอิน แกหมายความว่ายังไง?”

            แต่อู่เหมิงเอินไม่ได้สนใจจะตอบคำถามเขาหันกลับไปประกาศเสียงดังต่อหน้ากลุ่มคนที่ยังตกอยู่ในความงงงวยเบื้องล่าง“การสอบรอบชิงชนะเลิศระดับชาติในปีนี้จะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้เวลาแปดนาฬิกาตรง”

            “เพื่อให้ทุกคนได้เตรียมความพร้อมในสภาวะที่ดีที่สุดก่อนรอบชิงชนะเลิศทางสถาบันจิงหลงของเราได้จัดเตรียมโรงแรมที่พักไว้ให้พวกคุณทุกคนแล้ว”

            “หลังจากนี้ ทุกคนสามารถลงจากเขาไปรวมตัวกับผู้อำนวยการโรงเรียนของตนเองเพื่อให้ผู้อำนวยการพาทุกคนไปยังโรงแรมและทำการพักผ่อน”

            “ขอให้ทุกคนได้รับคะแนนตามที่คาดหวังในการสอบรอบชิงชนะเลิศพรุ่งนี้แล้วเจอกันใหม่วันพรุ่งนี้”

             

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน