“และแล้วฉันก็ได้มันมา ตำแหน่งขุนพลอันดับหนึ่งต้องเป็นของฉัน” ขุนพลลงทัณฑ์พูดออกมาอย่างบ้าคลั่งหลังรับด้ามดาบดำไป
ในขณะเดียวกันอานนท์พูดอย่างแผ่วเบากับคิมหันต์ที่เดินเข้ามาใกล้ “แนะนำให้ถอยออกไปห่าง ๆ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นคิมหันต์รีบหันไปมองทางขุนพลลงทัณฑ์อย่างทันที
ในวินาทีเดียวกัน ขุนพลลงทัณฑ์สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ประหลาด ราวกับพลังเวทมนตร์ของเขากำลังไหลออกไป แม้ว่าเขาไม่มั่นใจนัก แต่ในวินาทีต่อมาเขาก็เริ่มมั่นใจ เขารู้สึกได้ถึงพลังเวทมนตร์ทั่วทั้งตัวเขากำลังไหลไปในทิศทางเดียว มันกำลังไหลไปทางมือที่กำด้ามดาบสีดำเอาไว้
หลังจากนั้นคิมหันต์เห็นท่าทางแปลก ๆ จากขุนพลลงทัณฑ์ เขาเห็นขุนพลลงทัณฑ์กำลังพยายามสลัดด้ามดาบที่เขารับไปจากอานนท์ เขาทั้งเหวี่ยงมืออย่างรุนแรง ทั้งกลางนิ้วออกจากด้ามดาบสีดำนั่น ราวกับมันมีแม่เหล็กติดอยู่ที่มือของเห็นขุนพลลงทัณฑ์ ไม่ว่าเขาจะพยายามสักแค่ไหน เจ้าด้ามดาบสีดำก็ไม่ยอมหลุดออกมาจากมือของเขาเลย
“ถอยไป” อานนท์ตวาดเสียงดังใส่เขา และตอนนั้นเองที่เขาเห็นว่า อานนท์ในตอนนี้จากสีผมที่เคยเป็นสีดำ มันค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีดำที่สว่างขึ้นเรื่อย ๆ มันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาเข้ม ก่อนจะเริ่มจางขึ้นเล็กน้อย
เมื่อเห็นคิมหันต์มัวแต่ยืนนิ่งอึ้ง อานนท์จึงตัดสินใจผลักคิมหันต์ให้ถอยหลังไปไกล ๆ
หลังคิมหันต์ตั้งหลักได้ เขาหันกลับไปมองทันที เขาเห็นเพียงชายคนหนึ่งที่เขาคิดว่าคืออานนท์ รูปลักษณ์ภายนอกต่างไปจากเดิมเล็กน้อย ตอนนี้ผมของเขาใกล้เป็นสีเทาแล้ว แต่ก็ยังดูใกล้เคียงสีดำสีเดิมเช่นกัน แต่สิ่งที่ทำให้ชายคนนี้ต่างไปจากอานนท์คนเดิมคือความรู้สึกที่เย็นชา ความเย็นชาที่กำลังแผ่กระจายออกมาจากชายคนนี้ เพียงแค่มองเขาก็รู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วใจ เขาให้ความรู้สึกต่างกับอานนท์คนก่อนหน้านี้เกือบสิ้นเชิง หากเขาไม่ได้เห็นในขณะที่สีผมของชายคนนี้กำลังเปลี่ยนไปกับตา คิมหันต์คงคิดว่าชายคนนี้กับอานนท์ที่เขาเคยเจอพร้อมกับปลายฝนต้องเป็นคนละคนกันอย่างแน่นอน
สิ่งที่คิมหันต์ต้องการเห็นไม่ใช่อานนท์ แต่เป็นขุนพลลงทัณฑ์ต่างหาก ในครั้งแรกเขายังมองหาขุนพลลงทัณฑ์ไม่เจอ แต่เมื่อเขาอานนท์กำลังก้มทำอะไรบางอย่าง เขาก็ตระหนักได้ว่าขุนพลลงทัณฑ์ที่เขามองหาตอนนี้นอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้น เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับขุนพลลงทัณฑ์
คิมหันต์รีบเข้าไปหาทันที แต่ไม่ทันที่เขาจะได้เข้าใกล้ร่างของขุนพลลงทัณฑ์ที่นอนนิ่งอยู่บนพื้น ขาของเขาก็หยุดอยู่กับที่ ขาของเขาสั่นโดยอัตโนมัติด้วยความกลัว ภาพสภาพร่างที่แห้งเหี่ยวจนเหลือเพียงกระดูกราวกับเป็นศพมัมมี่มันอยู่ในชุดเกราะสีแดงเพลิงของขุนพลลงทัณฑ์ ขุนพลลงทัณฑ์กลายเป็นซากศพแห้งกรังไปแล้ว
“เห็นเจ้าหมอนี่แล้วยังอยากยืมเจ้านี่อีกไหม?” เสียงอานนท์เย็นเยียบ
เขาหันเพียงหัวของเขามาเหลือบมองคิมหันต์ขณะถามพร้อมกับชูด้ามดาบดำไปด้วย คิมหันต์ได้แต่กระเดือกน้ำลายลงคอที่แห้งผากโดยไม่มีเสียงพูดใดหลุดออกมาได้
ตอนนี้เขารู้ว่าแล้วทำไมอานนท์ถึงพยายามเลี่ยงไม่ให้เขายุ่งกับคำว่าดาบอนันต์มนตรา เพราะหากเขารู้จักมันอย่างแท้จริง เขาจะไม่คิดไปยุ่งกับมันอย่างแน่นอน และตอนนี้ร่างที่แห้งเหี่ยวจนเหลือแต่กระดูกคงจะเป็นเขาแทนที่จะเป็นขุนพลลงทัณฑ์ไปแล้ว อานนท์พยายามช่วยเขาไว้เพราะเป็นคนรู้จักกับปลายฝน ไม่อย่างนั้นเขาคงยื่นด้ามดาบนั่นให้เขาอย่างไม่ลังเลเหมือนกับที่เขายื่นให้ขุนพลลงทัณฑ์อย่างไม่ห่วงแหนมันเลย มันแสดงให้เห็นแล้วว่า นอกจากตัวอานนท์เองแล้วคนอื่นไม่มีสิทธิ์ที่จะจับด้ามดาบดำที่เขาเรียกเอาเองว่าดาบอนันต์มนตรา
“ฉันคงต้องรีบไปแล้ว เดี๋ยวคราวนี้พ่อคุณกุนซือมารคงจะมาด้วยตัวเองแล้ว” พูดเสร็จอานนท์ก็เก็บด้ามดาบดำเข้ากล่องโลหะตามเดิม ก่อนจะดูตัวเองแล้วพูดว่า “ขุนพลลงทัณฑ์นี่อ่อนแอสิ้นดี มีพลังแค่นี้กลับเป็นถึงขุนพลระดับหัวกะทิของกองทัพศิขาได้ยังไง กระจอกสิ้นดี”
ราวกับตื่นจากภวังค์แห่งความตกตะลึง คิมหันต์รีบพูด “ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วก็อยู่ฆ่ากุนซือมารเลยสิ”
อานนท์รู้สึกเบื่อหน่ายกับชายคนนี้เต็มทน เขาบ่นออกมา “รู้สึกเป็นห่วงกับการฆ่ากุนซือมารเสียเหลือเกินนะ ไม่ต้องห่วง ฉันฆ่ามันแน่ แต่แค่ยังไม่ถึงเวลา เพราะไม่ว่ายังไงฉันก็ยังต้องไปเอาของของฉันคืน”