หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    เล่มที่ 3 บทที่ 90 วิปริตขั้นสุด

    บทที่ 90 วิปริตขั้นสุด

            จากนั้นลูกศิษย์สายในก็ก้าวออกมาท้าสู้อีก ความแข็งแกร่งและห้าวหาญของฉินชูกระตุ้นความปรารถนาที่จะต่อสู้ของพวกเขาให้ลุกโชน ทุกคนที่เฝ้าดูการต่อสู้อยู่ ต่างก็รู้ว่าฉินชูไม่ได้แสดงความแข็งแกร่งของเขาออกมา ตอนนี้เขาเล่นกับทุกคนด้วยวิชากระบี่พื้นฐานอันเรียบง่ายเท่านั้น

            แต่ผลลัพธ์ล้วนออกมาเหมือนกัน ลูกศิษย์สายหลักที่ออกมาท้าสู้ล้วนไม่สามารถทำให้ฉินชูเริ่มเป็นฝ่ายโจมตีก่อน เขาใช้การโจมตีของลูกศิษย์สายหลักมาขัดเกลากระบวนท่าป้องกันของตัวเอง

            หลังจากต่อสู้อีกสองสามรอบ ก็ไม่มีคนออกมาท้าสู้อีก

            “ศิษย์น้องฉิน วิชากระบี่พื้นฐานของเจ้าเป็นวิชาพื้นฐานจริงๆ หรือ” หลิวเสวี่ยถามขึ้น

            “ใช่แล้ว แต่ข้าผสานเคล็ดวิชากระบี่อีกอย่างเข้าไปเพื่อเพิ่มความเร็วกระบวนท่าพื้นฐาน” ฉินชูตอบคำถามหลิวเสวี่ย เขาเคารพหลิวเสวี่ยมาก หลังจากเขากลับมาครั้งนี้ หลิวเสวี่ยแวะไปเยี่ยมเขาถึงสองครั้ง อีกทั้งยังซื้อชุดชงชาใหม่ให้เขา นางเป็นเหมือนพี่สาวคนโตคนหนึ่ง

            “เมื่อวิชากระบี่พื้นฐานถูกขัดเกลาจนบรรลุแตกฉานก็ทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อ” ถางอวี่พูดขึ้น

            “วิชากระบี่พื้นฐานเป็นพื้นฐานของวิชากระบี่ทั้งปวง เป็นวิชาที่ตกทอดสืบต่อมาเป็นเวลาช้านานกว่าวิชากระบี่ไหนๆ มันไม่เคยถูกยุคสมัยกลืนกิน เพราะเหตุผลในตัวของมันเอง พวกเจ้าพึงจำเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นวิชายุทธ์รูปแบบไหน ขอแค่ขัดเกลาจนถึงจุดสุด ผลลัพธ์ออกมาก็โกงสวรรค์ทั้งนั้น วิชากระบี่วายุคลั่งของเจ้าก็เช่นกัน ความเร็วยังไม่พอ ความรุนแรงยังไม่พอ หากรวดเร็วกว่านี้ รูปแบบการโจมตีจะเฉียบขาดและให้ผลลัพธ์ที่ต่างออกมาอย่างน่าเหลือเชื่อ” หลัวเจินที่เฝ้าดูการต่อสู้มาตลอดโผล่ออกมาและอธิบายที่มาที่ไปของความสุดยอดโกงสวรรค์ที่ออกจากปากพวกเขา

            ถางอวี่โค้งตัวคำนับหลัวเจิน เจ้าสำนักคนเก่าไม่ค่อยออกมาพบเจอคน น้อยครั้งที่จะออกมาแนะนำลูกศิษย์ แต่หลัวเจินไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อเห็นจุดอ่อนในมุมมองของเขาก็พูดขึ้นชี้แนะทันที

            “บางทีเจ้าอาจจะกำลังฝึกกระบวนท่าป้องกัน หรือไม่อยากฝึกโจมตีกับศิษย์ในสำนักเดียวกัน แต่เจ้าจงจำเอาไว้ การเอาแต่ป้องกันจะทำให้วิชากระบี่ของเจ้าขาดความเฉียบคม เอาล่ะ ในเมื่อต่อสู้ทั้งที ก็ต้องรู้ผลแพ้ชนะ แบบนี้ถึงจะเป็นการแสดงความเคารพต่อกระบี่ในมือของเจ้า” หลัวเจินมองฉินชูพร้อมกับพูดสิ่งที่ตัวเองไม่พอใจกับการต่อสู้ของฉินชู

            ฉินชูลังเลสักพัก ก่อนประสานมือคารวะหลัวเจิน

            “ศิษย์น้องฉิน วิชากระบี่สวรรค์ของศิษย์พี่เป็นเลิศด้านการป้องกัน อยากจะลองทดสอบการป้องกันของตัวเองดูหน่อย” หลิวเสวี่ยเอ่ยปาก

            ฉินชูมองหลิวเสวี่ยด้วยความลังเลใจ เขาไม่อยากประลองกับหลิวเสวี่ย เขาไม่อยากแพ้และไม่อยากชนะนาง

            “เมื่อครู่ท่านเจ้าสำนักก็บอกแล้ว อีกอย่าง นี่เป็นการประลองกันเองในสำนัก สามารถแสดงจุดด้อยของตัวเองได้อย่างปลอดภัย” หลิวเสวี่ยพูดเกลี้ยกล่อมฉินชู

            สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก ฉินชูก็เดินเข้ามาที่กลางลานประลองยุทธ์อีกครั้ง

            ครั้งนี้ หลายคนสังเกตเห็นรังสีของฉินชูเปลี่ยนไปแล้ว หากเปรียบก่อนหน้านี้เป็นดอกตูม งั้นตอนนี้ก็คือดอกบาน ฉินชูในสภาพฮึกเหิมที่ยืนอยู่กลางลานประลองยุทธ์เหมือนดั่งกระบี่ยาวที่ปลดออกจากฝัก

            หลิวเสวี่ยชักกระบี่ออกมา ครั้นแกว่งตวัดสำแดงวิชากระบี่สวรรค์ขึ้น ฉินชูก็ชักกระบี่เทพบูรพาออกจากฝัก

            เขาเสริมพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ขั้นที่สองลงไป กระบี่เทพบูรพาในมือของฉินชูที่ห่อหุ้มไปด้วยพลังอัดที่พร้อมฟันทุกสรรพสิ่งก็พุ่งเข้าใส่หลิวเสวี่ยอย่างรวดเร็ว

            กระบี่ยาวในมือของหลิวเสวี่ยพลิกตั้งและพุ่งเข้าฟันกระบี่เทพบูรพาของฉินชู

            ขณะที่กระบี่ของหลิวเสวี่ยกำลังจะปะทะ กระบี่เทพบูรพาในมือของฉินชูก็ตวัดเข้าใส่กระบี่ของหลิวเสวี่ยทันที

            หลังจากกระบี่ปะทะกัน กระบี่ของหลิวเสวี่ยเป็นฝ่ายกระเด็นหลุดมือไปไกล ส่วนกระบี่ของฉินชูกลับย้อนกลับมายังวิถีกระบี่เดิม โดยหยุดนิ่งอยู่ด้านหน้าหลิวเสวี่ย

            หลิวเสวี่ยสีหน้าถอดสี “เจ้าหมอนี่ ทำไมอยู่ๆ ถึงคิดจะลงมือกับศิษย์พี่ล่ะ”

            ฉินชูตอบอย่างเคอะเขิน “ศิษย์พี่เป็นคนบอกเองว่าอยากรู้จุดอ่อนของกระบวนท่าป้องกันของตัวเอง ดังนั้น จังหวะเมื่อครู่ก็คือจุดอ่อน”

            “หลิวเสวี่ยอย่าไปฟังเขา ไม่ใช่ตรงจังหวะเมื่อครู่ ต่อให้เมื่อครู่เจ้ามองทัน ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถทำได้เหมือนเขา” หลัวเจินถลึงตาใส่ฉินชู เขาไม่คิดว่าฉินชูจะจัดเต็มแบบนี้ 

            หลิวเสวี่ยพยักหน้า นางรู้สึกว่าไม่มีทางป้องกันวิชากระบี่ของฉินชูได้เลย หลักๆ เป็นเพราะความเร็วที่แทบมองตามไม่ทัน เพียงเสี้ยวของเสี้ยวพริบตา กระบี่ของนางก็ถูกฟาดกระเด็นหลุดจากมือแล้ว

            “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ใครเอาชนะเขาได้ แต้มคุณูปการห้าแสนแต้ม...ฉินชู เจ้าต้องมารับคำท้าสู้ที่นี่ทุกคนวันที่หนึ่งและสิบห้าของทุกเดือน” หลัวเจินกวาดมองเหล่าลูกศิษย์แห่งสำนักชิงหยุนรอบหนึ่ง แล้วจึงตัดสินใจขึ้น

            “คนอื่นเอาชนะศิษย์ได้กลับได้ผลประโยชน์ แล้วการที่ศิษย์มารับคำท้าสู้แบบนี้ ได้ประโยชน์อะไร” ฉินชูแย้งขึ้น เพราะคิดว่าการตัดสินใจของหลัวเจินไม่ยุติธรรม เขารู้สึกว่าตัวเองเสียผลประโยชน์

            “ไม่มี” ถลึงตาใส่ฉินชูเสร็จ หลัวเจินก็หันหลังจากไป 

            กวนประสาทสิ้นดี

            หลังจากนั้น ฉินชูก็พาหลิวเสวี่ย ไป๋อวี้และหลินเจิงออกจากสำนัก มายังเมืองเล็กๆ ที่ตีนเขา ในเวลาเดียวกันก็ขอโทษหลิวเสวี่ยอย่างรู้สึกผิด หลังจากปลดปล่อยพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ออกมา เขาเองก็ไม่คิดอะไรอีก

            หลิวเสวี่ยไม่โกรธแม้แต่น้อย เพราะคิดว่าฉินชูแข็งแกร่ง อีกอย่างนางรู้จักนิสัยเขาเป็นอย่างดี เขาเป็นคนซื่อๆ  คำพูดของเขาไม่มีเจตนาทำร้ายจิตใจนาง

            ขณะที่ฉินชูกับผองเพื่อนกำลังดื่มกินกันอยู่นั้น ภายในสำนักชิงหยุนก็เกิดแตกตื่นขึ้นมา สาเหตุเป็นเพราะค่าตัวของฉินชูเพิ่มขึ้นเป็นห้าแสนแต้มคุณูปการ นอกเหนือจากนี้ หลัวเจินไม่ได้ห้ามลูกศิษย์สายหลักท้าสู้ หมายความว่าลูกศิษย์สายหลักก็สามารถท้าสู้ได้

            สถานภาพของลูกศิษย์สายในกับลูกศิษย์สายหลักต่างกันมาก หากลูกศิษย์สายในภายในสำนักพัฒนาตัวเองต่อไปไม่ได้ ก็จะเป็นได้แค่ลูกศิษย์ต่อไป เป็นลูกศิษย์ที่ไปเข้าเวรที่หอคัมภีร์บ้าง คลังศัสตราบ้าง ไม่เหมือนกับ ลูกศิษย์สายหลัก พวกเขาสามารถเลื่อนขั้นเป็นผู้ดูแล ผู้คุมกฎ หรือบุคคลระดับสูงของสำนักชิงหยุนในอนาคต จะบอกว่าพวกเขาเป็นอนาคตใหม่ของสำนักชิงหยุนก็ว่าได้

            การที่หลัวเจินตั้งใจอนุญาตให้ลูกศิษย์สายหลักท้าสู้ได้แบบนี้ แสดงว่าเขาให้ความสำคัญกับฉินชูมาก

            หลังจากข่าวแพร่กระจายออกไป บรรดาลูกศิษย์สายหลักก็อยากทดสอบฝีมือ แต่หลักๆ เป็นเพราะแต้มคุณูปการห้าแสนแต้ม ตัวเลขขนาดนี้นับว่าไม่น้อย สามารถแลกได้ทั้งโอสถ ตำราคัมภีร์และอาวุธศัสตรา ผู้ฝึกตนคนไหนบ้างไม่ขาดแคลนทรัพยากรฝึกตนพวกนี้ 

            ถางอวี่กับเพื่อนๆ รวมตัวกันดื่มชา

            “ถางอวี่ พวกเราไม่ได้ไปดูการต่อสู้ของวันนี้ เจ้าเอาชนะเขาไม่ได้จริงๆ หรือ เอาไว้ครั้งหน้าศิษย์พี่จะจัดการเขาเอง” ชายชุดคลุมขาวคนหนึ่งพูดขึ้น เขาชื่อว่าหลินเสวี่ยเจียง เป็นลูกศิษย์สายหลักที่ถูกจัดอันดับอยู่หนึ่งในสิบ

            “ศิษย์พี่หลินเชื่อข้า อย่าเพิ่งไปท้าสู้เลย ศิษย์พี่ลองไปดูการต่อสู้ก่อนแล้วจะเข้าใจ วิชากระบี่พื้นฐานของเจ้าเด็กซื่อบื้อนั้นขัดเกลาจนถึงขั้นวิปริตถึงขีดสุด” ถางอวี่พูดขึ้น

            “ไม่ได้จริงหรือ” หลิงเสวี่ยเจียงถามถางอวี่อย่างลังเล เขาเป็นผู้ฝึกตนขั้นที่สี่ระดับเจ็ด ถือว่าโดดเด่นในบรรดาลูกศิษย์สายหลักด้วยกัน

            “ไม่ได้จริง ๆ ข้าสู้กับเขาเป็นเวลาหนึ่งเค่อ แต่เขายังไม่สำแดงพลังที่แท้จริงออกมาเลย เขาใช้แค่วิชากระบี่พื้นฐาน ลำพังแค่กระบวนท่าป้องกันก็ไม่สะทกสะท้านประหนึ่งยอดเขาไท่ซาน[1] ไหนจะกระบวนท่าโจมตีอีก ศิษย์น้องหลิวเสวี่ยที่เพิ่งได้เลื่อนขั้นเป็นลูกศิษย์สายหลักหน้าใหม่ ตัดเรื่องตบะออกไป ทุกคนต่างรู้ดีว่ากระบวนท่าป้องกันของเคล็ดกระบี่สวรรค์เป็นยังไง แต่เจ้าหมอนั่นกลับทำลายการป้องกันนั้นลงได้” ถางอวี่อธิบายสาเหตุที่ไม่ควรดูถูกฉินชู

            หลินเสวี่ยเจียงมองถางอวี่ด้วยสีหน้าจริงจัง เขารู้จักถางอวี่มานาน รู้ดีว่าถางอวี่ไม่มีทางโกหก ในเมื่อถางอวี่พูดมาแบบนี้แล้ว ดูเหมือนว่าจะดูถูกฝีมือของฉินชูไม่ได้จริงๆ

            “รู้สึกเจ็บใจจัง เจ้าหนูนั่นเป็นแค่ผู้ฝึกตนขั้นเจินหยวนเอง หากบรรลุขั้นหลิงหยวนขึ้นมา พวกเราลูกศิษย์สายหลักคงถูกกดดันหน้าดู” ถางอวี่ยิ้มเจื่อนพลางเอ่ย

            “เรื่องแบบนี้คงไม่มีทางเกิดขึ้น ข้าได้ยินมาจากท่านอาวุโสว่าเจ้าหนูนั่นภาคภูมิใจกับการเป็นศิษย์รับใช้ยิ่งนัก เขาไม่สนใจเรื่องการเลื่อนขั้นแม้แต่น้อย” ลูกศิษย์สายหลักอีกคนพูดขึ้น

            หลังจากหลัวเจินกลับมาถึงตำหนัก ก็ส่งคนไปตามลู่หยวน เขาคิดว่าในสถานการณ์แบบนี้ ควรเพิ่มความกดดันให้ฉินชูและลูกศิษย์สายหลักสักหน่อย

            [1] ยอดเขาไท่ซาน คือหนึ่งในห้ายอดเขาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศจีน มีความสำคัญทั้งทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจนได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของประเทศจีน ตั้งอยู่ที่ เมืองไท่อาน มณฑลซานตง ทางชายฝั่งตะวันออกของประเทศจีน ยอดบนสุดของ ภูเขาไท่ซาน มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,545 เมตร

    คล้ายกับเรื่องหมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์ ที่คุณอ่าน