สวี่หัวลี่เพียรพยายามเก็บหอมรอมริบอย่างยากลำบาก ทยอยส่งเงินกลับบ้านตลอดหลายปี รวมเป็นเงินกว่าสองแสนหยวน พ่อแม่ของเธอนำเงินก้อนนี้ไปซื้อตึกแถวในตัวอำเภอให้สวี่หัวหลง ลูกชายไม่เอาถ่าน พอสวี่หัวหลงมีตึกแถวในเมือง ก็หาคู่ครองได้อย่างราบรื่นและแต่งงานในที่สุด โดยมีสวี่หัวลี่เป็นผู้รับผิดชอบค่าสินสอดทองหมั้นทั้งหมด
หลังแต่งงานได้ไม่นาน ทั้งคู่ก็มีลูกด้วยกัน สองสามีภรรยาสวี่หัวหลงนับเป็นคนประเภทเดียวกันอย่างแท้จริง คือรักสบายเกลียดงานหนัก ทะเยอทะยานแต่ไร้ความสามารถ ค่าใช้จ่ายของครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกจึงต้องพึ่งพาพ่อแม่สวี่คอยจุนเจือ ทว่าพ่อแม่สวี่ทำนาทั้งปีจะมีรายได้สักเท่าไหร่กัน? สุดท้ายก็ไม่พ้นต้องมาสูบเลือดสูบเนื้อจากสวี่หัวลี่อยู่ดีมิใช่หรือ?
แม้ว่าสวี่หัวลี่จะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกเล็กๆ ในบริษัท รู้จักแต่งเนื้อแต่งตัว และหน้าตาจัดว่าใช้ได้ แต่ภูมิหลังครอบครัวกลับเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เธอต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าในตลาดหาคู่ ระหว่างนั้นเคยมีชายหนุ่มนิสัยดีเข้ามาจีบเธอบ้าง แต่พอพวกเขารู้ว่าเบื้องหลังสวี่หัวลี่มีครอบครัวปลิงดูดเลือดคอยเกาะกินอยู่ทั้งโขยง ต่างก็รีบถอยหนีกันแทบไม่ทัน แม้กระทั่งชายหนุ่มฐานะยากจนข้นแค้นที่ไม่มีสมบัติติดตัว ก็ยังไม่เต็มใจจะแต่งงานกับผู้หญิงที่มีภาระครอบครัวหนักอึ้งอย่างเธอ
ทิงเสวี่ยต้องใช้ความพยายามอย่างมากและฝ่าฟันอุปสรรคมากมายกว่าจะได้พบสวี่หัวลี่อีกครั้ง การกลับมาพบกันหลังจากผ่านไปหลายปี เต็มไปด้วยอ้อมกอด คราบน้ำตา และเสียงหัวเราะ เมื่อมองสวี่หัวลี่ในวัยสามสิบที่ดูผ่านโลกมาอย่างโชกโชน เธอก็อดรู้สึกสงสารจับใจไม่ได้
เธอพยายามเกลี้ยกล่อมสวี่หัวลี่ให้ตัดขาดจากครอบครัวเฮงซวยนั่นเสีย แล้วหันมาใช้ชีวิตของตัวเองให้ดี แต่สวี่หัวลี่ก็ทำใจทิ้งพ่อแม่บังเกิดเกล้าไม่ลง เธออาจจะเพิกเฉยต่อครอบครัวของสวี่หัวหลงได้ แต่กับพ่อแม่ตัวเอง เธอกลับใจแข็งไม่พอ พ่อแม่ตระกูลสวี่เองก็รู้จุดอ่อนข้อนี้ดี จึงถือโอกาสขูดรีดเธอสารพัด เพียงแค่สวี่หัวลี่เปรยว่าจะเลิกส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัวน้องชาย แม่สวี่ก็จะโวยวายขู่ฆ่าตัวตายทันที แล้วแบบนี้สวี่หัวลี่จะไม่กลัวได้อย่างไร?
ทิงเสวี่ยไม่ต้องการให้ชีวิตในชาตินี้ของสวี่หัวลี่ต้องซ้ำรอยเดิมเหมือนชาติก่อน เธอหวังว่าจะสามารถโน้มน้าวความคิดของสวี่หัวลี่ได้บ้าง เพื่อให้เธอตระหนักว่า คนเราเกิดมาต้องมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง สำหรับคนที่รักเรา ย่อมต้องมอบความรักตอบแทนให้อย่างเท่าเทียมหรือมากกว่า แต่สำหรับพวกปรสิตคอยดูดเลือดพวกนั้น แค่ให้ความเคารพตามสมควรแต่รักษาระยะห่างไว้ก็เพียงพอแล้ว
......
วันแรกของการเปิดเทอมยังคงผ่านไปอย่างสบายๆ ไม่มีการเรียนการสอนจริงจัง คุณครูเพียงแค่แจกหนังสือเรียนสำหรับเทอมใหม่ การเรียนการสอนอย่างเป็นทางการจะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้ ตลอดช่วงเช้า ทิงเสวี่ยกับเพื่อนๆ จึงเอาแต่จับกลุ่มเล่นกันอย่างสนุกสนาน หนังสือเรียนใหม่ที่เพิ่งได้รับส่งกลิ่นหอมของหมึกพิมพ์จางๆ ชวนให้รู้สึกสดชื่นยามสูดดม
ไม่นานก็ถึงเวลาพักเที่ยง โดยปกตินักเรียนที่บ้านอยู่ใกล้โรงเรียนจะกลับไปกินข้าวที่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กในหมู่บ้านเดียวกัน ส่วนเด็กจากหมู่บ้านอื่นที่อยู่ไกลออกไปมักจะห่อข้าวมากินเอง แน่นอนว่าทิงเสวี่ยต้องกลับไปกินข้าวที่บ้าน
“ลี่ลี่ เธอกินอะไรเป็นมื้อเที่ยงเหรอ?” ทิงเสวี่ยเอ่ยถาม
สวี่หัวลี่หยิบกล่องข้าวของตัวเองออกมาจากกระเป๋านักเรียน ภายในมีหมั่นโถวแป้งข้าวโพดกับผักกาดดอง ทิงเสวี่ยเห็นดังนั้นก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ เธอเหลือบมองไปทางสวี่หัวหลงโดยอัตโนมัติ เห็นเขากำลังหยิบมื้อเที่ยงของตัวเองออกมาทานเช่นกัน ทว่าสิ่งที่เขากินไม่ใช่หมั่นโถวแป้งข้าวโพดแห้งๆ แต่เป็นซาลาเปาลูกโต แม้จะไม่รู้ว่าไส้อะไร แต่ซาลาเปาย่อมอร่อยและน่ากินกว่าหมั่นโถวแป้งข้าวโพดหลายเท่าตัว
“ลี่ลี่ ไปกินข้าวที่บ้านฉันเถอะ” ทิงเสวี่ยคว้ามือสวี่หัวลี่จะพาลุกออกไป
“ไม่เป็นไรหรอกเสียวเสวี่ย ฉันห่อข้าวมาแล้ว”
ทิงเสวี่ยทำหน้ามุ่ย “ฉันไม่ได้ชวนเธอไปกินข้าวบ้านฉันทุกวันสักหน่อย แค่วันนี้วันเดียวเอง พวกเราไม่ได้เจอกันตั้งนาน ฉันคิดถึงเธอนะ”
เมื่อทนลูกตื๊อของทิงเสวี่ยไม่ไหว สวี่หัวลี่จึงยอมวางหมั่นโถวแป้งข้าวโพดลง แล้วเดินตามทิงเสวี่ยไป
ทิงเสวี่ยพาสวี่หัวลี่กลับมาที่บ้าน เมื่อรู้ว่าลูกสาวจะพาเพื่อนมากินข้าวเที่ยงด้วย หลินกั๋วผิงจึงจัดเตรียมอาหารไว้รอเรียบร้อยแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สวี่หัวลี่มาเที่ยวบ้าน หลินกั๋วผิงคุ้นเคยกับเด็กหญิงคนนี้ดีในฐานะเพื่อนสนิทของลูกสาว เขาจึงให้การต้อนรับขับสู้สวี่หัวลี่อย่างอบอุ่นเป็นพิเศษ
อาหารกลางวันมื้อนี้ของบ้านทิงเสวี่ยจัดว่าอุดมสมบูรณ์มาก มีทั้งซุปไก่ที่เหลือจากเมื่อวาน และกับข้าวเจอีกสองอย่างที่ทิงเสวี่ยชอบ ส่วนอาหารหลักคือข้าวสวยร้อนๆ ของโปรดทิงเสวี่ย
ปกติอาหารหลักของคนทางเหนือนิยมทานจำพวกแป้งและข้าวโพดเป็นหลัก อาทิ หมั่นโถว ซาลาเปา แผ่นแป้งทอด ปาท่องโก๋ หมั่นโถวแป้งข้าวโพด เป็นต้น ข้าวสวยนั้นหาทานได้ยากมาก ส่วนใหญ่จะซื้อข้าวสารมาไว้สำหรับต้มโจ๊กกินนานๆ ครั้งเท่านั้น ต่างจากคนทางใต้ที่ทานข้าวสวยเป็นอาหารหลัก คนทางเหนือมักมีความเชื่อว่ากินข้าวสวยแล้วไม่อิ่มท้องเท่าแป้ง
ในชาติก่อนทิงเสวี่ยเคยไปใช้ชีวิตอยู่ทางใต้นานหลายปี จึงคุ้นชินกับการกินข้าวสวย หลังจากเกิดใหม่เธอจึงนึกอยากกินข้าวสวยขึ้นมา ก่อนปีใหม่หลินกั๋วผิงจึงลงทุนซื้อข้าวสารมาถุงหนึ่งหนักสิบชั่ง ทำให้ทิงเสวี่ยได้ลิ้มรสข้าวสวยหอมนุ่มขาวราวกับหยกทุกๆ สองสามวัน
พอเห็นอาหารการกินที่บ้านทิงเสวี่ยดีขนาดนี้ สวี่หัวลี่ก็อดอิจฉาไม่ได้ “ทิงเสวี่ย บ้านเธอรวยจังเลยนะ”
ทิงเสวี่ยยิ้มพลางตอบ “บ้านฉันก็เหมือนบ้านเธอนั่นแหละ แต่ช่วงนี้ฉันไม่สบาย ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง พ่อเลยทำของอร่อยๆ ให้กินบำรุง ปกติฉันก็กินหมั่นโถวแป้งข้าวโพดเหมือนกัน”
“พ่อของเธอรักเธอมากจริงๆ เลยนะ!” สวี่หัวลี่เอ่ยด้วยสีหน้าอิจฉา
ทิงเสวี่ยไม่ปฏิเสธความจริงข้อนี้ “แน่นอนสิ พ่อบอกเสมอว่าฉันคือแก้วตาดวงใจของท่าน พ่อยอมกินหมั่นโถวแป้งข้าวโพด เพื่อเก็บแป้งสาลีขาวๆ ไว้ให้ฉันกิน ลี่ลี่ พ่อแม่ของเธอลำเอียงเกินไปแล้วนะ ดูอย่างมื้อเที่ยงวันนี้สิ ทำไมสวี่หัวหลงได้กินซาลาเปา แต่เธอต้องทนกินหมั่นโถวแป้งข้าวโพดล่ะ? เขาเป็นพี่ชายไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงไม่รู้จักเสียสละให้น้องบ้าง?”
สวี่หัวลี่ตอบเสียงอ่อย “ก็เขาเป็นเด็กผู้ชายนี่นา พ่อแม่ฉันก็ต้องลำเอียงรักลูกชายมากกว่าอยู่แล้ว ถ้าเธอมีน้องชายหรือพี่ชาย พ่อของเธอก็คงไม่รักเธอมากขนาดนี้หรอก”
ทิงเสวี่ย “…”
“พ่อคะ ถ้าหนูมีพี่น้องผู้ชาย พ่อจะไม่รักหนูเหมือนตอนนี้แล้วเหรอคะ?” ทิงเสวี่ยหันไปถามหลินกั๋วผิงที่กำลังเติมฟืนใส่เตาไฟ
บทสนทนาของเด็กน้อยทั้งสอง หลินกั๋วผิงได้ยินชัดเจนทุกคำ เขามองลูกสาวด้วยแววตาอ่อนโยนพลางตอบ “พ่อก็ต้องรักลูกเหมือนเดิมสิ ย่าของลูกเคยสอนไว้ว่า ลูกสาวต้องเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอม ส่วนลูกชายต้องเลี้ยงให้รู้จักความลำบาก”
ทิงเสวี่ยยิ้มหวานให้ผู้เป็นพ่อ ก่อนหันไปพูดกับสวี่หัวลี่ว่า “ได้ยินแล้วใช่ไหม พ่อฉันไม่มีทางรักฉันน้อยลงเพียงเพราะมีลูกชายหรอก เพราะฉะนั้นลี่ลี่ พ่อแม่ของเธอลำเอียงเกินไปจริงๆ ฉันไม่ได้ยุให้เธอแข็งข้อกับพวกเขานะ ยังไงพวกเขาก็เป็นผู้ใหญ่ เราเป็นแค่เด็ก ไม้ซีกงัดไม้ซุงไม่ไหวหรอก แต่อยากให้เธอรู้ไว้ว่าสิ่งที่พ่อแม่เธอทำมันไม่ถูกต้อง และอย่าเอาแต่เสียสละยอมสวี่หัวหลงฝ่ายเดียว ยอมอดทนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาเป็นพี่ชาย เขาต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายเสียสละให้เธอบ้าง”
คำพูดเหล่านี้ไม่เคยมีใครบอกสวี่หัวลี่มาก่อน ทุกคนต่างพร่ำบอกว่าเธอเป็นเด็กผู้หญิง ต้องคอยดูแลเอาใจใส่พี่ชาย เพราะเขาเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน เป็นความหวังของพ่อแม่ และเป็นผู้สืบทอดตระกูลสวี่ ส่วนเธอเป็นลูกสาว เปรียบเสมือนสินค้าขาดทุน โตขึ้นก็ต้องแต่งงานออกไปเป็นคนอื่น มีของอร่อยต้องยกให้สวี่หัวหลงกินก่อน เสื้อผ้าใหม่ถ้ามีชุดเดียวก็ต้องให้สวี่หัวหลงใส่ งานบ้านงานเรือนเธอก็ต้องทำมากกว่า เพราะสวี่หัวหลงเป็นผู้ชาย งานบ้านไม่ใช่หน้าที่ของผู้ชาย สวี่หัวลี่ทำเป็นหมดทุกอย่าง ทั้งซักผ้า ทำกับข้าว กวาดบ้านถูบ้าน แม้แต่งานในไร่นาก็ทำเป็น แต่สวี่หัวหลงล่ะ? นอกจากเที่ยวเล่นและก่อเรื่องแล้ว ก็ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง
คำพูดเตือนสติของทิงเสวี่ย ซึมลึกเข้าไปในใจของสวี่หัวลี่แล้ว เธอจ้องมองดวงตากลมโตดำขลับราวกับลูกองุ่นของทิงเสวี่ย แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ที่เธอพูดมาทั้งหมด ฉันเข้าใจแล้ว”
เธอเข้าใจแล้วจริงๆ เข้าใจอย่างถ่องแท้เลยทีเดียว