ตอนที่34
อู๋เผิงมีภรรยาแล้ว
ช่วงบ่าย อู๋เผิงพาภรรยาขี่ม้าเข้ามาในเมืองจินหลิงภายในบ้านยังขาดสิ่งของอีกมากมายอีกทั้งพรุ่งนี้จะต้องเตรียมของไปไหว้หลุมฝังศพของท่านพ่อท่านแม่ด้วย
ก่อนออกจากบ้าน จูเหลี่ยวหมินได้ทำอาหารง่ายๆ เอาไว้ให้กับเด็กทั้งสองเผื่อพวกเขาจะหิวในช่วงบ่าย
"พี่สะใภ้กับพี่ใหญ่ของพวกเจ้าจะเข้าไปในเมืองจินหลิงถ้าหิวก็ให้กินข้าวได้เลยไม่ต้องรอ"จูเหลี่ยวหมินจูงมือเด็กทั้งสองเดินออกมารอสามีที่ลานหน้าบ้าน"หากมีใครมาเคาะประตูก็ไม่ต้องออกมาเปิดรู้หรือไม่"
"เจ้าค่ะ ขอรับ" เด็กทั้งสองคนขานรับดูเชื่อฟังเป็นอย่างมาก
"ดีมาก แล้วพี่สะใภ้จะซื้อขนมอร่อยๆมาฝากพวกเจ้าทั้งสองคน" จูเหลี่ยวหมินยกยิ้มแววตาบ่งบอกว่าเอ็นดูพวกเขาเป็นอย่างมาก
นอกจากเรื่องที่อู๋เผิงบอกกับนางว่าจะพาไปไหว้หลุมฝังศพของบิดามารดาบนเชิงเขาแล้วอู๋เผิงยังสั่งให้นางกำชับเด็กๆทั้งสองคนไม่ให้เปิดประตูให้ผู้อื่นเข้ามาในบ้านตอนที่พวกเขาทั้งสองไม่อยู่เป็นอันเด็ดขาดนางรับปากกับเขา แต่ยังไม่ทันได้ถามถึงเหตุผลเขาก็เปลี่ยนเรื่องอื่นพูดคุยเสียก่อน
อู๋เผิงจูงม้าออกมาจากหลังบ้าน เขาส่งนางขึ้นไปนั่งบนหลังม้าก่อน แล้วค่อยเหวี่ยงตัวขึ้นไปนั่งซ้อนหลังของนาง
เด็กทั้งสองมองดูพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้บนหลังม้าตัวโตต่างพากันยกยิ้มกว้าง พี่สะใภ้ดูงดงามราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดส่วนพี่ชายของพวกเขาก็ดูองอาจสง่าผ่าเผยเยี่ยงชายชาตินักรบช่างเป็นคู่สามีภรรยาที่เหมาะสมกันยิ่งนัก
ไม่แน่ว่าบางทีในท้องของพี่สะใภ้อาจจะมีหลานชายที่น่ารักอยู่ในนั้นแล้วก็อาจเป็นได้พวกเขาอาจจะได้กลายเป็นท่านอาตั้งแต่อายุยังน้อย
ไฉยี่ยกยิ้มกว้างเมื่อนึกถึงเด็กชายอวบอ้วนในจินตนาการของตนเองพวกเขาโบกมือให้กับพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ ส่งคนทั้งคู่ออกจากประตูเสร็จแล้วก็ทำการลงกลอนให้สนิทตามคำสั่งของพี่สะใภ้
ไม่รู้เพราะเหตุใด พวกเขาถึงได้ดูเชื่อฟังพี่สะใภ้มากทั้งที่เพิ่งเคยพบหน้ากันเมื่อวานแม้คำสั่งของท่านป้าใหญ่ยังคงดังกึ่งก้องอยู่ในหูของพวกเขาสองพี่น้องทว่าจิตใต้สำนึกกลับบอกให้พวกเขาสองพี่น้องเลือกที่จะเชื่อใจพี่สะใภ้คนนี้มากกว่าท่านป้าใหญ่
ดังนั้นแม้ว่าท่านป้าใหญ่จะข่มขู่พวกเขาอย่างไรเด็กทั้งสองก็ขอที่จะเลือกอยู่ข้างพี่สะใภ้ผู้งดงามและยังจิตใจดีคนนี้แม้ว่าในวันข้างหน้าพี่สะใภ้อาจจะไม่ได้ใจดีอย่างที่เห็นในตอนนี้นักแต่พวกเขาสองพี่สองตกลงกันแล้วว่าจะไม่ทำให้พี่สะใภ้ต้องอารมณ์ขุ่นเคืองเพราะพวกเขาเป็นอันเด็ดขาด
ความคิดที่เด็ดเดี่ยวเช่นนี้เกิดขึ้นในห้องครัวหลังมื้ออาหารเช้าตอนที่พวกเขากำลังช่วยกันนั่งล้างจาน เด็กทั้งสองได้แอบตกลงกันอย่างลับๆและตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญกัน
สองสามีภรรยาโบกมือให้กับเด็กทั้งสอง จูเหลี่ยวหมินเพิ่งจะเคยนั่งบนหลังม้าเป็นครั้งแรกนางนั่งนิ่งตัวเกร็งไปหมด ไม่กล้าที่จะขยับตัวด้วยซ้ำเพราะกลัวที่จะพลัดตกลงจากหลังม้า
อู๋เผิงนั่งซ้อนท้ายนางอยู่ด้านหลังแผ่นหลังของนางแนบชิดกับอกกว้างของเขา สองมือเอื้อมไปจับสายบังเหียนดูคล้ายเขากำลังนั่งโอบกอดนางจากด้านหลังเสียมากกว่า
กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวนางกระตุ้นความรู้สึกบางอย่างในตัวของเขาอีกครั้งเป็นความรู้สึกเดียวกันกับเมื่อคืนไม่ผิดแน่สีหน้าของเขาจึงเหมือนคนพยายามอดกลั้นบางอย่างเอาไว้ตลอดเวลา
จูเหลี่ยวหมินมัวแต่กลัวว่าตนเองจะตกลงจากหลังม้าจึงไม่ทันสังเกตลมหายใจหนักหน่วงของสามี แผ่นหลังของนางชนกับหน้าอกแกร่งของเขาเสียดสีกันไปมา รู้สึกวาบหวามใจชอบกล
"อู๋เผิง นั่นใช่อู๋เผิงหรือไม่"
ชาวบ้านหญิงกลุ่มใหญ่เดินถือกะละมังซักผ้ากลับมาจากลำธารเอ่ยถามพร้อมกับชี้มือให้หญิงสาวอีกหลายคนที่มาด้วยกันมองดูชายหนุ่มบนหลังม้าตัวโต
"เป็นอู๋เผิงจริงๆ ด้วย"สตรีอีกนางพยักหน้ายืนยันว่าเป็นเขาจริงๆ
"แล้วสตรีที่นั่งบนหลังม้ามากับเขานั้นคือใคร"
สตรีกลุ่มใหญ่ที่มีอายุแตกต่างกันเพ่งสายตาไปมองสตรีที่นั่งอยู่หลังม้าด้วยกันกับอู๋เผิงด้วยความสงสัยและหนึ่งในสตรีกลุ่มใหญ่มีซุนยี่ยืนถือกะละมังซักผ้ามองดูพวกเขารวมอยู่ด้วย
"สตรีนางนั้นงดงามมากข้าไม่เคยเห็นสตรีที่ไหนงดงามเท่านี้มาก่อนเลย" หญิงวัยกลางคนเอ่ยขึ้นจับจ้องไปที่ใบหน้างดงามไม่วางตา นางมีอายุมากถึงขนาดนี้แล้วไม่เคยพบเห็นใบหน้าที่ดูงดงามเย้ายวนชวนมองให้รู้สึกลุ่มหลงเช่นนี้มาก่อนขนาดนางเป็นสตรีด้วยกันยังรู้สึกชื่นชมถึงเพียงนี้ใบหน้าเช่นนี้สามารถล่อลวงบุรุษให้ลุ่มหลงได้ไม่ยาก
นางงดงามจนคิดว่าอาจจะเป็นนางจิ้งจอกจำแลงกายลงมาในร่างมนุษย์
"ใช่นางงดงามมากงดงามกว่าพวกเราที่ยืนอยู่ที่นี่เสียอีก"พวกเราในที่นี้ที่เยี่ยนซีหมายถึงคงมีอยู่ไม่กี่คนที่ยืนอยู่ตรงนี้เยี่ยนซีรู้สึกประทับใจสตรีบนหลังม้าตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเห็นนางมากับพี่อู๋เผิงเช่นนี้ ดูไปแล้วช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก
"ซุนยี่ เจ้าคิดเหมือนกันกับข้าหรือไม่"เยี่ยนซีหันไปกล่าวถามกับซุนยี่ แววตายามมองซุนยี่ดูสะใจเป็นอย่างมาก"พวกเขาดูสนิทสนมกันเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าเป็นคู่รักกันหรอกหรือ"
การคาดเดาของเยี่ยนซีดูเหมือนจะทำให้คนอื่นๆมีความคิดเห็นเช่นเดียวกันกับนางเช่นกัน
ซุนยี่ไม่ตอบคำถามเยี่ยนซี สองมือที่กำลังถือกะละมังซักผ้ากำแน่นพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกริษยาเอาไว้ให้ลึกที่สุด
แต่ไหนแต่ไรมาซุนยี่ก็เป็นหญิงสาวที่งดงามที่สุดในหมู่บ้านฉินซานแห่งนี้มาตลอดนางฟู่เซียงป้าใหญ่ของอู๋เผิงก็เห็นดีเห็นงามที่จะให้พวกเขาแต่งงานกันหลังจากที่ซุนยี่ผ่านพ้นวัยปักปิ่นไปแล้วทว่าจู่ๆ กลับปรากฏหญิงงามข้างกายอู๋เผิง นี่ไม่เท่ากับว่าเป็นการหักหน้าซุนยี่ต่อหน้าผู้คนหรืออย่างไรเยี่ยนซีหัวเราะดูชอบใจเป็นอย่างมาก นางไม่เคยรู้สึกมีความสุขเช่นนี้มาก่อนเลย
หญิงอีกสี่ห้าคนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีซุนยี่กำลังยืนอยู่กับพวกนางด้วยก็ตอนที่เยี่ยนซีเอ่ยถามอีกฝ่าย พวกนางเองก็อยากรู้เช่นกันว่าสีหน้าของซุนยี่ในตอนนี้เป็นเช่นไรจะยังมีความมั่นใจเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาหรือไม่
หญิงวัยกลางคนแซ่ฟางที่มีความสัมพันธ์อันดีกับนางฟู่เซียงเอ่ยปลอบซุนยี่ด้วยความรู้สึกเห็นใจ"บางทีสตรีนางนั้นอาจจะไม่ใช่เหมือนกับที่เยี่ยนซีพูดก็เป็นได้เจ้าอย่าคิดมากเลย"
“มาด้วยกันขนาดนี้ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่ใช่อย่างที่ข้าคิดเจ้าค่ะ”
เยี่ยนซีเอ่ยแทรก มีหรือนางจะปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปในเมื่อนางมีโอกาสได้เยาะเย้ยซุนยี่แล้ว ย่อมทำให้ถึงที่สุด พี่อู๋เผิงกำลังขี่ม้ามาทางนี้พอดีนางจึงเอ่ยถามขึ้น "พี่อู๋เผิง ไม่พบกันนานเลยนะเจ้าคะ"
"เยี่ยนซีสบายดีหรือไม่"อู๋เผิงทักทายน้องสาวของเพื่อนน้ำเสียงเป็นกันเอง
"ข้าสบายดีเจ้าค่ะพี่ชายของข้าบ่นถึงท่านอยู่บ่อยครั้ง หากรู้ว่าพี่อู๋เผิงกลับมา เขาจะต้องรีบไปเยี่ยมท่านที่บ้านเป็นแน่เจ้าค่ะ"
เยี่ยนซีอายุสิบห้าปีเท่ากับซุนยี่หน้าตาของหญิงสาวทั้งสองคนนับว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงคนหนึ่งเป็นหญิงงามของหมู่บ้านส่วนเยี่ยนซีเป็นหญิงสาวหน้าตาอัปลักษณ์ที่สุดในหมู่บ้านนางกับซุนยี่มักถูกบุรุษหลายคนนำมาเปรียบเทียบกันอยู่บ่อยครั้งอีกทั้งซุนยี่ก็ชอบกล่าววาจาเป็นเชิงเปรียบเทียบกับนางอยู่บ่อยครั้งเยี่ยนซีจึงได้แต่เก็บความอัดอั้นนี้เอาไว้ในใจครั้งแล้วครั้งเล่าไม่คิดว่าวันนี้ความรู้สึกเหล่านั้นกำลังได้รับการระบายออก
ในเมื่อคนที่คิดว่าตนเองงดงามกว่าผู้อื่นมาตลอด อยู่ๆ ก็มีหญิงสาวอีกคนที่งดงามกว่าหลายร้อยเท่าปรากฏตัวที่หมู่บ้านฉินซานอีกทั้งในเวลานี้ยังอยู่ข้างกายพี่อู๋เผิง บุรุษที่ซุนยี่หลงรักมาตลอดด้วย
"พี่อู๋เผิงพอจะบอกกับข้าได้หรือไม่ว่าสตรีที่งดงามผู้นี้เป็นใครเจ้าคะ"เยี่ยนซีส่งยิ้มจริงใจให้กับสตรีบนหลังม้า แม้ว่าใบหน้าจะอัปลักษณ์มีสิวเขรอะเต็มใบหน้าของตนเองแต่เยี่ยนซีก็พยายามที่จะแสดงออกถึงความจริงใจให้อีกฝ่ายได้รับรู้
อู๋เผิงก้มมองดูภรรยา แววตาทอประกายอ่อนโยนชัดเจน"เหลี่ยวหมินนางเป็นภรรยาของข้า"
"โอ้!!! ภรรยาของพี่อู๋เผิง"
เยี่ยนซีและคนอื่นๆ อุทานเสียงดังด้วยความตกใจ โดยเฉพาะเยี่ยนซีที่ตั้งใจให้คนที่ยืนอยู่ด้านหลังนางได้ยินชัดเจนเช่นกัน
"พวกท่านทั้งสองเข้าพิธีแต่งงานกันเรียบร้อยแล้ว"เยี่ยนซีเอ่ยถามต่อ ราวกับกำลังตอกย้ำให้สตรีอีกคนช้ำใจตายไปต่อหน้าต่อตาตนเอง
"ข้ากับนางเข้าพิธีแต่งงานกันเรียบร้อยแล้ว"อู๋เผิงยังคงตอบคำถามของน้องสาวเพื่อนด้วยสีหน้านิ่งเรียบมีเพียงประกายในดวงตาที่ส่องสว่างไสวมีชีวิตชีวาให้ผู้อื่นได้รู้สึกว่าเขามีภรรยาที่น่าอิจฉาเพียงใด
อู๋เผิงกำลังจะประกาศเรื่องนี้ให้กับคนในหมู่บ้านได้รับรู้เชื่อเถอะว่าอีกไม่เกินสองชั่วยามข่าวเรื่องที่เขาแต่งงานกับจูเหลี่ยวหมินย่อมแพร่กระจายกันไปทั่วทั้งหมู่บ้านฉินซาน
"ยินดีกับพี่อู๋เผิงด้วยยินดีกับพี่สะใภ้ด้วยเจ้าค่ะ" เยี่ยนซียกยิ้มกว้างกล่าวอวยพรกับคนทั้งสอง"เอาไว้ข้ากับพี่ชายจะไปร่วมยินดีกับพวกท่านที่บ้านอีกครั้งนะเจ้าคะ"
"ขอบใจเจ้ามากเยี่ยนซี"
สตรีอีกสี่คนก็ร่วมกล่าวยินดีกับอู๋เผิงเช่นกันพวกนางไม่ลืมกล่าวชื่นชมอู๋เผิงที่ได้ภรรยาที่งดงามคนนี้มาเป็นมารดาของบุตรด้วย
ท่ามกลางเสียงยินดีจากหญิงสาวต่างวัยกลุ่มใหญ่มีเพียงซุนยี่คนเดียวที่ยืนนิ่งมองดูคนทั้งคู่แทบไม่ขยับตัว นางไม่ร่วมยินดีแต่อยากได้ยินเรื่องร้ายๆ อย่างเช่นพวกเขาทั้งสองหย่าขาดจากกันเสียมากกว่า
ให้คนพวกนี้ยินดีไปก่อนเถอะ อีกไม่นานพวกเขาจะต้องหย่าขาดกันเมื่อถึงวันนั้นภรรยาตัวจริงเช่นนางย่อมได้อยู่ข้างกายท่านพี่อู๋เผิงคลอดบุตรชายบุตรสาวให้กับเขาหลายสิบคน
จูเหลี่ยวหมินยกยิ้มดูเป็นกันเองกับสตรีเหล่านี้ ไม่ลืมกล่าวฝากเนื้อฝากตัวกับพวกเขาอย่างนอบน้อมอีกด้วยในเมื่อนางมาอยู่ที่หมู่บ้านฉินซานแห่งนี้การมีเพื่อนบ้านที่ดีย่อมดีกว่ามีศัตรูไม่ใช่หรือ