เทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต

    เสร็จสิ้นการปิดด่าน.

    เย่หยุนซีมิได้รับรู้เลยว่าตนเองเป็นสาเหตุที่ทำให้เผ่าเทพและปีศาจเกิดความโกลาหล ตัวเขายังคงศึกษาทักษะค่ายกลและทักษะการหลอมสร้างโอสถอย่างตั้งใจ จนกระทั่งเวลาผันผ่านไป 3 ปี ในที่สุดเขาก็บรรลุในสิ่งที่ต้องการ

     

    {ของรางวัลเลื่อนระดับ ‘เบิกนภา’ เมล็ดพันธุ์จิตอสูรระดับพิภพ 1000 เมล็ด (สามารถปลูกฝังจิตอสูรตนใหม่ให้กับตนเองและผู้อื่นได้ สถานะ: อยู่ในคลัง)}

    {ของรางวัลเลื่อนระดับ ‘จักรพรรดิ’ เมล็ดพันธุ์จิตอสูรระดับนภา 100 เมล็ด (สามารถปลูกฝังจิตอสูรตนใหม่ให้กับตนเองและผู้อื่นได้ สถานะ: อยู่ในคลัง)}

    {ของรางวัลเลื่อนระดับ ‘ผู้ใช้ค่ายกลระดับ 6’ เคล็ดวิชาบ่มเพาะ จิตเทวะดารา (หมายเหตุ: ต้องบ่มเพาะโดยไม่มีข้อแม้)}

    {ของรางวัลเลื่อนระดับ ‘ผู้ใช้ค่ายกลระดับ 7’ ดวงเนตรอ่านดารา (สามารถล่วงรู้ข้อมูลของผู้อื่นที่มีพลังต่ำกว่าหรือเทียบเท่ากับตนเองได้ผ่านการมอง สถานะ: กำลังทำการหลอมรวมกับเนตรปีศาจสวรรค์)}

    {ของรางวัลเลื่อนระดับ ‘นักปรุงโอสถระดับปฐพี’ กระบี่แห่งการเยียวยา (รักษาบาดแผลและโรคร้ายโดยการแทงหรือฟัน(ใช้ไม่ได้รักษาพิษไม่ได้) สถานะ: อยู่ในคลัง)}

    {ของรางวัลเลื่อนระดับ ‘นักปรุงโอสถระดับเบิกนภา’ ทักษะการทำอาหารวิเศษ (สถานะ: ต้องเรียนรู้โดยไม่มีข้อแม้)}

     

    “พระเจ้า! นี่มันรางวัลในการเลื่อนระดับของขอบเขตมนุษย์แน่หรือ??” เย่หยุนซีได้แต่ตกตะลึง หลังจากที่ข้อมูลทั้งหมดประดังเข้ามาในหัวสมอง

     

    สำหรับเขาเพียงแค่เมล็ดพันธุ์จิตอสูรระดับพิภพก็ถือว่าล้ำค่าอย่างหาที่เปรียบมิได้ ถ้าหากการมีอยู่ของมันหลุดออกไป เกรงว่าทั่วทั้งโลกคงตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวายเพราะการแย่งชิงเมล็ดพันธุ์เหล่านี้

     

    “ฝู่! ข้าควรคิดพิจารณาให้ดีก่อนใช้เมล็ดพันธุ์ ส่วนดวงเนตรอ่านดารากับกระบี่แห่งการเยียวยานั้นดูเหมือนจะใช้ได้อย่างอิสระ”

     

    “สุดท้ายคือทักษะใหม่อีกสองทักษะ เห้อ~ ใครจะคิดกันล่ะว่าคนอย่างข้าต้องฝึกพลังจิตกับการทำอาหาร” พูดมาถึงช่วยท้าย เย่หยุนซีถอนหายใจเบาๆก่อนเผยรอยยิ้มบาง

     

    สำหรับผู้ฝึกตนสายพลังจิตเขาก็เคยได้ยินมาบ้าง หากจะให้ยกตัวอย่างคนที่เขารู้จักก็จะประกอบด้วย หลิงหยวนกับหลิงจี เนื่องจากจิตอสูร‘ผีเสื้อท่วงทำนองดารา’ของทั้งสอง มีความสามารถในการโจมตีทั้งทางกายภาพและจิตใจ

     

    “เห้อ ช่างเถอะๆเอาไว้ทีหลังก็ได้” บ่นพึมพำเล็กน้อย บุรุษหนุ่มชันกายลุกขึ้นยืน ก่อนจะพุ่งทะยานกลับเมืองชายแดนประจิมในทันที

     

    ตลอดระยะเวลา 3 ปีมานี้ สภาพแวดล้อมของเมืองชายแดนแปรเปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหวก็ไม่ปาน ขุนเขา ต้นไม้ ลำธาร ล้วนแต่เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทุกที่ ทางด้านชาวเมืองในตอนนี้ต่างมีความสุขกันถ้วนหน้า

     

    เย่หยุนซีกวาดสายตามองทุกสรรพสิ่งจากบนฟากฟ้า ในใจเต็มไปด้วยความยินดี เพียงเท่านี้ภารกิจในการทำให้เมืองชายแดนประจิมกลับมาอุดมสมบูรณ์ก็เสร็จสิ้นอย่างสวยงาม

     

    “ดูเหมือนกองทัพประจิมจะถอนกำลังกลับเมืองหลวงกันไปหมดแล้ว แถมพวกท่านพ่อเองก็ไม่ได้อยู่ที่นี่” พูดจบ! บุรุษหนุ่มตัดสินใจตรงดิ่งลงไปเบื้องล่าง ซึ่งคนที่มาต้อนรับเขานั้น แน่นอนว่าย่อมเป็นโฉมสะคราญทั้ง 4

     

    “ยินดีต้อนรับกลับสามี” หยุนฉางเยว่เป็นตัวแทนกล่าวทักทายอย่างอ่อนหวาน

     

    เย่หยุนซีเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็เดินเข้าไปสวมกอดภรรยาอันเป็นที่รักทีละคนด้วยความคิดถึงคะนึงหา ซึ่งแน่นอนว่ามันทำให้มู่หลินเฟยและเหยียนลี่ถึงกับใบหน้าแดงระเรื้อ ตัวแข็งค้าง เนื่องจากตลอดชีวิตของพวกนางยังไม่เคยถูกชายใดสวมกอดเช่นนี้

     

    “คิกคิก สามีรีบไปทักทายอาจารย์ก่อนเถอะ เอาไว้ค่อยมาแสดงความรักกับพวกเราภายหลัง” หลิงจีป้องปากหัวเราะพลางกล่าวอย่างขบขัน

    “เชิญแม่นางทั้งสี่นำทางสามีผู้โง่เขลา” เย่หยุนซีหยอกเย้าเล็กน้อยพอเป็นพิธี

     

    หลังจากนั้นไม่นาน ทั้ง 5 คนเดินเข้าไปยังห้องรับแขกของคฤหาสน์เจ้าเมืองที่พึ่งสร้างขึ้นใหม่ ซึ่งภายในมีชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสะอาดสะอ้านราวกับเทพบุตรกำลังนั่งเท้าคางดื่มสุรา

     

    เย่หยุนซีดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า ถึงแม้จะแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวแต่เขาก็จำได้ว่านี่คือผู้เป็นอาจารย์ของเขา หลี่ไป่ “สวรรค์!! นี่ดวงตะวันจะขึ้นทางทิศตะวันตกหรืออย่างไร ท่านเซียนกระบี่เมามายผู้ยิ่งใหญ่ถึงได้หันมาดูแลตัวเองเช่นนี้”

     

    “ฮ่าๆ มาแล้วหรือ เจ้าเด็กแสบตัวดี ไหนลองบอกมาซิว่าปิดด่านครั้งนี้ได้ประโยชน์อะไรบ้าง” หลี่ไป่หัวเราะให้กับคำหยอกล้อเหล่านั้น ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสนใจ

     

    เย่หยุนซีนั่งลงบนเก้าอี้ที่ยังว่างพร้อมกับภรรยาสาว 4 นางซึ่งอยู่ข้างกาย “ผลการปิดด่านครั้งนี้ทำให้ข้ากลายเป็นผู้ใช้ค่ายกลระดับ 7 และนักปรุงโอสถระดับเบิกนภาขอรับ”

     

    “พรวด! ว่าไงนะ!!”

     

    ผู้เป็นอาจารย์ถึงกับสำลักสุรา ดวงตาฉายแววสั่นสะท้าน ถึงแม้เขาจะรู้อยู่แล้วว่าลูกศิษย์คนนี้มากล้นไปด้วยพรสวรรค์ แต่การที่เก่งกาจรอบด้านด้วยวัยเพียงเท่านี้มันจะเกินไปหรือเปล่า

     

    “เห้อๆ เจ้าหนู นี่เจ้าไม่คิดจะให้อัจฉริยะคนอื่นมีที่ยืนบ้างหรืออย่างไร?”

     

    “ฮ่าๆๆอาจารย์ ท่านก็พูดชมเชยเกินไป ลูกศิษย์ของท่านไม่ได้ฝึกฝนไปแข่งขันกับใครเสียหน่อย ข้าฝึกฝนเพื่อปกป้องตนเองและครอบครัวต่างหาก” เย่หยุนซียิ้มพลางส่ายศีรษะ ก่อนจะกระดกสุราที่ภรรยารินให้

     

    “เห้อ ช่างมันเถอะๆ ว่าแต่เจ้าพร้อมจะไปแดนเซียนแล้วใช่หรือไม่?” สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป หลี่ไป่เอ่ยถามอย่างจริงจัง

     

    บุรุษหนุ่มเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พลันหยุดชะงักการกระทำของตนเองในทันที “การที่ท่านกล่าวเช่นนี้ แสดงว่าทุกอย่างเตรียมการพร้อมแล้วงั้นหรือขอรับ?”

     

    หลี่ไป่พยักหน้าตอบกลับ “ใช่! ตอนนี้พวกเรารอเพียงแค่เจ้าเท่านั้น”

     

     “แหะๆ ถ้างั้นพวกเราก็ไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆกันเถอะขอรับ ข้าไม่อยากทำให้พวกเขาเสียเวลาไปมากกว่านี้”

     

    เมื่อได้สดับวาจาของเย่หยุนซี ผู้เป็นอาจารย์อย่างเซียนกระบี่เมามายก็ลุกขึ้นกระชากมิติเบื้องหน้าจนเกิดรอยฉีกขาด

     

    หลังจากนั้นไม่นานนัก ทุกคนก็พากันเดินข้ามผ่านมิติไปยังอีกฝั่ง ทัศนียภาพแปรเปลี่ยนไปโดยฉับพลัน จากเดิมที่เคยเป็นห้องรับแขกของคฤหาสน์ก็กลับกลายด้านบนเรือเหาะขนาดมหึมาลำหนึ่งซึ่งบินอยู่เหนือวังนภากระจ่างริมชายฝั่งมหาสมุทรอันกว้างใหญ่

     

    เย่หยุนซีกวาดสายตามองในทันใด ทำให้เขาได้เห็นว่าภายในเรือลำนี้เต็มไปด้วยคนคุ้นหน้าจำนวนมาก แถมส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับจักรพรรดิทั้งนั้น

     

    “ขออภัยที่ทำให้ทุกท่านรอนาน” บุรุษหนุ่มโค้งศีรษะเล็กน้อยให้กับทุกคนซึ่งอยู่ ณ ที่แห่งนี้

     

    “คิกคิก ลูกแม่ เจ้ามาได้เสียที” หลังจากที่เด็กหนุ่มทำความเคารพ เสียงของสตรีที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง

     

    ใบหน้าของเย่หยุนซีประดับรอยยิ้มแห่งความปิติยินดีโดยพลัน แต่เมื่อหันไปมองยังต้นเสียงนั้น ใบหน้าอันหล่อเหลาก็พลันแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างราวกับจะถล่นออกมาจากเบ้า

     

    เพราะสิ่งที่ปรากฏในคลองสายตาของเขา คือบรรดาแม่ๆอย่าง รั่วปิงอี้ สวีหนิง และลูหลินที่กำลังโอบอุ้มทารกน้อย 3 คนเอาไว้

     

    “ทะ ท่านแม่ นะ นี่คือ?”

     

    “คิกคิก ทั้ง 3 คือน้องสาวและน้องชายของลูกไง”

     

    “เปรี้ยง!”

     

    ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางใจ ใบหน้าที่แข็งทื่อค่อยปรากฏรอยยิ้มออกมา

     

    “นะ น้อง พวกเขาน้องของข้า” บุรุษหนุ่มพึมพำถ้อยคำนี้อยู่หลายครา พร้อมทั้งค่อยๆเดินไปหาทารกน้อยซึ่งอยู่ในอ้อมแขนของมารดาทั้ง 3 นาง

    คล้ายกับเรื่องเทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต ที่คุณอ่าน