[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 77 ลูกหลานที่หลงผิดผู้กลับตัวกลับใจ ก็ย่อมนับว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับตระกูล

    ตอนที่ 77 ลูกหลานที่หลงผิดผู้กลับตัวกลับใจ ก็ย่อมนับว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับตระกูล

            คำพูดของกู้ฉางเกอที่แฝงความมิแยแส กลับกระตุ้นความโกรธของทุกคนได้อย่างสมบูรณ์

            ในเวลานี้ มิมีผู้ใดคิดถึงเรื่องคุณธรรมอีกต่อไป

            ในฐานะผู้เยาว์ผู้มีพรสวรรค์ ทุกคนล้วนมีความหยิ่งทะนงและเลือดร้อน ด้วยวัยที่ยังหนุ่มสาว คำพูดของกู้ฉางเกอทำให้พวกเขาโกรธจนแทบคลั่ง

            มินานนัก ทุกคนก็ลงมือพร้อมกัน ต่างแสดงพลังของตนออกมาเพื่อโจมตีเขา

            ในมุมมองของพวกเขา

            แม้ว่าทุกคนจะเป็นคนตระกูลกู้ เติบโตมาด้วยกัน และเห็นหน้ากันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่การที่กู้ฉางเกอปฏิบัติเช่นนี้ก็นับว่าเป็นการรังแกกันเกินไป

            ก่อนหน้านี้ เขาเพิ่งจะเตะลูกพี่ลูกน้องผู้หนึ่งจนสลบไป แต่ยังพูดจาประชดประชันมิให้อีกฝ่ายต้องเอ่ยขออภัยอีกด้วย คำพูดเหล่านั้นแทบจะทำให้บิดาของเขาเป็นลมหมดสติล้มพับ

            หากวันนี้มิใช่เพราะผู้นำตระกูลอย่างกู้หลินเทียนมานั่งอยู่บนบัลลังก์สูงสุดด้วยตนเอง

            กู้ฉางเกอคงถูกบรรดาท่านลุงท่านอาของเขารุมสั่งสอนอย่างหนักจนรู้ซึ้งได้ถึงรสชาติของคำว่าผู้ใหญ่รังแกเด็ก โดยมิสนว่าหลังจากนั้นพวกเขาจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งใด

            ตูม!

            ทุกคนลงมือพร้อมกัน เทพศาสตราและคาถาอาคมต่างๆ ถูกปลดปล่อยออกมา บนยอดเขาเต็มไปด้วยสัญลักษณ์พลังอันซับซ้อน เปล่งประกายระยิบระยับ แปรเปลี่ยนเป็นเคล็ดวิชาต่างๆ ที่ทรงพลัง

            ภาพเบื้องหน้าเต็มไปด้วยร่างเทพขนาดมหึมา หมัดอันไร้เทียมทาน กายาทองคำที่มิอาจถูกทำลาย…

            แส้ยาวพลันพุ่งเข้าใส่เขา สายฝนแห่งดาบกระบี่สาดตกลงมา แสงคมแห่งดาบตวัดฟาดผ่าน อีกยังมีภาพของสัตว์อสูรอันน่าสะพรึงกลัวปรากฏขึ้น

            การโจมตีเหล่านี้ล้วนพุ่งตรงเข้าใส่กู้ฉางเกอ

            พลังที่แผ่ออกมานั้นน่าสะพรึงกลัวถึงขั้นที่แม้แต่ผู้บรรลุถึงระดับจอมราชันยังต้องหวาดหวั่น

            ในฐานะยอดฝีมือของตระกูลกู้ ทุกคนล้วนมิใช่ผู้ธรรมดาสามัญ หลายคนก้าวเข้าสู่ระดับเจ้าครองแคว้น และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งโลกภายนอก

            ในตอนนี้ ทุกคนที่ร่วมลงมือพุ่งโจมตีเข้าใส่ ต่างก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้น พร้อมทุ่มเทพลังทั้งหมดลงไปในกระบวนท่าอันทรงพลัง เพื่อมุ่งหวังจะข่มขวัญทำลายความทะนงตนของกู้ฉางเกอ

            พวกเขาวางแผนไว้เป็นอย่างดี

            ทว่าทุกสิ่งกลับเป็นไปตามที่กู้ฉางเกอต้องการ

            ขณะนั้นพลันเกิดระลอกคลื่นพลังในมิติ

            ครืน!

            ทุกสิ่งตรงหน้าพลันพร่ามัว

            กู้ฉางเกอยังคงรักษาสีหน้าเรียบนิ่ง มิแยแสต่อสิ่งรอบข้าง

            พลันในเสี้ยววินาที ร่างของเขากลับหายไปจากจุดเดิม ราวกับว่ามลายหายไปในอากาศโดยปราศจากสิ้นซึ่งร่องรอย แม้แต่พลังอักขระใดก็มิมีปรากฏให้เห็น

            ต้องยอมรับว่า พลังแห่งมิตินั้นทรงอานุภาพและน่าพิศวงอย่างยิ่ง

            เว้นเสียแต่จะมีพรสวรรค์ด้านความเร็วขั้นสูง หรือครอบครองเคล็ดวิชาลับเกี่ยวกับความเร็ว มิเช่นนั้นแล้วย่อมมิอาจไล่ตามกู้ฉางเกอได้ทัน

            ทันทีที่กู้ฉางเกอหายตัวไปจากจุดเดิม

            บรรดาผู้เยาว์ที่ร่วมลงมือ ต่างสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ กระบวนท่าของพวกเขาพลันว่างเปล่า และไร้ซึ่งเป้าหมายใดให้โจมตี

            กู้ฉางเกอมิได้โง่เขลา

            เขามิมีทางที่จะเลือกรับการโจมตีร่วมกันของทุกฝ่ายโดยตรงอย่างแน่นอน เพราะระดับพลังของเขานั้นถูกกดลดลงมาอยู่ที่ระดับเจ้าครองแคว้น วิธีใดที่ง่ายดายยิ่งกว่านั้นเขาก็ย่อมเลือกใช้วิธีนั้น

            ในเสี้ยววินาทีถัดมา ร่างของเขาปรากฏขึ้นอีกครั้ง ทันใดนั้นก็โผล่ขึ้นเบื้องหลังของทุกคน

            พลันเกิดระลอกคลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวจากมิติ ก่อนแผ่รัศมีสีทองกระจายอยู่เบื้องหลังเขา พร้อมด้วยฝ่ามือทองคำขนาดมหึมาที่ก่อตัวขึ้นในอากาศ

            ฝ่ามือทองคำขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ลวดลายบนนั้นชัดเจนราวกับเป็นฝ่ามือแห่งสวรรค์

            พลังอันหนักแน่นและกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตพลันแผ่กระจายออกมาจากฝ่ามือนั้น

            สิ่งนี้คือเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ตราประทับสวรรค์ของตระกูลกู้ 

    “จงตกลงมา”

            ด้วยถ้อยคำอันเรียบง่ายจากปากของกู้ฉางเกอ ฝ่ามือทองคำก็กระแทกลงมาจากฟากฟ้า พร้อมด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัว ราวกับจะทำลายจักรวาลทั้งมวลให้สิ้น

            “แย่แล้ว! ถอยเร็ว!”

            เหล่าผู้เยาว์ต่างตอบสนองอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นพลังอันน่าเกรงขามของตราประทับสวรรค์ ต่างพากันถอยหนี มิอยากจะเผชิญหน้ากับมันโดยตรง

            ทว่ากู้ฉางเกอกลับรู้ทันความคิดของพวกเขา

            เขายังคงเผยยิ้มบาง พลางกล่าวออกมาว่า “ปิดผนึกฟ้าดิน”

            ครืน!

            พลังจากมิติพลันแผ่ออกมา กักขังพื้นที่โดยรอบไว้ด้วยแรงโน้มถ่วงอันมหาศาล ราวกับพื้นที่ทั้งหมดถูกหล่อหลอมด้วยน้ำหนักอันมหึมานับพันล้านตัน

            นี่คือการประยุกต์ใช้พรสวรรค์แห่งมิติของเขา

            ปัง!

            ฝ่ามือทองคำกระแทกลงมา เสียงดังสนั่นสะเทือน ทุกคนพลันเผยสีหน้าซีดเผือด ก่อนรีบพยายามออกกระบวนท่าต้านทาน

            ทว่ามิอาจจะทานรับไว้ได้ พวกเขาส่งเสียงอู้อี้พร้อมกับพ่นโลหิตออกมา ขณะถูกฝ่ามือทองคำนั้นโจมตีจนได้รับบาดเจ็บ

            แม้กู้ฉางเกอจะกักขังมิตินี้ไว้ได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขามิสามารถหลบหนีไปที่แห่งใดได้

            เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ทุกคนก็ต่างพ่ายแพ้ พลันเผยสีหน้าซีดเผือดไปตามๆ กัน ไปด้วยความสิ้นหวัง

            ยิ่งไปกว่านั้น กู้ฉางเกอได้กดระดับพลังของตนเองลงมาอยู่ที่ระดับเจ้าครองแคว้นก็เพื่อหลีกเลี่ยงการรังแกผู้ที่มีพลังอันด้อยกว่า

            แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาทั้งหมดเมื่อรวมพลังเข้าประมือแล้วก็ยังมิอาจเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้

            แม้จะรู้อยู่แล้วว่ากู้ฉางเกอเหนือกว่าพวกเขา แต่ก็มิเคยคาดคิดว่าความแตกต่างจะมีมากถึงเพียงนี้

            พวกเขาต่างรู้สึกอับอายและสิ้นหวังยิ่ง

            ในเวลานั้น กู้ฉางเกอก็มิได้ปล่อยโอกาสนี้ไปง่ายๆ เขาก้าวเดินเข้าไปหาพวกเขาทีละคน ก่อนจะเตะพวกเขาล้มลงไปอย่างง่ายดาย

            เชาส่ายหัวเล็กน้อย พร้อมกับแสดงท่าทีแฝงความเสียดาย

            “ข้าให้โอกาสพวกเจ้าโจมตีก่อนแล้ว แต่กลับมิเห็นคุณค่า ช่างมิเหมาะสมที่จะรับภาระอันยิ่งใหญ่เช่นนี้เสียจริง ตำแหน่งผู้นำตระกูลนี้ พวกเจ้าจะเอาสิ่งใดมาแข่งขันกับข้าได้”

            คำพูดของกู้ฉางเกอราวกับคมมีดที่ทิ่มแทงลึกลงถึงขั้วหัวใจ ทำให้ใบหน้าของเหล่าผู้เยาว์แดงก่ำราวกับถูกไฟลามเลีย เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและขุ่นเคืองใจ

            พวกเขาทั้งหมดเมื่อรวมพลังกันแล้วก็ยังมิสามารถเอาชนะเขาได้หรือ

            แล้วพวกเขาจะกล่าวอันใดได้อีก

            เมื่อฝีมือมิอาจเทียบเท่า แล้วจะไปกล่าวโทษผู้ใดได้

            ขณะเดียวกัน เหล่าสมาชิกตระกูลที่เฝ้าดูเหตุการณ์ต่างก็สูดลมหายใจลึกด้วยความตื่นตะลึง

            ในฐานะนายน้อย กู้ฉางเกอผู้เป็นตัวแทนของตระกูลกู้ในโลกภายนอกนั้น พลังของเขามิใช่สิ่งที่ต้องสงสัย

            ทว่าการที่ได้เห็นเขาในวันนี้ กลับทำให้ทุกคนตระหนักได้ว่า พวกเขาประเมินความสามารถของกู้ฉางเกอต่ำเกินไป

            เพียงแค่พลังที่ถูกกดลงมาในระดับเจ้าครองแคว้น ก็ยังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้

            หากเขาปลดปล่อยพลังทั้งหมดเล่า

            ในหมู่ผู้เยาว์ของแดนสวรรค์ที่เปี่ยมไปด้วยดาราพร่างพราย กู้ฉางเกอก็นับว่าเป็นดาราดวงที่เจิดจรัสที่สุดอย่างมิต้องสงสัย!

            ความเงียบงัน…

            พลันแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งยอดเขา

            ทุกคนต่างมองไปยังกู้ฉางเกอที่จัดการผู้เยาว์ของตระกูลกู้จนราบคาบได้ในเวลาอันรวดเร็ว

            เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลต่างมีสีหน้ากระอักกระอ่วน ริมฝีปากสั่นสะท้าน ราวกับมิรู้จะเอ่ยคำใดออกไป

            ทุกสิ่งเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป

            โดยเฉพาะความโหดเหี้ยมและไร้ปรานีของกู้ฉางเกอที่แสดงออกมาอย่างเต็มที่นั้น

            หลานชายของพวกเขามินับว่าเท่าไร

            แต่แม้กระทั่งหลานสาวผู้งดงามราวเทพธิดา กลับยังถูกเขาเหยียบไว้กับพื้นดินจนร่ำไห้น้ำตานองหน้า

            และกู้ฉางเกอก็มิได้แสดงความสนใจหรือเห็นใจแม้แต่น้อย

            ช่างไร้ปรานีและไร้หัวใจ!

            เกินไปแล้ว!

            นี่มันช่างเกินไปแล้วจริงๆ!

            พวกเขารู้สึกโกรธจนแทบจะระเบิดออกมาในวันนี้!

            “ดูเหมือนพลังของฉางเกอจะพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมาก”

            กู้หลินเทียนกลับมองว่าการกระทำของกู้ฉางเกอมิมีอันใดผิด กลับรู้สึกสบายใจขึ้นมิน้อย

            ท้ายที่สุดแล้ว นิสัยของกู้ฉางเกอมักจะเป็นเช่นนี้เสมอ ยกเว้นกับญาติพี่น้องเท่านั้น

            อีกทั้ง หากเรื่องตำแหน่งของผู้นำตระกูลถูกตัดสินได้ในวันนี้ ก็จะช่วยแก้ปัญหามากมายให้เขาเช่นกัน

            “ท่านผู้อาวุโสทั้งหลาย ยังมีสิ่งใดจะกล่าวอีกหรือไม่”

            กู้ฉางเกอยังคงรักษาสีหน้าเรียบนิ่ง พลางกวาดสายตามองบรรดาผู้อาวุโสตรงหน้าอย่างช้าๆ

            เขามิเชื่อเลยว่า หลังจากที่เขาได้จัดการกับเหล่ายอดฝีมือของสายอื่นๆ ต่อหน้าผู้คนทั้งตระกูลแล้ว พวกเขาจะกล้าพูดถึงเรื่องตำแหน่งของผู้นำตระกูลออกมาอีก

            ต่อให้หน้าหนาเพียงใด พวกเขาก็คงมิกล้าถ่วงเวลาในเรื่องนี้อีกต่อไป เพราะยิ่งยืดเวลาออกไป พวกเขาก็ยิ่งทำให้ตนเสียหน้า

            มินานนัก ผู้อาวุโสบางคนที่สนิทสนมกับสายตระกูลของกู้ฉางเกอก็พลันก้าวเดินออกมาด้วยท่าทีสุภาพ

            “ด้วยความสามารถของฉางเกอนี้ ข้ามิเคยมีข้อโต้แย้งใดเกี่ยวกับตำแหน่งผู้นำตระกูลของเขาในอนาคต เพราะเขานับว่าเป็นตัวแทนแห่งหน้าตาของตระกูลกู้ได้ดียิ่ง”

            “ยิ่งเขามีพลังมากขึ้นเท่าใด ศักดิ์ศรีของตระกูลเราก็ยิ่งสูงส่งขึ้นเท่านั้น ในตอนนี้ ทายาทจากนิกายและสำนักใหญ่ในแดนสวรรค์ต่างก็ได้ปรากฏตัวกันแล้ว หากนายน้อยของเรายังมิมีตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคต นั่นจะนับว่ามิกลายเป็นเรื่องหัวเราะเยาะของสำนักใหญ่เหล่านั้นหรอกหรือ”

            “ข้าคิดว่ามิมีผู้ใดที่จะเหมาะสมไปกว่าฉางเกออีกแล้ว หากมิให้ฉางเกอรับตำแหน่งนี้ ข้าคงจะโกรธเกรี้ยวจนมิอาจสงบใจลงได้…”

            อีกผู้อาวุโสหนึ่งกล่าวสนับสนุนด้วยน้ำเสียงจริงจัง ราวกับเสียสละเพื่อส่วนรวม

            “ก่อนหน้านี้เจ้ากลับมิได้พูดเช่นนี้นี่…” ผู้อาวุโสบางคนที่เคยขัดขวาง กลับมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความมิพอใจ

            แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็ล้วนเป็นจิ้งจอกเฒ่ามากประสบการณ์ ย่อมรู้ดีว่าเรื่องในวันนี้ย่อมมิอาจมีทางเปลี่ยนแปลงได้อีก

            พวกเขาได้แต่ทอดถอนหายใจ มิรู้ว่าอนาคตของตระกูลกู้ที่อยู่ในมือของกู้ฉางเกอจะนำพาไปสู่ทิศทางใด

            ท้ายที่สุดแล้ว ตระกูลกู้ก็เป็นตระกูลที่มีความสัมพันธ์ระหว่างสายต่างๆ ภายในตระกูลที่สงบสุขและกลมเกลียวกันมาโดยตลอด แม้จะมีความขัดแย้งเล็กน้อยบ้างในบางครั้ง แต่เพียงแค่ถกเถียงกันไปตามประสา แล้วทุกอย่างก็กลับคืนสู่ปกติ

            ทว่าเหตุการณ์เมื่อสิบกว่าปีก่อนนั้น กลับสร้างบาดแผลลึกให้แก่พวกเขา

            แม้จะมิถึงขั้นทำให้พลังชีวิตของตระกูลเสียหายอย่างร้ายแรง แต่หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ตระกูลกู้จะเป็นเช่นไรในอนาคต

            การจะทำให้ตระกูลดำรงอยู่เหนือกาลเวลาและเป็นอมตะนิรันดร์ การต่อสู้ภายในย่อมเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด

            “ช่างเถิด ข้าคงต้องกลับไปปิดด่านฝึกตนแล้ว ต่อไปตระกูลกู้จะเป็นเช่นไร...พวกเจ้าก็จัดการกันเอาเองเถิด”

            “หลินเทียน เจ้ายังเป็นผู้นำตระกูลในช่วงรุ่งโรจน์ อย่าได้คิดที่จะละทิ้งตำแหน่งและกลับไปปิดด่านฝึกตนเองโดยพลการเป็นอันขาด”

            เหล่าผู้อาวุโสบางคนกลับทอดถอนใจด้วยความสิ้นหวังและหมดกำลังใจ

            เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการให้กู้ฉางเกอขึ้นเป็นผู้นำตระกูลและปล่อยให้เขาควบคุมทุกสิ่ง พวกเขาก็ยังคงหวังให้กู้หลินเทียนดำรงตำแหน่งต่อไป

            เมื่อได้ยินคำพูดนี้ กู้ฉางเกอกลับส่ายศีรษะเล็กน้อย

            พวกเขาคิดว่าหากตระกูลกู้ตกอยู่ในมือของเขา เขาจะทำให้มันล่มสลายไปหรือ

            หากมองจากนิสัยก่อนหน้านี้ของเขา ความคิดเช่นนี้ก็นับว่ามิผิดนัก

            เหล่าผู้อาวุโสเหล่านี้ล้วนคำนึงอนาคตของตระกูลกู้โดยแท้จริง

            ทว่ากู้ฉางเกอในตอนนี้มิมีความคิดที่จะอธิบายสิ่งใด 

            ในฐานะนายน้อยของตระกูลกู้แล้ว เขาย่อมต้องหาวิธีทำให้ตระกูลตนเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

            การทำลายตระกูลด้วยมือของตนเอง เป็นเรื่องที่ผู้ที่ไร้สิ้นซึ่งสติปัญญาใดจะกระทำอย่างแท้จริง

            การกระทำในวันนี้ ก็เพียงเพื่อบีบคั้นเหล่าผู้อาวุโสให้ยอมรับในตัวเขาเท่านั้น

            เหล่าสมาชิกในตระกูลที่อยู่โดยรอบต่างมองภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างรู้สึกสะเทือนใจ และต่างก็เต็มไปด้วยความคิดคำนึง

            เหตุการณ์ในวันนี้กลับทำให้ผู้คนอดมิได้ที่จะรู้สึกทึ่งกับความสามารถของกู้ฉางเกอ

            พลังที่เขาแสดงออกมาช่างแข็งแกร่งเกินกว่าจะบรรยายได้ แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสจำนวนมากก็มิอาจลงมือขัดขวางเขา

            และกู้ฉางเกอก็ได้กลายเป็นนายน้อยที่แท้จริงของตระกูลตามความเหมาะสม

            แม้ตำแหน่งของเขาจะเหมือนเดิม แต่สิทธิอำนาจที่เขาได้รับนั้นช่างแตกต่างกันราวกับสรวงสวรรณ์และเหวลึกแห่งปฐพี

            ในขณะนั้นเอง ผู้อาวุโสบางคนที่กำลังหมดกำลังใจต่างต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเรื่องราวที่สายข่าวรายงานเข้ามา

            สิ่งนั้นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับดินแดนซีหลิงแห่งเขตแดนภายนอก

            ความเคลื่อนไหวของผู้อาวุโสหมิงซึ่งเป็นผู้ติดตามของกู้ฉางเกอ ย่อมมิอาจรอดพ้นไปจากสายตาของพวกเขาได้

            ในฐานะผู้อาวุโสแห่งตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงซึ่งทรงอิทธิพลจนเกินกว่าจะบรรยายได้นี้ เครือข่ายสายข่าวของพวกเขานั้นได้กระจายสะพัดไปทั่วทั้งแดนสวรรค์

            ทั้งเรื่องราวภายในตระกูลและเหตุการณ์ต่างๆ ของโลกภายนอก พวกเขาย่อมรับรู้ได้อย่างกระจ่างชัดแจ้ง

            “ฉางเกอ เจ้ากำลังคิดจะนำคนในสายตระกูลที่ถูกเนรเทศไปกลับมาหรือ”

            ทันใดนั้น ผู้อาวุโสคนหนึ่งกลับหยุดเดิน พลางถามกู้ฉางเกอด้วยความมิอยากจะเชื่อ

            ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขากลับกังวลว่ากู้ฉางเกอจะกำจัดสายตระกูลที่ถูกเนรเทศไปให้สิ้นชีพจนหมดสิ้น จึงได้คอยเฝ้าจับตามองอยู่ตลอด

            แต่มิคาดคิดเลยว่าเขาจะส่งคนไปรับพวกเขากลับมา

            คำถามนี้ทำให้พวกเขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ราวกับได้สัมผัสถึงความรู้สึกของลูกหลานที่หลงผิดผู้กลับตัวกลับใจ

            “เรื่องนี้ท่านผู้อาวุโสมิต้องเป็นกังวลไป” กู้ฉางเกอกล่าวขึ้น พลางปรับเปลี่ยนสีหน้าจากที่ผ่อนคลายให้กลับมาเป็นจริงจัง เขาหยุดคิดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ

            “ในเวลานั้นข้ายังเยาว์วัย มิเข้าใจสิ่งใด แต่ความแค้นเหล่านั้น ข้าจะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว มิมีความเกี่ยวข้องใดกับตระกูลกู้อีกต่อไป”

            คำพูดที่ฟังดูจริงจังและเหมือนจะสะท้อนตนเองนี้ กลับทำให้เหล่าผู้อาวุโสรู้สึกตกตะลึงอยู่มิน้อย

            ราวกับดวงอาทิตย์กลับเปลี่ยนเป็นขึ้นทางทิศตะวันตก

            “ถ้อยคำของเจ้าเป็นจริงหรือไม่ หวังว่าเจ้าจะมิได้พูดเพื่อหลอกลวงพวกเรา” ผู้อาวุโสบางคนกล่าว พลางหันกลับมามองเขาด้วยสายตาแห่งความหวัง

            กู้ฉางเกอพยักหน้า “ข้ามีแผนในใจแล้ว และรู้ว่าควรจะทำอย่างไร”

    “ดี ดี ดี...”

            “ข้าคิดว่าเราควรเชื่อในตัวฉางเกอ”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ พวกเขาอดมิได้ที่จะรู้สึกโล่งใจและยินดี

            หากเป็นเช่นนี้จริง การที่ลูกหลานผู้หนึ่งยอมกลับใจนั้นก็ย่อมนับว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับตระกูล