แหวนมิติ

    ตอนที่47 ฉันควรที่จะได้สมบัตินั้น

    ชี่ ชี่--! เสียงเนื้อสีม่วงถูกย่างอยู่บนกระทะ มันเป็นเนื้อของยักษ์ชาลีที่กำลังส่งกลิ่นหอมๆในตอนนี้ฝนหยุดตกแล้ว หลางหลินจึงตั้งเตาย่างเนื้อยักษ์ชาลีเพื่อฟื้นฟูร่างกาย เนื้อของยักษ์ชาลีเป็นเนื้อคุณภาพดี มันสามารถที่จะช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูเลือดและฉีให้เร็วขึ้น และอีกข้อดีของมันก็คือรสชาติที่อร่อยกว่าเนื้อสัตว์บนโลก
    เนื้อถูกย่างจนเป็นสีเหลืองทองพร้อมกับโรยด้วยเกลือนิดหน่อยก่อนจะกิน
    ไม่ต้องมีน้ำซอสหรืออะไรทั้งนั้น รสชาติเดิมๆ ของเนื้อแค่นี้ก็อร่อยเป็นอย่างมาก
    "ฉันจำเป็นต้องเสริมความแข็งแกร่งโดยเร็ว! ไม่อย่างนั้นล่ะก็..." หลังจากกินเสร็จหลางหลินก็นั่งฟื้นฟูตัวเอง ถึงแม้ร่างกายจะไม่มีบาดแผลก็ตาม แต่อย่างไรจิตใจของชายหนุ่มก็บอบช้ำเป็นอย่างมาก
    ถ้าหากหลางหลินสามารถควบคุมร่างกายให้ดีเหมือนนักฆ่า ด้วยการบัพของแหวนมิติลดแรงโน้มถ่วง 5 เท่า การฆ่าคนทั้งสองมันจะกลายเป็นแค่เรื่องง่ายๆ
    ตอนนี้เขาจำเป็นต้องมีทักษะการเคลื่อนไหวที่ดีกว่านี้!
    "ฟู่-!" หลางหลินถอนหายใจยาว หลังจากที่นั่งฟื้นฟู 15 นาที เขาก็เก็บของมุ่งหน้าเข้าสู่หุบเขาลึก
    ถึงแม้ว่าเมื่อวานจะเป็นการต่อสู้ที่ยากที่สุดต้ั้งแต่เขาเผชิญมา แต่ก็ไม่ลืมถึงการมาในครั้งนี้ การมาในครั้งนี้เป็นการมาหาประสบการณ์ในภูเขา
    โดยคู่ต่อสู้คือสัตว์ร้ายในภูเขาลึก!
    หลางหลินอยากจะรู้ว่าระดับพลังของตัวเองเมื่อเทียบกับสัตว์แล้วจะเป็นยังไง แต่การต่อสู้เมื่อวานก็ทำให้เขาได้เข้าใจอย่างหนึ่ง เขานั้นมีพลังแต่...ก็ขาดทักษะในการฆ่า มันก็เหมือนกับมีปืนอยู่ในมือแต่ไม่รู้วิธีใช้นั่นแหละ
    "แปลกมาก" หลางหลินมองไปรอบๆ สีหน้าประหลาดใจ "นี่ฉันก็เดินเข้ามาลึกแล้ว ทำไมถึงยังไม่เจอสัตว์เลยสักตัว?"
    ภูเขาในประเทศจีนมักจะมีสัตว์อาศัยอยู่ และมันก็เป็นสัตว์ดุร้ายแต่มันก็น่าแปลก เมื่อเขาเข้ามาลึกแล้วแต่กลับไม่เจอสัตว์แม้แต่ตัวเดียว
    "นี่มัน?" หลางหลินเดินไปไม่กี่ก้าวก็พบเข้ากับร่างของหมีที่ถูกผ่าครึ่ง เขาใช้มือสัมผัสกับบาดแผล "เหมือนกับว่าหมีตัวนี้ถูกผ่าด้วยพละกำลังมหาศาล?" ร่องรอยการผ่าเป็นรอยเรียบ มันถูกผ่าอย่างประณีตและคนที่ทำแบบนี้ได้ก็ต้องเป็นคนที่มีแรงเยอะถึงจะสามารถผ่าหมีตัวใหญ่ได้ในดาบเดียว! และอีกอย่างรอยแผลก็ยังใหม่ๆ แสดงว่าหมีตัวนี้คงถูกฆ่าตายได้ไม่นาน
    "มีผู้บ่มเพาะเข้ามาที่นี่เหมือนกับสามคนนั้นงั้นเหรอ?" หลางหลินคิดถึงสามคนที่เพิ่งฆ่าไปในภูเขา "หรือว่าในภูเขานี้จะมี....สมบัติ?"
    นอกจากสมบัติแล้วเขาก็นึกไม่ออกว่าคนพวกนี้จะเข้ามาที่นี่ทำไม เลือดและเนื้อของสัตว์ธรรมดาไม่สามารถเพิ่มพลังฉีได้ แต่หากเป็นสมบัติล่ะก็มันจะต่างออกไป
    ตั้งแต่หลางหลินพบแหวนมิติก็ได้รู้หลายอย่าง รวมทั้งสิ่งของที่ใช้ทะลวงระดับพลังให้สูงขึ้น คนธรรมดาจะใช้สมบัติและเนื้อของสัตว์อสูรในการทะลวงไปในขั้นที่สูงขึ้น แต่หลางหลินนั้นต่างเขาสามารถอัปเด็กฝึกหัดข้ามมิติให้มีระดับสูงขึ้น เพื่อข้ามขีดจำกัดร่างกายได้ แต่แต้มประสบการณ์ที่ใช้ก็สูงเป็นอย่างมาก และเขาจำเป็นต้องใช้สมบัติมายกระดับร่างกายเหมือนกัน
    แต่ตอนนี้เขายังไม่มีสมบัติยกระดับร่างกายเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ถึงแม้ว่าเขาจะมีเข็มทิศคลื่นสมบัติก็ตาม แต่ก็ยังไม่เคยเจอสมบัติเลยสักครั้ง ทำให้หลางหลินอารมณ์เสีย
    "ถ้าหากพวกมันมาที่ภูเขาเพื่อหาสมบัติ มันก็ง่ายเป็นอย่างมากที่ฉันจะหามันเจอ!" หลางหลินมีเข็มทิศคลื่นสมบัติ มันเป็นสมบัติเวทมนตร์ระดับ 2 สามารถที่จะใช้หาสมบัติในระยะ 1 กิโลเมตร
    มันค่อนข้างสะดวกหากอยู่ในสุสาน แต่อย่างใดก็ตามตั้งแต่เขาเป็นเจ้าของ ก็ยังไม่เจอสมบัติเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
    หลางหลินนำเข็มทิศออกมา เขาเริ่มใช้งานมันด้วยพลังฉี
    ฟู่ว-!! ตอนนี้เข็มทิศสีใสได้ปรากฏ เห็นได้ชัดว่าที่นี่ต้องมีสมบัติอย่างแน่นอน
    เข็มทิศสีใสเป็นพลังฉีของเขา ถ้าหากมันปรากฏก็แสดงว่ามีสมบัติในระยะ 1 กิโลเมตร แต่ถ้าหากมันไม่ปรากฏและหมุนเฉยๆ นั่นก็แสดงว่าไม่มี
    "ฮึ่ม...เป็นอย่างที่ฉันคิดพวกมันมาที่นี่เพื่อสมบัติ!" หลางหลินมีสีหน้าเย็นชา แม้แต่น้ำเสียงก็เปลี่ยนเป็นเรียบเฉยจนน่าตระหนก
    หวืด--! ร่มทมิฬถูกนำออกมา หลางหลินเริ่มวิ่งไปในทิศทางที่เข็มทิศชี้ "ฉันควรที่จะซ่อนตัวเพื่อดูสถานการณ์เมื่อเจอพวกมัน!"
    หลางหลินรู้ว่ามันอันตรายหากเจอกับพวกมัน เขาจำเป็นต้องซ่อนตัวเพื่อดูสถานการณ์ กระบี่ไม่ได้ถูกเขาใช้เพราะมันจะเป็นปัญหาได้หากมันเป็นพวกเดียวกัน
    พื้นดินเต็มไปด้วยโคลนเพราะเมื่อคืนฝนตกรุนแรงมาก มีบ่อน้ำเล็กๆ บ้างประปรายตามทาง มันส่งเสียงทุกครั้งหากมีสิ่งใดวิ่งผ่าน หลางหลินต้องชะลอฝีเท้าลงเพื่อหลบสิ่งกีดขวาง
    เมื่อเป็นอย่างนั้นเวลาที่เขาใช้ควบคุม เข็มทิศคลื่นสมบัติก็เสียไปมาก ทำให้หมดพลังฉีไปเยอะ
    "ที่นี่งั้นเหรอ?" หลางหลินหยุดอยู่ที่หลังต้นไม้ในขณะเอาเนื้อยักษ์ชาลีในแหวนมิติมากิน เพื่อฟื้นฟูพลังฉีที่สูญเสียไป
    ด้านหน้าของเขาปรากฏคนหลายกลุ่ม บางคนอยู่รวมกลุ่มกัน ส่วนบางคนก็อยู่คนเดียว ชุดที่พวกเขาใส่ส่วนมากจะเป็นชุดคลุมยาว ดูเหมือนพวกลัทธิอะไรสักอย่าง แต่ก็มีบ้างที่แต่งตัวแบบหลางหลินและคนส่วนนั้นมักจะยืนอยู่คนเดียว แต่ละคนอายุ 50 ปีเป็นอย่างมาก และอย่างต่ำก็ 30 ปี ทุกคนมีกระเป๋าขนาดใหญ่วางอยู่ข้างๆ ดูเหมือนจะนำมาใส่บางอย่าง
    "นั่นมัน!" หลางหลินสำรวจคนโดยรอบ แต่ก็ต้องมีสีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชาเมื่อพบกับคนกลุ่มหนึ่ง คนกลุ่มนั้นสวมชุดคลุมสีขาวมีกระบี่เหน็บอยู่ที่เอวเหมือนกันทุกคน อีกทั้งตัวกระบี่และชุดคลุมก็ดูคุ้นตาเป็นอย่างมาก พวกเขาเป็นคนของนิกายกระเรียน!!
    หลางหลินเริ่มฟังในสิ่งที่ทุกคนพูดกัน เพื่อประเมินสถานการณ์
    "ทุกคนตอนนี้ฝนก็หยุดตกแล้ว ตอนนี้ได้เวลาที่จะเข้าไปในถ้ำเพื่อหาสมบัติแล้ว!" ชายที่มีอายุ 50 ปี พูดด้วยเสียงที่อัดอนุภาคพลังฉี ทำให้เสียงดังเหมือนกับเครื่องขยาย มันเป็นลู่ตงเกอ
    "เรื่องนั้นพวกเรารู้อยู่แล้ว เพราะงั้นไม่ต้องมาบอก!" ชายที่มีแผลเป็นบนใบหน้าพูดขึ้น เขาสวมชุดคลุมสีดำ และมีพรรคพวกอยู่ 5 คน เขาเป็นกลุ่มคนที่ดูอันตราย ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่กล้าอยู่ใกล้พวกเขา
    "อี้ชา! แกนี่มันชอบขัดฉันตลอดเลย!" ลู่ตงเกอมีสีหน้าเขียวคล้ำ อี้ชาเป็นคู่ปรับของเขาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา พวกเขาเคยประลองกันทุกครั้งเเละก็มักจะจบลงที่ผลเสมอกัน
    "เริ่มเลยละกัน ฉันไม่ชอบที่จะรอพวกนิกายใหญ่อย่างพวกแกหรอกนะ มันน่ารำคาญ!" ชายที่ยืนอยู่คนเดียวพูดขึ้น เขาเป็นชายหนุ่มอายุ 30 ปี โอหยางเฮา!
    "โอหยางเฮา! ถ้าหากระดับพลังของแกไม่สูงกว่าทุกคนในนี้ล่ะก็ ฉันนี่แหละจะเป็นคนจัดการแกเอง!" อี้ชาเป็นคนอันตรายเเละพร้อมจะปะทะทุกเมื่อ แต่เขาก็รู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถสู้กับโอหยางเฮาได้ เพราะระดับพลังของโอหยางเฮาสูงกว่าทุกคนในที่นี้ และถึงแม้โอหยางเฮาจะเป็นผู้บ่มเพาะที่ไม่มีนิกายตัวคนเดียว แต่มันก็จะไม่ใช่ไรเรื่องง่ายเพราะโอหยางเฮามีตระกูลที่แข็งแกร่งหนุนหลัง!
    "มีคนแบบฉันอยู่ด้วยงั้นเหรอ? ถ้างั้นฉันก็ไม่จำเป็นต้องซ่อน....แต่ดูสถานการณ์ไปก่อนก็แล้วกัน" หลางหลินรู้แล้วว่าตอนนี้คนทั้งหมดไม่ใช่พวกเดียวกัน และมีคนแบบเขาที่ฝึกตัวคนเดียวไม่มีนิกาย
    คนพวกนั้นถึงแม้จะไม่มีนิกาย แต่ใบหน้าของพวกเขาก็ไม่ได้เผยความกลัวเลยแม้แต่น้อย เมื่อต้องเผชิญหน้ากับนิกาย!
    โดยเฉพาะโอหยางเฮาที่มีระดับพลังมากที่สุดคนนั้น เขาเป็นคนเดียวในนี้ที่อยู่รวบรวมฉีระดับสูงสุด เหมือนกับอี้กงจวินที่หลางหลินต่อสู้ด้วย
    ส่วนคนอื่นระดับพลังอยู่ที่ ระดับต่ำและกลาง!
    "คนพวกนี้ดูแก่แล้วแต่ก็ยังอยู่แค่ระดับนี้?" เขายิ้ม "หากเทียบกับฉันที่ฝึกเพียงสองเดือนแล้ว...พวกมันก็เป็นแค่พวกสวะ!" หลางหลินหัวเราะในใจด้วยสีหน้าอารมณ์ดี ตอนนี้เขารู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมากที่อยู่เหนือคนพวกนี้ หากเขามีอายุเท่าคนพวกนี้ล่ะก็ หลางหลินเชื่อว่าตัวเองจะต้องมีระดับสูงกว่าพวกสวะนี้อย่างแน่นอน
    นี่ไม่ใช่ความมั่นใจบ้าๆ แต่มันมีความเป็นไปได้เพราะหลางหลินมีแหวนมิติ!
    แหวนที่จะทำให้เขาได้เดินทางไปยังมิติใหม่ๆ เพื่อทรัพยากรเทคโนโลยีล้ำยุค! นั่นคือเส้นทางที่เขาเดินซึ่งต่างกับสวะเหล่านี้
    "เหอะ!" โอหยางเฮาแค่นเสียงเย็น "ก็นึกว่าจะมีคนเก่ง ที่ไหนได้มีแต่พวกขี้ขลาด รีบเอาสมบัติแล้วกลับดีกว่า ส่วนพวกแกก็อยู่ที่นี่ไปละกัน!" โอหยางเฮาเป็นคนแรกที่เข้าไปในถ้ำ คนอื่นๆ เมื่อเห็นอย่างนั้นก็รีบเข้าไป
    แม้แต่ผู้บ่มเพาะที่ไม่มีนิกายกต่างก็รีบวิ่งเข้าไป ตอนนี้หน้าทางเข้าถ้ำจึงดูโล่งกว้าง ต่างจากคราแรกที่ดูแน่นขนัด
    "เอาละ พวกเราเองก็เข้าไปกันเถอะ ถึงแม้ท่านอี้กงจวินยังไม่มา แต่เราก็ไม่สามารถชักช้าได้" เกอเหอเทาบอกกับผู้อาวุโสของนิกายกระเรียนสองคน ผู้อาวุโสพยักหน้ารับ จากนั้นพวกเขาก็วิ่งเข้าไปในถ้ำเหมือนกับคนอื่นๆ
    ตอนนี้หน้าทางเข้าถ้ำจึงไม่มีใครอีกแล้ว สักพักก็มีเงาสีดำปรากฏ
    หน้าทางเข้าถ้ำปรากฏร่างของคนสวมกางเกงสีดำเสื้อเชิ้ตสีขาว พร้อมกับร่มสีดำในมือ..."ฉันควรที่จะได้สมบัตินั้น!" มันเป็นหลางหลินเองที่เดินมาพร้อมกับร่มทมิฬ!