หลังจากที่องค์ชายฝานจิ้งเสด็จเยี่ยมพระอาการประชวรของจักรพรรดิเสินตี้หลังทรงพบความสูญเสียครั้งสำคัญและคารวะพระศพ องค์รัชทายาทแล้วพระองค์ก็เสด็จกลับไปประทับยังตำหนักถงเิ กลับเข้าวังหลวงหนนี้ทรงได้รับความสนใจจากบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นๆ มากกว่าปรกติ ั้แ่เสด็จเยี่ยมพระบิดาที่ตำหนักเทียนตี้เหล่าพระญาติทั้งหลายทั้งที่ทรงเคยคุ้นหน้าและไม่เคยจะคุ้นต่างรอพบพระองค์ทรงได้แต่บอกปัดไปว่าให้เข้าพบที่ตำหนักถงเิในวันถัดไป ส่วนเื่ที่พวกเขาเ่าั้้าจะพบก็คงไม่ใช่เื่อื่นใดนอกจากคงมีผู้คาดการณ์แล้วว่าตำแหน่งรัชทายาทจะตกแก่พระองค์จึง้าประจบประแจงไว้ก่อนเท่านั้น คนในวังก็เป็กันอย่างนี้วิ่งวุ่นหาหลักหาที่ยึดกันล่วงหน้า
ในห้องบรรทม...ขณะที่องค์ชายฝานจิ้งกำลังทรงพระอักษรอยู่นั้น
“นี่หยางเสีย...” องค์ชายฝานจิ้งทรงเรียกคนสนิทด้วยความเคยชินก่อนจะทรงนึกได้ว่าคนซึ่งเรียกหายามนี้อยู่ที่เจิ้งถง
ครึ่งปีแล้วที่หยางเสียอยู่เป็ข้าบาทในพระองค์แม้ไม่ฉลาดเฉลียวไหวพริบเป็เลิศ และคงใช้เวลาอีกหลายปีกว่าฝีมือดาบจะเทียบเท่าเหอเซียวไห่แต่ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสอน เขาก็กระตือรือร้นฝึกและปฏิบัติตาม การแสดงออกซึ่งความเชื่อฟังและภักดีแบบซื่อๆของหยางเสีย ก็อดที่จะทรงเอ็นดูเขาไม่ได้
“เกล้ากระหม่อมกุ้ยอันพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีน้อยกราบทูลเมื่อรินสุธารสชาถวายข้างโต๊ะทรงพระอักษรเสร็จแล้ว“จะให้กระหม่อมตามตัวหยางเสียให้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” แต่ขันทีน้อยก็แน่ใจนักว่าทั่วทั้งตำหนักไม่มีขันทีหรือนางกำนัลคนไหนชื่อหยางเสียแน่
“หมดธุระแล้วก็ออกไปเถอะ”องค์ชายฝานจิ้งรับสั่งพร้อมโบกพระหัตถ์
อีกราวสามเดือนข้างหน้า ทางราชสำนักจะมีพิธีบรรจุพระศพอดีตรัชทายาทเข้าสุสานหลวง ทางพระบิดาก็ไม่ได้มีรับสั่งอันใดกับพระองค์เป็พิเศษอย่างที่ใครหลายๆคนคาดเดา นอกจากทรงถามเื่ทัพลู่เหลียงที่เข้ามาประชิดเขตแดนต้าฉางการประทับที่เหลิงอานของพระองค์ในครั้งนี้คงไม่กินเวลานานนัก
่เวลาเดียวกันนั้นที่ด่านเจิ้งถง ทุกๆวันหลังจากฝึกการใช้อาวุธและตรวจความสะอาดเรียบร้อยของกระโจมที่พักซึ่งปรกติมันก็สุดแสนจะสะอาดด้วยฝีมือของหวังหนานแล้วก่อนค่ำหยางเสียมักจะเดินสำรวจรอบค่าย บ้างก็ไปเดินเล่นที่ธารน้ำตกหลังค่าย หรือไม่ก็ติดตามคอยรับใช้รองแม่ทัพอู๋ตกบ่ายบางวันที่ไม่มีอะไรจะให้ทำ ก็นั่งอ่านตำราอยู่หน้ากระโจมแต่สมาธินางดูเหมือนจะจดจ่ออยู่บนถนนทางที่ท่านแม่ทัพทรงเสด็จจากไปเสียมากกว่า
“พิราบสื่อสารจะส่งข่าวก่อนพระองค์เสด็จถึงเจิ้งถงทำคอยาวไปก็ไร้ประโยชน์” รองแม่ทัพอู๋ถึงกับต้องออกปากคงเพราะเขาทนเห็นอาการชะเง้อคอแลตลอดอาทิตย์ของนางต่อไปไม่ไหวแล้วนั่นเอง
เหมือนชี้โพรงให้กระรอก เมื่อได้ยินดังนั้นหยางเสียก็เลิกชะเง้อทำคอยาว แต่เปลี่ยนเป็แหงนคอตั้งบ่ามองนกที่บินผ่านไปมาแทนเผื่อว่ามันจะเป็พิราบสื่อสารตัวที่ว่า
“ไม่รู้ว่าพระองค์มีพระดำริเช่นใดถึงได้เอาคนอย่างเ้ามาไว้ข้างพระวรกาย”อู๋อี้หวินเริ่มรู้สึกเอือมกับนิสัยแปลกๆ ของอีกคน ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งรู้สึกว่า หยางเสียเหมือนใครอีกคนไม่มีผิด
ที่จินเฉิงก่านนั่นดื้อตาใสส่วนนี่...ซื่อตาใส เป็ตัวตายตัวแทนจงใจจะยั่วอารมณ์เขาโดยแท้
สุดท้ายรองแม่ทัพประจำด่านเจิ้งถงจึงให้คนไปยกหนังสือมากองใหญ่และมอบหมายให้หยางเสียอ่านอ่านแล้วก่อนนอนทุกคืนก็ไปเล่าให้เขาฟังถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังสือเ่าั้อย่างนี้ถึงจะเป็การรอที่ไม่ไร้ประโยชน์
ค่ำนั้นหยางเสียจึงกลับจากกระโจมรองแม่ทัพอู๋พร้อมกับหนังสืออีกหนึ่งเล่มกระโจมหลังใหญ่ที่มีนางอยู่คนเดียวในทุกคืนเงียบเหงายิ่งก่อนเข้านอนหญิงสาวเดินไปทรุดตัวลงนั่งข้างแท่นบรรทม พลางไล้ฝ่ามือไปบนผ้าคลุมบรรทมผืนหนาความรู้สึกถวิลหาคนที่ห่างไกลก่อตัวมากขึ้นทุกวัน...เมื่อไรเ้าของเ้าจะกลับมาเสียที
ในเขตกระโจมของผู้อพยพชาวแคว้นเสี้ยนองค์ชายเล่อหยาซ่างทอดพระเนตรยังพระขนิษฐาที่กำลังหายพระทัยแ่รวยรินด้วยพิษไข้ดวงพักตร์ของผู้ที่นอนซมบัดนี้ซูบเซียวไร้สีเืฝาด นางนอนอยู่บนฟูกเก่าซอมซ่อถูกคลุมทับด้วยผ้าสะอาดเท่าที่หาได้นั้นฉวีที่เคยผุดผ่องขาวนวลราวหยกเนื้อดียามนี้หมองคล้ำจากแสงแดดและลมแรงทอดพระเนตรแล้วก็ทรงถอนพระปัสสาสะด้วยความสงสารพระขนิษฐาเป็อย่างยิ่งพระชนมายุเพียงสิบหกชันษาเท่านั้น...นับว่ายังเยาว์นักกับการสูญเสียพระบิดาพระมารดาและต้องมาตกระกำลำบากนอกแคว้นเช่นนี้
“ขอบใจเ้ามากฟางเอ๋อร์”องค์ชายหยาซ่างตรัสกับนางกำนัลที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างฟูกอย่างจริงใจพระองค์ทรงรู้สึกขอบคุณนางที่คอยดูแลปรนนิบัติผู้เป็นายอย่างไม่เคยขาดตกบกพร่องในหน้าที่ตำแหน่งรัชทายาทกับองค์หญิงของแคว้นยังจะมีความหมายอะไรอีกเมื่อแผ่นดินได้ตกเป็ของลู่เหลียงไปแล้วในค่ายลี้ภัยท่ามกลางาเช่นนี้พระองค์กับขนิษฐาก็แทบไม่ต่างจากประชาชนชาวเสี้ยนที่หนีตายมาพึ่งบารมีของต้าฉางฟางเอ๋อร์กับหม่าเหยียนจะละทิ้งจากไปก็ย่อมทำได้ทุกเมื่อ สิ่งที่พวกเขาทำให้มากกว่าคำว่าภักดีนักพระองค์เองก็ไม่อาจจะทรงทราบเลยว่า ตลอดพระชนม์ชีพนี้จะทรงมีโอกาสตอบแทนคุณทั้งสองหรือไม่
อีกด้านหนึ่งนั้นใจของหม่าเหยียนที่นั่งอยู่หน้ากระโจมล่องลอยไปไกลถึงภริยาและลูกๆทุกค่ำคืนเขาได้ตั้งจิตมั่นขอให้พระโพธิสัตว์คุ้มครองครอบครัวเขาเขาภาคภูมิใจมาตลอดเื่ปฏิบัติหน้าที่ข้ารับใช้ในพระองค์อย่างไม่เคยบกพร่องแต่ในตอนนี้ความภูมิใจนั้นกลายเป็ความเ็ปเกินกล้ำกลืนเมื่อเขากลับบกพร่องในหน้าที่ของหัวหน้าครอบครัวด้วยภาระมีต่อแผ่นดินนั้นสูงเทียมฟ้า เขาจึงต้องละทิ้งครอบครัวของตนเอง
วันหน้าหากบุญวาสนายังไม่สิ้นต่อกันแล้วขอข้าได้กอดเมียรักกับลูกๆ อีกสักครั้งเถิด หม่าเหยียนมองฟ้าส่งใจอธิษฐานต่อทวยเทพทั้งปวงก่อนจะพึมพำด้วยเสียงสั่นเครือ
ครู่ต่อมานั้น เสียงผ้าหน้ากระโจมเปิดออก หม่าเหยียนจึงหันมององค์รัชทายาทที่เพิ่งเสด็จออกมาพระวรกายสูงโปร่งทรงยืนเคียงข้างเขาเสี้ยวหนึ่งของพระพักตร์อ่อนเยาว์ที่หันมาทางเขานั้นเศร้าสร้อยหม่าเหยียนสังเกตเห็นสายพระเนตรมุ่งมั่นทอดไกลไปยังหมู่คบเพลิงนับร้อยซึ่งเป็ที่ตั้งของค่ายทหารของต้าฉางที่อยู่อีกฝากหนึ่งของค่ายอพยพ
“เห็นจะมีเพียงหนทางนี้เท่านั้นกระมังที่จะทำให้น้องหญิงของข้ารอดตาย”องค์ชายเล่อหยาซ่างตรัสด้วยพระสุรเสียงเด็ดเดี่ยวหลังจากทรงชั่ง-พระทัยอยู่นาน
คราครั้งดวงอาทิตย์ฉายแสงแห่งรุ่งอรุณเหนือแผ่นดินต้าฉางในวันถัดมาณ ค่ายลี้ภัยของผู้อพยพจากแคว้นเสี้ยนก็ปรากฏธงประจำตำแหน่ง รัชทายาทขึ้นเหนือกระโจมหลังหนึ่งด้วยมีหน่อเนื้อราชนิกุลสูงศักดิ์ขอเข้ามาพำนักลี้ภัยยังต้าฉาง รองแม่ทัพอู๋อี้หวินได้สั่งให้ทหารจัดที่ประทับให้ทั้งสองพระองค์และผู้ติดตามอย่างสมพระเกียรติ