เมื่อเสร็จสิ้นการประชุม ขุนนางน้อยใหญ่ต่างก็ออกมาถกเถียงถึงตำแหน่งของเฟิ่งเซียน กระนั้นก็มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าที่คิดจะต่อต้าน
หากผู้ที่ได้ตำแหน่งนี้เป็นนางก็ดีไม่ใช่หรือ เช่นไรนางก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีบุญคุณที่ช่วยชีวิตพวกตนและครอบครัว อีกทั้งนางเป็นถึงผู้ชนะการประลองอันดับหนึ่งและเป็นเจ้าสำหนักเพลิงบุปผา หากมีนางเข้ามาดำรงตำแหน่งนี้ไม่แน่ว่าอนาคตของแคว้นฉีจะรุ่งเรืองและดียิ่งๆ ขึ้นไปก็เป็นได้
ขุนนางอาวุโสหลายคน ที่เเต่เดิมไม่เคยเปิดใจให้สตรีเข้ามาทำหน้าที่สำคัญเช่นนี้ ก็เริ่มที่จะเปลี่ยนความคิดกันบ้างแล้ว
ในราชสำนักเองมีการเปลี่ยนแปลงมากมายตั้งแต่มีเรื่องในครั้งนั้นขึ้น ขุนนางที่กระทำการฉ้อราษฎร์บังหลวงทุกคนถูกทางการจับกุมและยึดทรัพย์เข้าท้องพระคลัง ทางราชสำนักได้ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ผู้ใดที่มีส่วนในการกระทำผิดจะถูกประหาร แต่ผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องและไม่รู้เห็นองค์ฮ่องเต้ทำเพียงแค่ลดขั้นและขับไล่ออกจากแคว้นเพียงเท่านั้น
ถือเป็นเมตตามากแล้วสำหรับพวกเขา ราษฎรมากมายต่างสรรเสริญคุณงามความดีนี้ ต่างพากันคิดว่าดีเหลือเกินที่พวกตนเกิดมาในแผ่นดินที่มีกษัตริย์ที่ทำเพื่อประชาชนจนถึงที่สุด
.
.
ในเช้าวันต่อมามีการประกาศราชโองการแต่งตั้งเฟิ่งเซียนขึ้นดำรงตำแหน่ง 'องค์หญิงคุ้มแคว้น' ราษฎรหลายฝ่ายต่างถกเถียงกันถึงความเหมาะสม
พวกเขายังข้องใจว่าเหตุใดสตรีผู้หนึ่งที่ไม่ใช่แม้แต่เชื้อพระวงค์ ถึงได้รับตำแหน่งสำคัญเช่นนี้ แต่ข้อครหานั้นจบสิ้นไปเมื่อมีราชโองการอีกฉบับประกาศออกมา เนื้อหาของราชโองการนั้นสรุปได้ว่า
'เจ้าสำนักเพลิงบุปผา เฟิ่งเซียน สร้างคุณงามความดีใหญ่หลวง ช่วยเหลือในการจับกุมเหล่าขุนนางที้ทำการฉ้อราษฎร์บังหลวง และช่วยเหลือชีวิตเชื้อพระวงค์รวมถึงขุนนางมากมาย
ซ้ำการกระทำนี้ก็เป็นการกระทำเพื่อปกป้องแว่นแคว้นจากภัยอันตราย โดยที่ตัวของนางไม่ได้ห่วงชีวิตของตนแม้แต่น้อย '
ในราชโองการยังมีการกล่าวถึงการกระทำผิดของฮองเฮาและตระกูลฮุ่ย เมื่อทุกคนได้ฟังราชโองการแล้ว จากที่เคลือบแคลงสงสัยต่างพากันสรรเสริญองค์หญิงคุ้มแคว้นองค์ใหม่ผู้นี้ และไม่ต่างกันผู้คนทั้งหลายยังสาปแช่งตระกูลฮุ่ยที่เกือบทำลายแคว้นที่พวกเขารัก
.
.
ณ ตำหนักเมฆา
เฟิ่งเซียนที่ตื่นขึ้นมาได้พบกับฉีหมิงเซียนที่อยู่ข้างกายนางเฉกเช่นทุกครั้ง เขาได้เล่าทุกสิ่งอย่างให้นางฟัง ทั้งเรื่องการจัดการฮองเฮาและพวกรวมถึงขุนนางชั่วที่มีการกระทำผิด
แต่ที่ทำให้นางตกใจที่สุดคงไม่พ้นตำแหน่งที่นางได้รับ นางไม่ได้คิดจะปฏิเสธตำแหน่ง เช่นไรสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่นางควรจะได้รับ นางจะปฏิเสธสิ่งดีๆ ที่เข้ามาในชีวิตไปทำไมเล่า
"หากเจ้าอาการดีขึ้นแล้วข้าจะพาเจ้าไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ พระองค์ต้องการที่จะพูดคุยกับเจ้าสักครั้ง"
เสียงของฉีหมิงเซียนกล่าวขึ้นด้วยความอ่อนโยน สิ่งที่เสด็จพ่อต้องการพูดคุยกับนางนั้นมีหรือเขาจะไม่รู้
ตัวเขานั้นย่อมต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับนาง แต่สิ่งๆ นี้ไม่รู้ว่าจะดีพอสำหรับนางหรือไม่
"เช่นนั้นอีกสักชั่วยามเจ้าและข้าก็ไปเข้าเฝ้าพระองค์ด้วยกันเถิด ข้าแข็งแรงขึ้นมากแล้ว"
เฟิ่งเซียนตอบออกไป นางรับรู้ถึงใบหน้าที่มีความสุขของสหาย ไม่แน่ว่าไปในครั้งนี้อาจมีสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตนางเพิ่มขึ้นมาอีกก็เป็นได้
เฟิ่งเซียนและฉีหมิงเซียนรับเครื่องเสวยด้วยกันที่ตำหนักเมฆา นางและเขาพูดคุยกันอยู่หลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องการประลองที่จะจัดขึ้นในอีกไม่ถึงสองเดือนข้างหน้านี้
นางและเขาปรึกษากันถึงการฝึกวรยุทธ์และพลังปราณของตน ทั้งสองมั่นใจว่าเรื่องระดับพลังของพวกเขาอาจถูกแพร่งพรายออกไปยังแคว้นต่างๆ แล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้วิธีการรับมือเดียวที่จะสามารถทำได้ก็คือ ตัวแทนแคว้นฉีทุกคนจะต้องแข็งแกร่งขึ้น
ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ฝึกวรยุทธ์ผู้ปรุงโอสถเองก็เช่นกัน นางรู้มาว่าผู้ที่เป็นตัวแทนแคว้นผู้หนึ่งที่ผ่านมาเป็นตัวแทนด้านวรยุทธ์นั้นสามารถปรุงโอสถได้เช่นเดียวกัน
แต่ยังไม่ได้ความสามารถมากพอที่จะไปสู้กับผู้ปรุงโอสถคนอื่นได้ แต่หากได้รับคำแนะนำดีๆ ไม่แน่ว่าอาจจะมีประโยชน์ต่อการประลองในอนาคตก็เป็นได้
เฟิ่งเซียนได้ให้ฉีหมิงเซียนนัดประชุมตัวแทนแคว้นฉีในอีกสองวันข้างหน้า เพื่อปรึกษาหารือถึงแนวทางการประลองที่จะเกิดขึ้นต่อไป
ทั้งสองพูดคุยกันอยู่นานในที่สุดก็ถึงเวลาที่ต้องไปเข้าเฝ้าองค์ฮ่องเต้แล้ว ฉีหมิงเซียนและเฟิ่งเซียนใช้การเดินเท้าแทนการใช้เกี้ยวแบกหามเพื่อความสะดวกและรวดเร็วของคนทั้งสอง
.
.
เมื่อมาถึงห้องทรงอักษรของฮ่องเต้ ทหารเฝ้าประตูเมื่อเห็นผู้ที่มาก็รีบเปิดประตูในทันที
เมื่อประตูเปิดออกก็พบกับบุรุษวัยกลางคนท่าทางสูงศักดิ์นั่งอยู่ที่โต๊ะทรงงาน ก่อนที่ทั้งสามจะย้ายไปนั่งที่โต๊ะที่ถูกจัดไว้รอตรงมุมห้อง โดยมีขันทีคนสนิทของฮ่องเต้คอยปรนนิบัติอยู่
"เราขอเรียกเจ้าว่าแม่นางเฟิ่งเซียนเฉกเช่นเดียวกับโอรสเราได้หรือไม่"
เสียงของฮ่องเต้ฉีหยางเล่อดังขึ้นเพื่อเอ่ยถามถึงสตรีตรงหน้า เมื่อเห็นว่านางพยักหน้าตอบตกลง เขาจึงได้เริ่มกล่าวเรื่องต่อไปในทันที
"ท่านคงทราบเรื่องที่เรามีราชโองการแต่งตั้งให้เจ้าดำรงตำแหน่งองค์หญิงคุ้มแคว้นแล้วกระมัง แต่เราและองค์ชายใหญ่ได้ปรึกษาหารือกันอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งสิ่งนี้จำเป็นต้องได้รับคำยินยอมจากตัวท่านก่อน
แต่เดิมองค์หญิงคุ้มแคว้นคือตำแหน่งท่านหญิงที่มีศักด์สูงที่สุดเทียบเท่าฮ่องเต้หรือก็คือเรา
ดังนั้นเราจึงอยากให้ท่านเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของราชวงค์ แต่กระนั้นตำแหน่งนี้จะไม่ผูกมัดอันใดท่าน จะว่าเราเห็นแก่ตัวก็ย่อมได้ตัวเราที่เป็นกษัตริย์ของแคว้นนี้รับรู้ถึงพลังที่ท่านแสดงออกมาให้เห็นเป็นประจักษ์
แล้วมั่นใจว่าตัวท่านนั้นจะทำให้แคว้นฉีของเราก้าวผ่านจุดต่ำสุดเพื่อไปอยู่ในจุดที่สูงขึ้นได้แน่นอน
เราจึงตั้งใจว่าจะให้ท่านมาใช้แซ่ของราชวงค์ฉี แต่หากตัวเจ้าไม่ยินยอมตัวเราก็ไม่คิดจะบีบบังคับอันใด ทุกอย่างย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่านเสมอ"
สิ้นคำของฮองเต้ เฟิ่งเซียนก็มีทีท่าครุ่นคิดเล็กน้อย
"หม่อมฉันมีข้อเสนอเพคะ"
"กล่าวมาเถิด"
"หม่อมฉันตกลงที่จะเปลี่ยนมาใช่แซ่ของราชวงค์ฉี แต่มีข้อแม้ตัวของหม่อมฉันนั้นไม่ได้ตัวผู้เดียวยังมีศิษย์ของสำนักอีกนับพัน หากพระองค์ยินยอมที่จะรับสำนักเพลิงบุปผาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในแคว้นฉี หม่อมฉันก็ตกลง"
สิ้นเสียงของเฟิ่งเซียน ใบหน้าของฮ่องเต้ฉีหยางเล่อก็มีรอยยิ้มประดับขึ้นมา ข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอที่ดีมาก ไม่เพียงนางและศิษย์จะได้ประโยชน์ แต้แคว้นฉีทั้งแคว้นย่อมได้ประโยชน์เช่นเดียวกัน
แคว้นฉีมีสำนักศึกษาและพรรคมารพรรคธรรมมากมาย แต่แทบจะไม่มีสำนักใดเลยที่ขึ้นตรงกับแคว้น
เมื่อขึ้นตรงกับแคว้นย่อมหมายความว่า สำนักของนางจะช่วยเหลือรวมถึงดูแลปกป้องแคว้น แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ดูเหมือนว่าเขาจะเอารัดเอาเปรียบนาง
แต่แท้จริงไม่ใช่ เมื่อขึ้นตรงกับแคว้นภารกิจหรืองานสำคัญต่างๆ ย่อมเป็นสำนักเพลิงบุปผาที่มีสิทธิเลือกมากกว่า
ได้รับการคุ้มครองจากราชสำนักส่วนหนึ่ง และยังความไว้ใจของผู้คนทั้งแคว้นเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ถือว่าพวกเขาก็รับประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
"เช่นนั้นในวันพรุ่งนี้เราจะให้ขันทีประกาศราชโองการนี้ออกไป พระราชทานนาม'ท่านหญิงฉีเฟิ่งเซียน' ผู้มีตำแหน่งใหญ่เป็นองค์หญิงคุ้มแคว้น"
หลังจากที่เรื่องพระราชทานนามให้แก่เฟิ่งเซียนแล้ว เฟิ่งเซียนที่ในตอนนี้มีตำแหน่งสูงองค์ชายใหญ่อยู่หนึ่งขั้น
แต่ก็ยังคงเป็นสหายกันเฉกเช่นเดิมไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ต้องเปลี่ยนมีเพียงการวางตัวเมื่ออยู่ภายนอกเพียงเท่านั้น
.
.
.
วันต่อมาได้มีการประกาศราชโองการอีกฉบับซึ่งภายในราชโอการ มีเนื้อหาถึงการเปลี่ยนมาใช้แซ่ของราชวงค์ฉีของเฟิ่งเซียน โดยมีฮ่องเต้ฉีหยางเล่อเป็นผู้แต่งตั่งนาม
'ฉีเฟิ่งเซียนให้กับองค์หญิงคุ้มแคว้น และที่เป็นข่าวสำคัญอีกเรื่องคนไม่พ้น เรื่องที่สำนักเพลิงบุปผาจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นฉี
โดยสำนักนี้มีท่านหญิงฉีเฟิ่งเซียนเป็นเจ้าสำนัก ราษฎรทุกคนต่างยินดี แต่ยังมีจอมยุทธ์หรือศิษย์พรรคมารที่ไม่ได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนแคว้นฉีหลายคนที่ในตอนแรกไม่พอใจและคิดจะสร้างความวุ่นวาย แต่เมื่อได้มีการประกาศราชโองการฉบับนี้ออกมาก็เก็บความคิดกลับไปในทันที
สำนักเพลิงบุปผาคือสถานที่เช่นไร ทั่วทั้งห้าแคว้นต่างทราบกันดี สำนักลึกลับนี้ไม่มีผู้ใดรับรู้ว่าที่ตั้งของสำนักอยู่ ณ ที่แห่งใด
แต่ความสามารถของเหล่าศิษย์ที่เป็นประจักษ์ก็ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะเข้าไปเป็นศัตรูด้วยแล้ว แต่หากผู้ที่ไม่รู้จักสำนักนี้แต่ได้เห็นการต่อสู้ในสนามประลอง ก็คงรับรู้ถึงความแข็งแกร่งได้เช่นกัน ไม่ว่าด้านใดสำนักเพลิงบุปผาย่อมเป็นหนึ่งในแคว้นฉีอย่างแน่นอน
.
.
.
เช้าวันต่อมาหลังจากมีการประกาศราชโองการฉบับที่สาม วันนี้เป็นวันนัดรวมตัวประชุมของตัวแทนแคว้นทั้งยี่สิบคน โดยมีองค์ฮ่องเต้และผู้อาวุโสของสำนักที่มีศิษย์ที่เป็นตัวแทนเข้าร่วมในครั้งนี้มาร่วมด้วย
ในการประชุมจะจัดขึ้นที่ศาลาหลวงที่อยู่ในเขตอุทยานของพระราชวัง สถานที่นี้เหมาะแก่การนัดประชุมและสังสรรค์ เนื่องจากมีความหรูหราใหญ่โต แต่กลับสงบร่มเย็น มีดอกไม้และต้นไม้นานาพันธุ์รายล้อม
เวลานี้ซึ้งเป็นเวลาในช่วงเช้าก่อนมีการจัดประชุมถึงหนึ่งชั่วยาม ณ บริเวณศาลาหลวง และพื้นที่โดยรอบมีขันทีและนางกำนันกำลังจัดเตรียมสถานที่อยู่
ยามนี้ผู้คนต่างมุ่งทำหน้าที่ของตนอย่างขยันขันแข็งเพื่อที่จะให้ทันเวลานัดประชุม ฝ่ายห้องเครื่องจัดการเตรียมอาหาร ขนมและน้ำชาที่ได้มาจากใบชาชั้นดีเตรียมรออยู่แล้ว
ก่อนเวลานัดประชุมเกือบหนึ่งเค่อเฟิ่งเซียนก็ได้เดินออกจากตำหนักเมฆาเพื่อไปยังศาลาหลวงในทันที แต่เมื่อมาถึงก็ได้พบกับความแปลกใจ เวลานี้ตัวแทนทุกคนรวมถึงผู้อาวุโสอีกหลายคนได้เดินทางมาถึงยังสถานที่นี้แล้ว
"ถวายบังคมท่านหญิงฉีเฟิ่งเซียนเพคะ/ขอรับ"
"คารวะท่านเจ้าสำนักเจ้าค่ะ/ขอรับ"
เมื่อเฟิ่งเซียนเดินเข้ามาภายในศาลาหลวงตัวแทนแคว้นทั้งคนรวมถึงรวมถึงผู้อาวุโสทั้งหลายก็ลุกขึ้นเพื่อคารวะนาง
ตัวของเฟิ่งเซียนที่ไม่ได้ถือเจ้ายศเจ้าอย่างอยู่แล้ว จึงได้บอกให้ทุกคนนั่งลงและทำตัวเฉกเช่นปกติ
หลังจากเวลาผ่านไปไม่นานองค์ชายใหญ่ฉีหมิงเซียนและฮ่องเต้ฉีหยางเล่อก็เสด็จมาถึง ทุกคนลุกขึ้นคารวะอีกครั้ง และนั่งลงที่เดิมเพื่อรอประชุมต่อไป
"ทุกท่านที่มาคงทราบดีอยู่แล้วว่าเรานัดมาเพื่อสิ่งใด"
เสียงของเฟิ่งเซียนดังขึ้นกิริยาที่ดูสูงศักดิ์ถูกส่งผ่านการกระทำของนาง ผู้คนทั้งหมดต่างพยักตอบรับ
"ในการประลองที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ถึงสองเดือนข้างหน้านี้เราต้องการให้ทุกคนพัฒนาความสามารถของตน
เนื่องด้วยในการประลองเมื่อไม่กี่วันก่อนแน่นอนว่าต้องมีหน่วยข่าวของแคว้นอื่นเข้ามาสืบเรื่องของพวกเรา ไม่เพียงแค่ระดับพลังแต่รวมถึงการปรุงโอสถและวรยุทธ์ของพวกเรา คงจะถูกวิเคราะห์อย่างละเอียด
ตอนนี้แคว้นต่างๆ คงเตรียมการรับมือพวกเราไว้แล้ว สิ่งเดียวที่จะสามารถทำให้เราชนะได้คือต้องพัฒนาระดับของตน รวมทั้งสิ่งสำคัญที่สุดก็คือเราต้องมีไพ่ตาย ที่จะใช้ก็ต่อเมื่อถึงคราวคับขันเท่านั้น"
"ท่านหญิงเจ้าคะ ตัวข้าเป็นตัวแทนของผู้ปรุงโอสถ สำหรับผู้ปรุงโอสถทุกคนนั้นการที่จะเพิ่มระดับของตนได้ต้องใช้สมุนไพรล้ำค่ามหาศาลและต้องหมั่นฝึกฝน แต่ผู้ใดก็รู้สมุนไพรนั้นหายากเหลือเกิน การที่จะเพิ่มระดับโดยเร็วเป็นสิ่งเป็นไปได้ยากมาก เมื่อเทียบกับระยะเวลาไม่ถึงสองเดือน"
เสียงของตัวแทนผู้หนึ่งดังขึ้นตัวแทนผู้อื่นก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ปรุงโอสถที่ต้องการสมันไพรในการฝึก
แต่ผู้ฝึกวรยุทธ์ก็จำเป็นใช้โอสถในการฝึกเช่นกัน หากให้ราชสำนักรับหน้าที่นี้คงไม่พ้นเงินในท้องพระคลังร่อยหรอจนเกิดปัญหาแต่การปกครองแคว้นเป็นแน่
แต่หากให้พวกตนรับผิดชอบเองก็ค่อนข้างเหนือบ่ากว่าแรงมากทีเดียว
เฟิ่งเซียนเมื่อได้ยินดังนั้นก็เผยยิ้มออกมาเล็กน้อยตัวนางที่เป็นผู้ปรุงโอสถและผู้ฝึกวรยุทธ์เหตุใดจะไม่รู้ แต่เรื่องเพียงเท่านี้มีหรือที่นางจะแก้ปัญหาไม่ได้ นางดูแลคนนับพันในสำนักได้ เพียงตัวแทนแคว้นไม่กี่คนมีหรือจะเป็นปัญหา
"คำตอบของคำถามนี้เรามีให้พวกเจ้าอยู่แล้ว"
เฟิ่งเซียนตอบออกไป ผู้คนโดยรอบต่างมีสีหน้าตกใจ ไม่เว้นแม้กระทั่งองค์ฮ้องเต้เอง แต่กับศิษย์สำนักเพลิงบุปผานั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาของพวกตนอยู่แล้ว
"พวกเจ้าอาจไม่ทราบว่ากว่าเราจะจัดตั้งสำนักมาได้นั้นต้องสูญเสียทรัพยากรมากเท่าไหร่ แต่นั่นไม่เคยเป็นปัญหาของสำนักเพลิงบุปผาเลยแม้แต่น้อย
เรามีทรัพยากรมากมายทั้งโอสถและสมุนไพรต่างๆ ฉนั้นการที่พวกเจ้าจะต้องมาห่วงในเรื่องนี้นั้นเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นยิ่ง สำหรับผู้ใช้โอสถเรามีสมุนไพรทุกระดับรวมถึงสิ่งที่จำเป็นในการฝึกของพวกเจ้าทุกอย่าง สำหรับผู้ฝึกวรยุทธ์ก็เช่นเดียวกัน
เราสามารถนำผลไม้ปราณและโอสถทะลวงปราณและโอสถอื่นๆ ให้ได้ ขอเพียงแค่หมั่นฝึกฝนและไม่คิดจะหักหลังแคว้นฉีเพียงเท่านั้น "
สิ้นเสียงของเฟิ่งเซียนตัวแทนที่เคยหนักใจในเรื่องนี้ก็เบาใจขึ้นมา หากเป็นคำกล่าวของผู้ที่สามารถชนะผู้ฝึกปราณระดับกษัตริย์ขั้นสูงได้ มีหรือที่พวกเขาจะไม่เชื่อ
"แล้วไพ่ตายของเราคือสิ่งใดหรือ"
เสียงของฮ่องเต้ฉีหยางเล่อดังขึ้นเพื่อถามคลายสงสัยให้ผู้คนทั้งหมด
"ทุกท่านคงทราบกันดีว่าผู้ที่ฝึกวรยุทธ์บางคนสามารถปรุงโอสถ เฉกเช่นเดียวกับผู้ปรุงโอสถที่สามารถฝึกวรยุทธ์ได้เช่นกัน
เพียงแต่ผู้คนส่วนมากนั้นจะมีด้านถนัดของตนเอง เราจะใช้ความได้เปรียบในข้อนี้เป็นไพ่ตายของพวกเรา อย่างที่บอกเมื่อมีสิ่งที่ถนัดย่อมมีสิ่งที่ไม่ถนัดแต่หากสามารถพัฒนาจุดด้อยนี้ได้ก็สามารถนำมาเป็นจุดแข็งได้เช่นกัน กล่าวตามตรงตัวเราก็เป็นผู้ปรุงโอสถผู้หนึ่งเราสามารถให้คำแนะนำและวิธีฝึกที่ถูกต้องได้ "
เมื่อมาถึงประโยคนี้คนที่ไม่ใช่ศิษย์สำนักเพลิงบุปผาก็เบิกตากว้างอย่างตกใจ ไม่เพียงแค่มีวรยุทธ์แต่คนผู้นี้ยังเป็นผู้ปรุงโอสถอีกด้วย!
******