ผมจำไม่ได้แล้วว่าั้แ่เมื่อไรที่ชีวิตประจำวันของผูกติดอยู่กับป้ายรถเมล์ตรงสี่แยกเก่าแห่งนั้น ทุกเช้าก่อนไปทำงาน และทุกเย็นตอนเลิก ผมต้องมายืนรอรถตรงนั้นเสมอ มันกลายเป็กิจวัตรที่ไม่ต่างจากการหายใจ กินข้าว หรือเข้านอน
ตอนแรก ทุกอย่างก็เป็เพียงความน่าเบื่อในชีวิตเมือง แต่ไม่นานนัก…ผมก็เริ่มสังเกตเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติ
ที่ป้ายรถเมล์นั้นมักจะมีคนอยู่ประจำอยู่แล้วหลายคน — ชายวัยกลางคนใส่เสื้อเชิ้ตสีซีด, หญิงสาวผมยาวใส่ชุดทำงานสีดำ, เด็กนักเรียนมัธยมในชุดนักเรียนเก่า ๆ ที่ดูเหมือนจะไม่เข้ากับยุคสมัย พวกเขามักมายืนอยู่ตรงตำแหน่งเดิมทุกวัน ไม่ว่าผมจะมากี่โมง หรือฝนตกแดดออก ก็ไม่เคยพลาด
แรก ๆ ผมคิดว่ามันเป็เื่บังเอิญ เมืองใหญ่ ๆ แบบนี้ ใคร ๆ ก็ต้องใช้เส้นทางเดิม ๆ ไปทำงานหรือไปเรียนอยู่แล้ว แต่ที่น่าประหลาดคือ พวกเขา ไม่เคยขึ้นรถเมล์จริง ๆ เลย
ผมเคยแอบสังเกตอยู่หลายครั้ง เวลารถเมล์เข้ามา คนอื่น ๆ ก้าวขึ้นปกติ แต่คนสามสี่คนที่ว่า จะยืนเฉย ๆ ปล่อยให้รถวิ่งผ่านไป เหมือนพวกเขาไม่ได้รอรถจริง ๆ
ยิ่งนานวัน ผมก็ยิ่งขนลุก เพราะเสื้อผ้าพวกเขาก็เหมือนเดิมทุกครั้ง ไม่มีเปลี่ยน ไม่มีรอยยับใหม่ ๆ ไม่มีแม้แต่เหงื่อหรือรอยเปื้อน ทั้งที่แดดร้อนจนผมแทบเป็ลม
คืนหนึ่ง หลังจากทำงานล่วงเวลาจนดึก ผมกลับมาที่ป้ายรถเมล์นั้น เวลาเกือบเที่ยงคืน ถนนโล่งเงียบ รถวิ่งผ่านน้อยมาก แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ๆ ผมก็เห็นพวกเขายืนอยู่เหมือนเดิม ราวกับรูปปั้นที่ถูกตั้งรอใครบางคน
หัวใจผมเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ ขณะพยายามเมินหน้าหนีไปอีกทาง แต่ทันใดนั้นเอง...เด็กนักเรียนในชุดซีดเก่าคนนั้นหันหน้ามามองผม
สายตาเขาว่างเปล่า ไม่มีประกายชีวิต แต่ริมฝีปากกลับค่อย ๆ ขยับเหมือนกำลังเรียกชื่อผม
“...เอก...”
ผมชะงักไปทั้งร่าง ความเย็นไหลผ่านสันหลัง มือไม้สั่นจนเกือบทำโทรศัพท์หล่น ทั้งที่ผมไม่เคยบอกชื่อให้ใครที่ป้ายนั้นรู้เลย
รถเมล์สาย 67 เข้ามาเทียบพอดี ผมรีบก้าวขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง พยายามหายใจลึก ๆ แล้วบอกตัวเองว่าอาจหูฝาด อาจเป็ภาพหลอนจากความเหนื่อยล้า แต่ในใจกลับรู้แน่ว่า…มันไม่ใช่
วันต่อมา ผมยังคงต้องใช้เส้นทางเดิมเหมือนทุกที หวังว่าความกลัวเมื่อคืนจะเลือนหายไป แต่สิ่งที่รอผมอยู่กลับเลวร้ายยิ่งกว่า
เมื่อผมมาถึงป้ายรถเมล์นั้นอีกครั้ง ทุกอย่างเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน ชายเชิ้ตสีซีด หญิงสาวชุดดำ เด็กนักเรียนเก่า ๆ ยืนอยู่ในตำแหน่งเดิม แต่คราวนี้พวกเขา หันหน้ามาทางผมพร้อมกัน
ผมแทบหยุดหายใจ ขาแข็งราวกับถูกตรึงอยู่กับพื้น
แล้วหญิงสาวในชุดดำก็ก้าวออกมา เธอเคลื่อนไหวช้า ๆ เหมือนหุ่นเชิดที่ถูกสายบางอย่างดึงอยู่ ทุกก้าวที่ใกล้เข้ามา เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นซีเมนต์ก็ดังสะท้อนชัดเจนจนเหมือนก้องอยู่ในหู
“...ที่นี่...ไม่ใช่ที่ของเธอ...”
เสียงของเธอดังก้องทุ้มต่ำ ไม่สอดคล้องกับริมฝีปากที่ขยับเลยแม้แต่น้อย ผมแทบวิ่งหนีไปทันที แต่ในชั่ววินาทีนั้นเอง รถเมล์สายเดิมก็แล่นเข้ามาจอด
เหมือนทุกอย่างหยุดนิ่งไปชั่วครู่ คนทั้งสามหันกลับไปประจำที่เหมือนเดิม เงียบราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
ผมขึ้นรถเมล์ด้วยขาสั่น ๆ ตลอดทางจนถึงบ้านก็ไม่กล้าส่องกระจกหรือดับไฟนอน หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก
หลายวันต่อมา ผมยังคงเจอพวกเขาที่เดิมเหมือนทุกครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้ผมขนลุกที่สุดคือ ผมเริ่มได้ยินเสียงกระซิบจากคนบนรถเมล์ พวกเขาคุยกันเบา ๆ ว่า...
“เห็นใช่ไหม...เขายืนอยู่ตรงนั้นทุกวันเลย...นานแล้วนะ...”
ผมเงยหน้ามองไปรอบ ๆ แต่ทุกคนทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แล้วผมก็หันไปมองกระจกหน้าต่างรถ ทันทีที่สายตาสบกับเงาสะท้อน...ผมเห็นตัวเองกำลังยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์นั้น ยืนอยู่ข้าง ๆ พวกเขา...นิ่ง ไม่ไหวติง
รถเคลื่อนไป แต่เงาของผม...ยังคงอยู่ตรงนั้น
ั้แ่คืนนั้น หลังจากผมเห็นเงาของตัวเองยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์…ทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมมองกระจกเงาในห้องน้ำ พบว่าหน้าตาตัวเองซีดผิดปกติ รอยคล้ำใต้ตาหนักขึ้นจนแทบเป็สีม่วง ทั้งที่เมื่อคืนพยายามนอนให้เต็มที่ แต่กลับฝันซ้ำ ๆ ว่าตัวเองยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ไม่ขยับเขยื้อน เหมือนถูกตรึงด้วยตะปูมองไม่เห็น
ผมเล่าเื่นี้ให้เพื่อนร่วมงานฟัง เขาหัวเราะ บอกว่าผมคงทำงานหนักไป แต่สิ่งที่ทำให้ผมเย็นวาบไปทั้งร่างคือ…เขาพูดต่อว่า
“ว่าแต่เอก นายยังขึ้นรถเมล์เหรอ? ป้ายตรงนั้นมันถูกยกเลิกไปตั้งหลายปีแล้วนะ”
ผมอึ้ง พยายามค้านว่าเมื่อวานผมเพิ่งไปยืนรอจริง ๆ แต่เขาส่ายหน้า บอกว่าตรงสี่แยกเก่ามีแต่ตึกว่างเปล่า ไม่มีรถเมล์วิ่งผ่านมานานแล้ว
หัวใจผมเต้นแรงจนแทบหลุดออกมา แต่ยังไม่ยอมเชื่อ เลิกงานวันนั้นผมเลยตัดสินใจไปที่ป้ายอีกครั้ง
และมันก็ยังอยู่ตรงนั้น ป้ายสนิมเขรอะ กระจกแตกครึ่งหนึ่ง และคนสามสี่คนเดิมยืนอยู่เหมือนเคย พวกเขาไม่หันมา ไม่พูด ไม่ทำอะไร นอกจากรอรถที่ไม่มีวันมา
ผมรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป แต่จอปรากฏเพียงป้ายว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่เงาเดียว
ราวกับทั้งหมดนั้นมีเพียงผมที่มองเห็น
วันต่อ ๆ มา ความจริงและความฝันเริ่มปะปนกัน ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองยังขึ้นรถเมล์กลับบ้านจริง ๆ หรือเปล่า เพราะทุกครั้งที่รถแล่นไปถึงบ้าน ผมแทบจำรายละเอียดระหว่างทางไม่ได้เลย เหมือนมันขาดหายไปทั้ง่
สิ่งที่ทำให้ผมแทบคลั่งคือการที่ผมเริ่มได้ยินเสียงกระซิบจากคนรอบข้าง ในร้านสะดวกซื้อ บนบันไดรถไฟฟ้า หรือแม้แต่ในที่ทำงาน
“เขายืนอยู่ที่ป้ายทุกวันเลยนะ...”
“นานแล้ว...ไม่ขยับเลย...”
ทุกครั้งที่หันไป มักไม่มีใครพูดจริง ๆ หรือไม่ก็เป็เสียงที่ไม่ตรงกับริมฝีปากคนเ่าั้
คืนหนึ่ง ผมตัดสินใจท้าทายความกลัว ออกไปที่ป้ายในเวลาตีสอง ถนนว่างเปล่า มีเพียงไฟถนนกระพริบสลัว เมื่อเดินเข้าใกล้ ผมเห็นร่างเดิม ๆ อยู่ตรงนั้น
แต่ครั้งนี้ พวกเขา หันมาพร้อมกัน ดวงตาทั้งหมดจ้องตรงมาที่ผม และในเงาสะท้อนของกระจกแตก ๆ บนป้าย ผมเห็นว่ามี ร่างเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง ร่างของผมเองที่ยืนรวมอยู่กับพวกเขา
เสียงกระซิบแ่ต่ำดังรอบตัว
“เ้าของใหม่...มาแล้ว...”
ผมะโลั่น วิ่งหนีสุดชีวิต ไม่หันหลังกลับ แต่ยิ่งวิ่ง ถนนก็ยิ่งทอดยาวไม่สิ้นสุด เหมือนว่าอยู่ที่เดิม ป้ายรถเมล์ยังคงโผล่ตรงหน้า ไม่ว่าผมจะวิ่งไปทางไหน
สุดท้าย ขาของผมทรุดลงกับพื้น ลมหายใจหอบถี่ ก่อนที่ทุกสิ่งจะดับวูบไป
