แสงแรกของสุริยันสาดส่องเข้ามาในเรือนหลังงามเพื่อเป็การบอกว่าราตรีได้จากลาทิวาได้มาเยือน ร่างเล็กที่หลับใหลอยู่บนเตียงนุ่มหลังใหญ่ขยับตัวเล็กน้อย แสงแดดในคิหันตฤดูช่างทำให้ร่างเล็กที่หลับอยู่รู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก
วันนี้หลินเยว่ชิงมิได้ตื่นขึ้นไปฝึกวรยุทธเช่นทุกวัน นับั้แ่วันที่นางได้บอกว่า้าจะออกไปฝากตัวเป็ศิษย์ของหมอปีศาจเหมือนนางจะงานยุ่งเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัวกว่าจะได้นอนก็ล่วงเข้ายามโฉ่ว [1] ไปแล้ว
ร่างเล็กดีดตัวลุกจากที่นอนก่อนจะหาวออกมาหวอดใหญ่ ดวงตาทั้งสองข้างยังคงปิดสนิทอยู่ เสียงขยับตัวสวบสาบทำให้เสี่ยวอวี้ที่กำลังเตรียมน้ำเพื่อให้ท่านหญิงใช้เช็ดหน้าบวนปากอยู่ต้องเข้ามาดู
ร่างเล็กบนเตียงหลังใหญ่ที่ดวงตาทั้งสองข้างยังปิดอยู่ก็นั่งขัดสมาธิโคจรลมปราณทันที แม้จะไม่ได้ลุกไปฝึกยุทธแต่หลินเยว่ชิงก็ไม่เคยงดเว้นการโคจรลมปราณ ผ่านไปราวสองเค่อหลินเยว่ชิงจึงลืมตาขึ้นมาก่อนจะไปล้างหน้าบวนปาก ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์แล้วออกไปรับมื้อเช้าที่โถงรับรองของเรือน
่นี้เพราะต้องออกเดินทางนางจึงต้องเตรียมแผนการทุกอย่างให้พร้อมก่อนจะออกจากจวนซึ่งก็ไม่รู้ว่าการไปครั้งนี้จะใช้เวลานานเท่าใด ทำให้่นี้นางงานยุ่งเป็พิเศษ มิใช่แค่นางผู้เดียวเท่านั้นที่งานยุ่งองครักษ์เงารูปงามทั้งสี่ของนางก็งานยุ่งไม่แพ้กัน
หลินเยว่ชิงได้ให้อี้เฟิงหาคนที่มีความรู้ด้านการค้าให้เดินทางไปค้าขายผ้าแพรและสมุนไพรในแคว้นซาน โดยใช้การค้าขายครั้งนี้บังหน้าเพื่อสืบหาตัวหลวนจื่อเทา สำหรับหอนางโลมขายศิลป์ที่นาง้าไว้สืบข่าวนางก็ให้อี้หลินเดินทางไปจัดการเื่นี้ที่เมืองจี้เกา
สำหรับท่านอาควนตอนนี้ก็ยุ่งอยู่กับการคัดเลือกทหารเข้ากองกำลังลับของนาง เป็ไปตามที่นางคาดกองทัพพยัคฆ์ทมิฬที่เคยมีทหารถึงห้าหมื่นนาย ตอนนี้ถูกปลดประจำการเหลือแค่สามหมื่นนาย นางก็ให้อี้เหวินไปติดต่อรับทหารเหล่านี้มาไว้ดูแลให้อยู่ในคราบของชาวบ้านธรรมดาส่วนคนไหนที่พอมีฝีมืออยู่บางก็ส่งไปฝึกกับกองกำลังลับ ส่วนอี้เหิงก็ไปจัดการวางค่ายกลรอบค่ายทหารลับให้นาง
ใน่หลายวันมานี้หลินเยว่ชิงจะวุ่นวายอยู่กับการตรวจบัญชีของจวน เพราะมีหลายอย่างให้ต้องใช้เงินมากขึ้นจึงทำให้บัญชีรายรับรายจ่ายดูวุ่นวายพอสมควร นางยังต้องสั่งความกับลู่กงกงอีกหลายอย่างใน่ที่นางไม่อยู่จวน ลู่กงกงจะเป็ผู้ดูแลจวนและมีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจ สำหรับร้านเฟิงหวงลู่กงกงก็เป็ผู้ดูแลให้นางต่อไป
การเดินทางไปครั้งนี้นางให้อี้เหิงและเสี่ยวอวี้ติดตามไป ส่วนคนอื่นก็ให้ทำหน้าที่อยู่ที่เมืองหลวงตามที่นางได้มอบหมายให้
หลินเยว่ชิงยังให้อี้เหวินไปปล่อยข่าวว่า ท่านหญิงน้อยจวนฉีหวางล้มป่วยเป็โรคประหลาดไม่มียารักษา จึงต้องเดินทางไปให้หมอเทวดาที่อยู่ที่แคว้นต้าเซินรักษาให้ เื่นี้นางขอความร่วมมือจากท่านหมอจี้ หมอประจำค่ายพยัคฆ์ทมิฬให้ช่วยปรุงยาพิษที่ทำให้นางคล้ายคนป่วยหนักใกล้ตายให้นางพร้อมกับยาถอนพิษ ด้วยความที่ท่านหมอจี้เป็ศิษย์พี่ศิษย์น้องกับหมอปีศาจผู้เชี่ยวชาญเื่พิษ ทำให้มีความรู้เื่พิษในระดับหนึ่ง ซึ่งบรรดาหมอหลวงในวังไม่มีทางตรวจหาสาเหตุของการป่วยครั้งนี้ของนางเจอแน่นอน หากนางป่วยไม่จริงก็จะเป็ที่สงสัยได้ โดยที่นางไม่ลืมเขียนจดหมายไปชี้แจ้งกับท่านพี่ทั้งสองของนางให้ช่วยกันแสดงงิ้วโรงใหญ่นี้ด้วยกัน
เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วก็ได้เวลาที่หลินเยว่ชิงจะออกเดินทางซะที ขบวนรถม้าขนาดกลาง 1 คัน และรถม้าขนสัมภาระอีกหนึ่งคันจอดเทียบอยู่หน้าประตูบานใหญ่ของจวนฉีหวาง บ่าวไพร่ในจวนช่วยกันขนหีบใบน้อยใหญ่กว่าสิบหีบขึ้นรถม้าไป
ไม่นานนักมีองครักษ์หนุ่มรูปงามอุ้มร่างเล็กของท่านหญิงน้อยแห่งจวนฉีหวางที่สภาพคล้ายผักเปื่อยๆ ที่มีผ้าผืนบางคลุมใบหน้าเล็กนั้นไว้ครึ่งหน้า เข้าไปในรถม้าขนาดกลางคันนั้น โดยมีนางกำนัลน้อยนางหนึ่งตามขึ้นไปนั่งบนรถม้าด้วย
เสียงสั่งการวุ่นวายอยู่หน้าประตูจวนทำให้ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างร่ำลือกันไปต่างๆ นาๆ เสียงล้อรถม้าบดเบียดกับถนนทำให้ผู้คนต่างหลบหลีถอยทางให้รถม้าของจวนฉีหวาง ไม่เกินสองเค่อรถม้าขนาดกลางก็วิ่งออกจากประตูเมืองหนานเกิงมุ่งหน้าสู่ทิศประจิม เป็ทิศที่ตั้งของแคว้นต้าเซิน
ร่างเล็กที่เคยนอนเป็ผักอยู่ในรถม้าบัดนี้ลุกขึ้นนั่งอย่างมั่นคง เสี่ยวอวี้เข้าไปช่วยท่านหญิงน้อยผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็ชุดบุรุษ ตัวนางเองก็แต่งกายด้วยชุดบุรุษเช่นเดียวกัน
หลินเยว่ชิงอยู่ในชุดบุรุษสีน้ำเงินเข้ม ผมที่ยาวถึงกลางหลังก็ถูกรวบมัดเป็หางม้าด้วยผ้าผูกผมสีดำ ตอนนี้ท่านหญิงน้อยได้เปลี่ยนร่างเป็คุณชายน้อยแทนเสียแล้ว ใบหน้าเล็กยังคงมีผ้าสีดำโปร่งบางปิดไว้อยู่เช่นเดิม
รถม้าวิ่งออกจากเมืองหนานเกิงได้ราวหนึ่งชั่วยามก่อนจะหยุดลงที่ชายป่าแห่งหนึ่งซึ่งไกลจากตัวเมืองมากพอสมควร หลินเยว่ก้าวเท้าออกจากรถม้ามาพร้อมกับเสี่ยวอวี้ที่อยู่ในชุดบุรุษที่มีห่อผ้าผูกติดกับตัวไว้ ร่างเล็กถูกอุ้มลงจากรถมาด้วยฝีมือของหลี่ควน
“ท่านอาเราแยกกันตรงนี้เถอะเ้าคะ…ท่านก็ย้อนกลับไปที่ค่ายลับทางเหนือแล้วช่วยส่งข่าวคราวของเมืองหลวงให้ข้าด้วยน่ะเ้าคะ” ร่างเล็กเอ่ยสั่งความกับท่านอาของนาง
“ท่านหญิงดูแลตัวเองด้วยน่ะขอรับ..เสี่ยวอวี้ดูแลท่านหญิงให้ดี” หลี่ควนเอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยนกับท่านหญิงน้อยก่อนจะหันไปสั่งความเสียงเข้มใส่นางกำนัลน้อย
“เ้าคะ..ข้าน้อยจะดูแลท่านหญิงด้วยชีวิต” เสี่ยวอวี้ตอบรับคำของหลี่ควน
“เอาล่ะ...ส่วนพวกเ้าก็เดินทางต่อไปจนถึงแคว้นต้าเซิน แล้วก็ค่อยหาทางแอบกลับเข้ามาที่เมืองหนานเกิงให้ได้” หลินเยว่ชิงเอ่ยสั่งกับองครักษ์ที่ตามมาคุ้มกัน นาง้าให้พวกเขาไปให้ถึงแคว้นต้าเซินเพื่อความสมจริงของแผนการนี้ นางไม่รู้ว่ามีผู้ใดจับตาดูนางอยู่หรือไม่แต่เพื่อความไม่ประมาทนางต้องจัดการทุกอย่างอย่างรอบครอบ
เมื่อทุกคนแยกย้ายไปตามหน้าที่ของตนแล้วร่างเล็กในชุดบุรุษสองร่างก็ยืนมองขบวนรถม้าวิ่งไปจนลับตา อี้เหิงก็ปรากฏตัวขึ้นมาทันทีในชุดสีดำเช่นเคย แต่วันนี้เขามิได้ปิดปังใบหน้าแต่เลือกที่จะใส่หน้ากากหนังมนุษย์แทน ท่านหญิงน้อยบอกว่าเพราะเขารูปงามเกินไปทำให้เวลาเดินทางจะเป็จุดสนใจจึงให้เขาไปจัดการกับหน้าตาของตัวเองซะ อี้เหิงได้ให้อี้หลินทำหน้ากากหนังมนุษย์ที่มีหน้าตาธรรมดามาให้เขา
“อืม..รูปลักษณ์เช่นนี้ของท่านนับว่าใช้ได้” หลินเยว่ชิงเอ่ยอย่างพอใจกับการแปลงโฉมของอี้เหิง
“ไปกันเถอะขอรับ” อี้เหิงเดินไปจูงม้าที่ตนแอบผูกไว้ในป่าก่อนหน้านี้มา
หลินเยว่ชิงมองม้าตาโต แววตามีประกายความตื่นเต้นออกมา นางไม่เคยนั่งบนหลังม้าเลย นี้เป็ครั้งแรกที่นางจะได้นั่ง
อี้เหิงอุ้มร่างเล็กของท่านหญิงน้อยขึ้นนั่งบนหลังม้า แล้วเขาก็ตามขึ้นไปนั่งซ้อนข้างหลังร่างเล็กนั้น สำหรับเสี่ยวอวี้ก็ขึ้นไปนี่มาอีกตัวเพราะนางกำนัลน้อยถูกอี้เหิงบังคับให้เรียนขี่ม้าเมื่อรู้ว่าท่านหญิง้าจะออกเดินทาง ตอนนี้เสี่ยวอวี้ก็ถือว่าขี่ม้าได้ดีในระดับหนึ่ง
อาชาสีดำตัวใหญ่สองตัววิ่งด้วยความเร็วไปทางทิศอุดรของแคว้น อี้เหิงใช้เสื้อคลุมตัวใหญ่ห่อหุ้มร่างเล็กไว้กันลมที่จะบาดผิวเมื่อม้าวิ่งด้วยความเร็ว หลินเยว่ชิงชุกหน้าเข้ากับอกแกร่งของอี้เหิงพร้อมกับกอดเอวของเขาไว้แน่นยามอาชาวิ่งด้วยความเร็ว
จากเมืองหนานเกิงไปยังชายแดนเหนือต้องใช้เวลาเดินทางทั้งหมดราวสิบห้าวันโดยม้าเร็ว หากเป็รถม้าก็ใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน
หลินเยว่ชิงได้แผนที่ตั้งของใจกลางหุบเขาหมื่นพิษมาจากท่านหมอจี้ ซึ่งใจกลางของหุบเขานี้เป็ที่พำนักของหมอปีศาจ โดยหุบเขาหมื่นพิษนี้ตั้งอยู่ที่ชายแดนเหนือของแคว้นหลินและอีกครึ่งของหุบเขาพาดผ่านไปที่ชายแดนใต้ของแคว้นซาน หุบเขานี้จึงตั้งอยู่ระหว่างแคว้นหลินและแคว้นซานใช้เป็เขตแนวในการแบ่งสองแคว้นออกจากกัน
แต่ก็ไม่ค่อยมีผู้ใดเดินทางไปที่หุบเขาแห่งนี้เท่าใดนัก หากเป็นักเดินทางหรือพ่อค้าก็จะหลีกเลี่ยงเส้นทางนี้ เพราะหุบเขาหมื่นพิษนี้ก็อันตรายสมชื่อ รอบๆ หุบเขามีพืชมีพิษเกิดอยู่มากมาย เถาวัลย์พิษที่ขึ้นจนรกทั้งป่าเป็การป้องกันผู้บุกรุกได้เป็อย่างดี หากผู้ที่ไม่มีความรู้เื่พิษหรือมียาถอนพิษหากเฉียดไปใกล้หุบเขานี้อาจจะตายโดยไม่รู้ตัว ด้วยเหตุนี้ชายแดนเหนือของแคว้นหลินและชายแดนใต้ของแคว้นซานจึงไม่เคยมีศึกากันเลย ผู้ใดจะกล้ายกทัพผ่านหุบเขามรณะนี้กันมิสู้ต่างคนต่างอยู่ยังดีซะกว่า
อาชาตัวสีดำตัวใหญ่ที่วิ่งมาหลายชั่วยามนับั้แ่แสงแดดยังอ่อนจนตอนนี้เริ่มจะบ่ายคล้อยแล้วได้หยุดลงที่โรงเตี้ยมเล็กๆ ในเมืองซานหลู่ เมืองซานหลู่เป็เมืองเล็กตั้งอยู่ทางทิศเหนือของแคว้น ที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหาของป่าและล่าสัตว์โดยเมืองนี้จะอยู่ห่างจากเมืองหลวงราว 200 ลี้ ถึงจะเข้าคิมหันตฤดูแล้วแต่อากาศที่เมืองซานหลู่นับว่ายังเย็นสบายอยู่ไม่ร้อนเช่นเมืองหลวง
อาชาสีดำสองตัวเข้าเทียบที่คอกม้าของโรงเตี้ยม หนึ่งบุรุษหน้าตาธรรมดากำลังโอบอุ้มคุณชายน้อยลงจากอาชาตัวใหญ่ อีกหนึ่งหนุ่มน้อยหน้ามนรูปร่างบางก็พลิ้วกายลงจากอาชาเช่นกัน ทั้งสามเดินเข้าไปในโรงเตี้ยมก่อนจะสั่งอาหารมาสามสี่อย่าง
ภายในโรงเตี้ยมมีเพียงห้าโต๊ะเท่านั้น มีห้องพักไม่เกินสิบห้อง เหตุที่หลินเยว่ชิงไม่เข้าพักโรงเตี้ยมขนาดใหญ่เพราะ้าเดินทางเงียบๆ ไม่อยากเป็ที่สะดุดตา อาหารหน้าตาธรรมดาแต่รสชาดพอประทังชีวิตได้ถูกนำมาวางบนโต๊ะของหลินเยว่ชิง ร่างเล็กไม่รอช้าจัดการอาหารตรงหน้าทันที นางหิวมากไม่คิดว่าการเดินทางไกลจะทำให้เหนื่อยล้าได้ถึงเพียงนี้
“ท่านหญิง..ทานได้หรือไม่เพคะ..เดี๋ยวบ่าวจะไปขอใช้ห้องครัวที่นี้ทำอาหารให้ใหม่ดีรึไม่เพคะ” เสี่ยวอวี้เอ่ยอย่างเป็ห่วงนายตน ก็ท่านหญิงของนางอยู่ดีกินดีมาั้แ่เกิด มิเคยต้องลำบาก อาหารธรรมดๆ เหล่านี้ยิ่งไม่เคยแตะต้อง นางกลัวว่าท่านหญิงของนางจะทานมิได้
“อย่าลำบากเลยพี่เสี่ยวอวี้..ข้ากินได้..แล้วพี่ก็เลิกเรียกข้าว่าท่านหญิงซะที ..พี่คิดจะเปิดโปงข้ารึ? ..อย่าลืมว่าข้ามาในฐานะคนธรรมดามิใช่ท่านหญิงสูงศักดิ์อันใด” หลินเยว่ชิงบอกนางกำนัลคนสนิทให้รู้ถึงสถานะการณ์ในตอนนี้
“บ่าวขออภัยเ้าคะ..ต่อไปบ่าวจะระวังให้มากกว่านี้” เสี่ยวอวี้ก้มหน้าตอบเสียงอ้อมแอ้มอย่างสำนึกในความสะเพร่าของตัวเอง
“ต่อไปนี้เรียกข้าว่า ‘ชิงเยว่’ เป็น้องเล็กของพวกท่าน..อี้เหิงท่านเป็พี่ใหญ่ส่วนพี่เสี่ยวอวี้เป็พี่รอง..เราสามคนพี่น้องกำลังเดินทางกลับไปบ้านเกิดทางเหนือกัน..เข้าใจรึไม่?” ร่างเล็กเอ่ยสั่งความ ก่อนจะคีบอาหารเข้าปากต่อ แก้มพองๆ นั้นกลมตุ่ยขึ้นจากการกินทำให้ดูน่ารักน่าเอ็ดดูยิ่งนัก
“ตะ..แต่ว่าคุณหนู..บ่าวว่าไม่เหมาะสมหรอกเ้าคะ”
“นี้เป็คำสั่ง..และพวกท่านต้องทำตามด้วย..เข้าใจรึไม่เ้าคะ พี่ใหญ่ พี่รอง” ร่างเล็กบอกทั้งสองอย่างอารมณ์ดีที่ได้เห็นหน้าตากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเสี่ยวอวี้
เสี่ยวอวี้ทำหน้าคล้ายจะร้องไห้เสียให้ได้ หากผู้ใดรู้เข้าว่านางทำตัวตีเสมอนายนางจะไม่ถูกโบยจนตายรึ? แต่นางก็ทำได้เพียงตอบรับเสียงเบา “เ้าคะ”
เมื่อทั้งคนทั้งม้าต่างพักผ่อนเติมพลังจนเต็มที่แล้วก็ออกเดินทางต่อ อี้เหิงเลือกใช้เส้นทางของชาวบ้านทั่วไปที่ใช้สัญจร หลีกเลี่ยงเส้นทางของพ่อค้านายวานิชเพื่อไม่ต้องปะทะกับกลุ่มโจร แม้ท่านหญิงและนางกำนัลน้อยจะมีวรยุทธสามารถป้องกันตัวได้ แต่ทั้งคู่ก็ยังเป็แค่เด็กน้อยกับเด็กสาว หากเจอกลุ่มโจรที่มีจำนวนมากคงจะสู้ด้วยลำบาก ทางที่ดีหลีกเลี่ยงการพบเจอกันดีที่สุด
ในการเดินทางครั้งนี้อี้เหิงเป็ผู้ดูแลและว่างแผนในการเดินทางนี้ หลินเยว่ชิงยังเป็แค่เด็กน้อยอ่อนประสบการณ์ ยิ่งไม่เคยได้ออกนอกเมืองหลวงมาก่อนจึงทำให้ไม่มีความรู้เื่นี้ นางได้ทำตามที่อี้เหิงสอนเท่านั้น และอี้เหิงให้นางและเสี่ยวอวี้ถือเงินไว้กับไว้กับตัวเพียง 2 ตำลึงทอง โดยที่องครักษ์หนุ่มให้เสี่ยวอวี้ผูกถุงเงินติดกับอกเสื้อด้านในของนางไว้กันถุงเงินหล่นหายหรือถูกขโมย เขาบอกกับนางว่าหากเกิดเหตุไม่คาดฝันแล้วทำให้พลัดหลงกัน นางก็จะยังมีตำลึงเงินไว้ใช้จ่าย หากใช้อย่างประหยัดสามารถอยู่ได้ถึงสามเดือนที่เดียว ส่วนอี้เหิงจะเป็ผู้เก็บตั๋วเงินที่ใช้ในการเดินทางครั้งนี้ไว้
สิ่งที่นางพกมาในการเดินทางครั้งนี้มีเพียงชุดบุรุษเพียงไม่กี่ชุดกับตั๋วเงิน 1000 ตำลึงทองที่อี้เหิงเป็คนเก็บไว้ ส่วนมีดสั้นคู่อาวุธของนางอี้เหวินก็หาสายคาดเอวที่เป็หนังสัตว์มาทำเป็ที่เก็บมีดของนาง
หลินเยว่ชิงจะห้อยมีดสั้นคู่นี้ไว้ข้างเอวทั้งซ้ายและขวา และนางก็เหน็บมีดใบหลิวไว้กับผ้าคาดเอวที่ถูกเย็บขึ้นมาเป็พิเศษเพื่อใช้สำหรับซ่อนอาวุธลับ ตอนนี้นางมีอาวุธติดกายอยู่ตลอดเวลา
สำหรับเสี่ยวอวี้ก็มีกระบี่สั้นเล่มเล็กน้ำหนักเบาสะพายติดหลังไว้ตลอดเช่นกัน ตอนนี้กลุ่มของหลินเยว่ชิงดูคล้ายจอมยุทธน้อยที่กำลังเดินทางท่องยุทธภพอยู่
อาชาศึกสีดำตัวใหญ่ยังคงวิ่งไปตามชายป่าไว้ด้วยความเร็ว แสงอาทิตย์อัสดงลงไปความมืดเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วผืนป่า อาชาสีดำตัวใหญ่เริ่มผ่อนฝีเท้าลงเพื่อหาที่พักแรมกลางป่าใหญ่ อี้เหิงชักม้าให้วิ่งไปทางลำธารในป่าใหญ่ที่ตอนนี้ความมืดเริ่มมาเยือนถึงแม้จะมีแสงจันทราที่สาดส่องให้ความสว่างอยู่แต่ก็มิเพียงพอที่จะเดินทางต่อไปได้
ท่ามกลางป่าใหญ่ข้างธารน้ำใส มีสามชีวิตที่กำลังเตรียมที่พักสำหรับคืนนี้ ใต้ต้นไม้ใหญ่นี้นับเป็จุดพักแรมที่ดี อี้เหิงก่อไฟข้างที่พักเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างเล็กทั้งสอง ข้างกองไฟมีปลาที่ย่างสุกที่ส่งกลิ่นหอมยั่วยวน เสียงท้องน้อยๆ ของสองดรุณีน้อยที่นั่งจ้องปลาย่างตาไม่กระพริบร้องดังโครกคราก สร้างความเอ็นดูและขบขันให้เขายิ่งนัก
“เหิงเหิง..อ๊ะ..ไม่สิ..พี่ใหญ่ปลานี้สุกรึยังเ้าคะ..เสี่ยวชิงหิวแล้ว” หลินเยว่ชิงพูดพร้อมกับยิ้มหวานไปให้อี้เหิง นางพยายามเรียกอี้เหิงว่าพี่ใหญ่ให้ชินปากเพราะนางคงต้องปลอมตัวอีกนาน
อี้เหิงเห็นรอยยิ้มหวานที่ยิ้มจนตาหยี่เพื่อประจบของท่านหญิงน้อยแล้วทำให้เขารู้สึกขัดเขินแปลกๆ ยิ่งคำพูดที่เรียกเขาว่า ‘พี่ใหญ่’ ด้วยน้ำเสียงออดอ้อนนั้นอีก ใบหน้าหล่อเหลาภายใต้หน้ากากเกิดร้อนผ่าวขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“แฮ่ม..สุกแล้วขอรับ..ทะ ท่าน..ไม่สิ..เสี่ยวชิงกับเสี่ยวอวี้ทานได้เลย” อี้เหิงรู้สึกเขินอายแปลกๆ ที่ต้องพูดจาเช่นนี้กับท่านหญิง เขาเคยเป็องครักษ์เงาที่ทำหน้าที่ตามปกป้องนายหรือสืบข่าวเท่านั้นมิเคยต้องสนทนาพาทีกับสตรีใดมิว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ เื่จะให้มาแสดงงิ้วโรงใหญ่นี้ก็ไม่เคยทำ ยิ่งไม่เคยมีน้องสาวมาคอยพูดจาออดอ้อนฉอเลาะยิ่งไม่เคย เขาเป็เด็กกำพร้าจึงไม่เคยเจอเื่แบบนี้มาก่อนทำให้ขัดเขินยิ่งนัก
“คิกคิก..พี่ใหญ่พูดกับเสี่ยวชิงธรรมดาเถอะเ้าคะ ไม่ต้องสุภาพมากนักหรอก ประเดี๋ยวจะดูน่าสงสัยเกินไป..ท่านด้วยน่ะเ้าคะพี่รอง” หลินเยว่ชิงขบขันอาการของอี้เหิง นางเพิ่งเคยเห็นองครักษ์หน้าตายผู้นี้เสียท่าก็วันนี้แหละ นางมองไม่เห็นสีหน้าภายใต้หน้ากากนั้นแต่ใบหูของอี้เหิงกลับแดงก่ำ เขาคงเขินอายมากช่างน่าขันยิ่งนัก
หลังจากหลินเยว่ชิงทานมื้อเย็นเสร็จแล้วก็บวนปากเตรียมเข้านอน อี้เหิงให้นางนอนใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างกองไฟและมีเสี่ยวอวี้นอนอยู่ข้างๆ โดยที่ข้าจะเป็คนเฝ้ายามให้เอง เขาโรยผงสมุนไพรไล่งูและแมลงไว้รอบๆ ที่นอนของนาง
นางเห็นอี้เหิงนั่งเฝ้ายามให้นางอยู่หน้ากองไฟ คอยเติมฟืนเพื่อมิให้ไฟดับ นางถามเขาว่ามิต้องพักผ่อนหรือ อี้เหิงบอกนางว่าการเป็องครักษ์เงาสามารถไม่ต้องนอนติดต่อกันได้ถึงสามวันอดอาหารได้หลายวันเช่นกัน องครักษ์เงาช่างเป็อาชีพที่ลำบากจริงๆ
เสียงลมหายใจสม่ำเสมอดังมาจากร่างเล็กที่นอนขดตัวอยู่ใต้ต้นไม้ อี้เหิงลุกไปหยิบเสื้อคลุมของเขามาห่มให้ร่างเล็กเพิ่มอีก ท่านหญิงน้อยของเขาไม่เคยต้องเดินทางรอนแรมกินนอนกลางป่าเช่นนี้ นางเพียงแค่ 5 หนาวเท่านั้นแต่ต้องมาลำบากเช่นนี้ คิดแล้วก็น่าเวทนานัก
กลางดึกสงัดในป่าใหญ่แสงจันทราถูกหมู่เมฆาบดบังทำให้ผืนป่ามืดดำยิ่งขึ้น เสียงดังของอาวุธแว่วมาตามสายลม อี้เหิงที่เฝ้ายามอยู่รีบเข้าไปปลุกร่างเล็กทั้งสองให้ตื่นจากนิทรา
หลินเยว่ชิงงัวเงียตื่นขึ้นมาเพราะเดินทางไกลครั้งแรกทำให้นางหลับเป็ตาย ร่างเล็กหรี่ตาที่ยังสะลึมสะลืออยู่มองอี้เหิง ตอนนี้น่าจะเป็ต้นยามอิ๋น [2] แล้ว
“มีอันใดรึ? ..เหิงเหิง” หลินเยว่ชิงยังคงถามด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ดวงตาจะปิดอยู่รอมร่อแล้ว
“มีเสียงต่อสู้ดังมาทางนี้ขอรับ..ท่านตื่นเถอะขอรับ” อี้เหิงบอกร่างเล็กพร้อมกับตบแก้มนุ่มนิ่มนั้นเบาๆ เพื่อมิให้ท่านหญิงหลับไปอีก
เสี่ยวอวี้เบิกตากว้างอย่างใที่ได้ยินว่ามีการฆ่าฟันกันมาทางนี้ นางรีบเก็บของทุกอย่างอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งไปหาอี้เหิงที่กำลังซ้อนอุ้มเอาร่างเล็กของท่านหญิงขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน
เสียงฟาดฟันของอาวุธดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อี้เหิงทำได้แค่เพียงนำม้าไปซ่อนแล้วพริ้วกายขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่เพื่อแอบซ่อนตัว เสี่ยวอวี้ก็ตามขึ้นไปติดๆ ซ่อนตัวโดยใช้ใบไม้ที่เป็พุ่มหนาอำพรางตัว อี้เหิงให้ทั้งดรุษณีน้อยทั้งสองลบกลิ่นอายเพื่ออำพรางตัว
หลินเยว่ชิงที่ตอนแรกยังไม่ตื่นเต็มที่ก็ถึงกับตาโตเมื่ออี้เหิงอุ้มนางแล้วเหินกายขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ นางยอมทำตามที่อี้เหิงบอกอย่างว่าง่าย การลบกลิ่นอายของตัวตนนี้อี้เหิงเคยสอนนางและเสี่ยวอวี้ อี้เหิงบอกมามันจำเป็เมื่อเราอยากแฝงตัวไปเพื่อสืบข่าวหรือยามหลบซ่อนจากศัตรู เป็วิชาหนึ่งที่องครักษ์เงาทุกคนต้องเรียนรู้และทำให้ได้
หลินเยว่ชิงที่ยังอยู่ในอ้อมกอดของอี้เหิงอยู่นั้นก็มองเห็นภาพการต่อสู้เบื้องล่าง ชายชุดดำราวสิบคนกำลังตามล่าสังหารเด็กหนุ่มวัย 10 หนาวและเด็กหนุ่มวัย 15 หนาวอย่างไม่ลดละ เห็นได้ชัดว่าเด็กหนุ่มทั้งสองนั้นสู่จนร่างกายเหนื่อยล้าเต็มทีแล้ว หากไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยสองคนนี้คงได้ม้วยเป็แน่
“พี่ใหญ่..พอจะช่วยพวกเขาได้รึไม่เ้าคะ” หลินเยว่ชิงกระชิบเอ่ยถามอี้เหิง
“ไม่ได้..นี้อาจจะเป็เื่บัญชีความแค้นของชาวยุทธเราไม่ควรเข้าไปยุ่ง” อี้เหิงตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบาแต่วาจามีความหนักแน่น
“ไม่ได้จริงๆ รึ? .. ก็เห็นอยู่ว่าพวกเขาเป็เพียงเด็กหนุ่ม แล้วอีกฝ่ายก็เหมือนนักฆ่ามากกว่าชาวยุทธอีก” หลินเยว่ชิงกระพริบตาปริบๆ ใส่อี้เหิง นางเอื้อมมือไปกระตุกชายแขนเสื้อเขาเบาๆ แล้วหันไปมองการต่อสู้เบื้องล่าง
อี้เหิงเห็นอาการเหล่านี้ของท่านหญิงน้อยเขาก็ได้แต่ถอดถอนใจ นิสัยนี้ของท่านหญิงคงแก้ไม่หายในเร็ววันสิน่ะ นิสัยชอบช่วยเหลือผู้อื่นไปทั่วนี้เกรงว่าซักวันคงนำภัยมาสู่ตัวท่านหญิงเป็แน่
“แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวน่ะ..จะไม่มีครั้งหน้าอีก” อี้เหิงกล่าวกับร่างเล็กในอ้อมแขนตนด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
หลินเยว่ชิงยิ้มกว้างให้องครักษ์หนุ่มพร้อมพยักหน้างึกงักเป็การตอบตกลง
อี้เหิงอุ้มร่างเล็กไปนั่งที่กิ่งไม้ใหญ่ ก่อนจะปิดหน้าด้วยผ้าผูกหน้าสีดำผืนหนาแล้วพริ้วกายลงไปกลางวงสังหารนั้น ก่อนจะเข้าจัดการกับนักฆ่าตรงหน้าทันที
หลินเยว่ชิงเห็นเด็กหนุ่มสองคนนั้นชะงักเล็กน้อยตอนอี้เหิงปรากฎตัว ก่อนจะเข้าไปช่วยอี้เหิงต่อสู้กับนักฆ่าชุดดำเ่าั้ ร่างเล็กหยิบมีดใบหลิวของตนออกมาก็จะปาเข้าใส่นักฆ่าชุดดำคนหนึ่งที่กำลังจะแทงข้างหลังเด็กหนุ่มวัย 10 หนาวผู้นั้น ร่างหนาในชุดดำล้มลงทันทีเมื่อมีดใบหลิวเล่มเล็กปักไปที่ลำคอ เด็กหนุ่มมองตามวิถีของอาวุธลับที่ซัดออกมา เขาเห็นร่างเล็กคล้ายเด็กชาย 2 คน ที่แอบอยู่บนต้นไม้ใหญ่ แล้วอาวุธลับอีกอันก็ปักไปที่หัวใจของนักฆ่าอีกคนที่กำลังต่อสู้อยู่กับชายปริศนาที่มาช่วยพวกเขา
ผ่านไปราวสองเค่อเสียงต่อสู้อย่างดุเดือดถึงได้เงียบเสียงไป อี้เหิงปรายตามองซากศพที่กองอยู่เบื้องหน้าด้วยประกายตาเ็า
“ขอบคุณท่านจอมยุทธที่ช่วยเหลือ” เด็กหนุ่มทั้งสองค้อมศรีษะขอบคุณชายปริศนาที่ช่วยพวกเขาไว้
“ข้าไม่ได้อยากช่วยพวกเ้า..ข้าแค่ทำตามความ้าของน้องเล็ก” อี้เหิงตอบเด็กหนุ่มทั้งสองด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
หลินเยว่ชิงพริ้วกายลงมาจากต้นไม้โดยมีเสี่ยวอี้ตามมาติดๆ สองดรุณีน้อยในชุดบุรุษสีเข้มที่มีผ้าคาดหน้าปิดบังใบหน้าครึ่งล่างไว้ เดินเข้ามาหาอี้เหิง ก่อนที่ร่างเล็กจะเดินไปดึงมีดใบหลิวของนางออกมาจากนักฆ่าชุดดำที่นอนไร้ลมหายใจอยู่ตรงนั้น
“พี่ใหญ่..าเ็ที่ใดหรือไม่ขอรับ” ร่างเล็กเอ่ยถามพี่ชายกำมะลอของตน ก่อนจะปรายตาสำรวจาแตามร่างกายขององครักษ์หนุ่ม
“ไม่มี”
“เช่นนั้น..พี่ใหญ่ไปล้างกลิ่นคาวเืออกก่อนเถิด แล้วเราจะได้เดินทางกันต่อ” หลินเยว่ชิงเอ่ยบอกอี้เหิง ตอนนี้ตัวอี้เหิงอาบไปด้วยเืของพวกนักฆ่าชุดดำ หากจะให้นางเดินทางไปทั้งอย่างนี้ก็คงจะไม่ไหว กลิ่นคาวเืแรงจนฉุนจมูกไปหมด
อี้เหิงเดินกลับไปที่ลำธารเพื่ออาบน้ำผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ชุดใหม่ ร่างเล็กเดินตามไปนั่งรอองครักษ์หนุ่มไม่ห่างจากลำธารเท่าใดนัก เสี่ยวอวี้ก็เดินตามหลังนางมาติดๆ โดยไม่สนใจเด็กหนุ่มสองคนนั้น
“ขออภัยน้องชายทั้งสอง..พวกข้าขอทราบชื่อแช่ของพวกเ้าได้รึไม่ เผื่อมีโอกาสพบกันอีกครั้ง พวกข้าจะตอบแทนบุญคุญครั้งนี้” เด็กหนุ่มวัย 15 หนาวเอ่ยกับร่างเล็กเบื้องหน้าตน
หลินเยว่ชิงผินหน้ามองเด็กหนุ่มที่เข้ามาคุยกับพวกนาง ร่างเล็กหรี่ตามองพวกเขาอย่างพิจารณา เด็กหนุ่มผู้นี้นับว่ารูปงามผู้หนึ่งถึงใบหน้าจะมีแต่รอยเืทำให้เห็นหน้าไม่ชัดเท่าใด กับอีกคนที่อายุน้อยกว่าก็รูปงามไม่แพ้กันหากโตเป็หนุ่มเต็มวัยคงเป็ที่หมายปองของหญิงงามทั้งหลายเป็แน่ แต่ดูท่าทางที่มีความไว้ตัว ติดจะมีความหยิ่งยโสอยู่ในตัวคงมิใช่บุคคลธรรมดาแน่ นางควรหลีกเลี่ยงคนพวกนี้จะดีกว่า
“พวกข้าพี่น้องก็เป็แค่จอมยุทธพเนจร ที่กำลังเดินทางเพื่อฝึกปรือตนเองเท่านั้น นามของพวกข้าช่างต่อยต่ำนักไม่เหมาะให้เอ่ยหรอก..พี่ชายทั้งสองอย่าได้ใส่ใจเลย..เื่ในวันนี้ไม่ถือว่าเป็บุญคุณใดๆ พวกข้าก็แค่ซ้อมมือเท่านั้นเอง” หลินเยว่ชิงหันไปตอบเด็กหนุ่มทั้งสอง ก่อนจะขอตัวเมื่อเห็นว่าอี้เหิงชำระร่างกายเสร็จแล้ว
เด็กหนุ่มวัย 10 หนาวที่เคยเงียบขรึมมาตลอดกลับเอื้อมมือหมาย้าจะยื้อแขนเล็กของหลินเยว่ชิงไว้ แต่อี้เหิงที่รวดเร็วยิ่งกว่าคว้าร่างเล็กมาอุ้มไว้ในอ้อมแขนก่อนที่ท่านหญิงน้อยจะถูกคนพวกนั้นแตะต้องตัว
อี้เหิงส่งประกายตาวาวโรจน์และจิตสังหารไปให้เด็กหนุ่มทั้งสอง ทำเอาบรรยากาศชวนอึดอัดจนแทบจะหายใจมิออก
“พี่ใหญ่..ข้าหายใจไม่ออก” หลินเยว่ชิงรีบเอ่ยบอกอีกฝ่ายก่อนที่นางจะหายใจไม่ออกจริงๆ
อี้เหิงรีบคลายจิตสังหารของตนทันทีแล้วมองร่างเล็กในอ้อมแขนอย่างรู้สึกผิด
“ใจเย็นก่อนพี่ชาย..คุณชายของข้าแค่้าทราบชื่อแช่ของพวกท่านเท่านั้นไม่ได้มีเจตนาร้าย” เด็กหนุ่มที่มีวัยมากกว่าพยายามพูดให้อี้เหิงใจเย็นลง
“ขอตัว” อี้เหิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า ก่อนจะหันหลังเดินจากไปทันที
ร่างเล็กของหลินเยว่ชิงถูกอี้เหิงอุ้มมาจนถึงอาชาที่ผูกไว้ เขาว่างนางบนหลังม้าแล้วตามขึ้นม้ามาทันทีก่อนจะควบขี่ออกไปโดยไม่สนใจเด็กหนุ่มทั้งสองอีก
หลินเยว่ชิงยังคงนิ่งเงียบ นางยังติดใจอยู่กับแววตาของเด็กหนุ่มผู้มีวัยน้อยกว่าผู้นั้น แววตาของเขาดูดุดันและอันตรายแต่มีประกายความเหงาซ่อนอยู่ เป็แววตาที่น่าหลงใหลและน่าหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
‘เหตุใดข้าถึงได้ติดใจกับแววตาคู่นั้นนักน่ะ เฮ้อ! ..ช่างเถอะหากมีวาสนาซักวันคงได้พบพาน’ สิ้นเสียงรำพึงในใจร่างเล็กก็ปิดเปลือกตาลง พร้อมกับปล่อยความคิดเ่าั้ให้ล่องลอยไปตามสายลม
******
[1] ยามโฉ่ว คือ เวลา 01.00 น.-02.59 น.
[2] ยามอิ๋น คือ เวลา 03.00 น.- 04.59 น.