ไม่ขยับเป็นดั่งขุนเขา เมื่อขยับเป็นดั่งสายฟ้าฟาด!
ในชั่วพริบตานี้เมื่อฝ่ามือขนาดใหญ่ของเมิ่งฝานเข้าปกคลุม พลังภายในอันน่าสะพรึงก็พุ่งทะลวงเข้าไปทำให้จูเสี้ยวถึงกับตกใจกลัวจนหน้าถอดสี
ศักยภาพของเมิ่งฝานในยามนี้ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณทั่วไปก็ยังถือว่าได้เปรียบนับประสาใดกับจูเสี้ยวที่ยังไม่ได้ก้าวขึ้นมาในขั้นเกลาวิญญาณ
จูเสี้ยวถอยหลังไปอย่างฉับพลันก่อนจะเอาตราสัญลักษณ์ที่ห้อยคอออกมาบีบให้แตกแล้วในเวลาต่อมาพลันมีระลอกคลื่นแห่งพลังปราณอันยิ่งใหญ่แผ่ซ่านออกมาจากฝ่ามือของเขา
พลังปราณนั้นกลายเป็นเงาขนาดใหญ่ยักษ์ซึ่งพลังปราณของเมิ่งฝานก็พุ่งลงไปบนเงานั้นพอดี ชั่วพริบตาต่อมาพลันมีเสียงระเบิดดังสนั่นพร้อมกับห้องที่สั่นสะท้านไปทั่วทั้งบริเวณแล้วพลังการโจมตีของเมิ่งฝาน...ก็หายไปจนหมดสิ้น!
มันคือสิ่งใดกัน!
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลง เขามองไปยังระลอกคลื่นแห่งพลังปราณที่แปลกประหลาดนั้นการโจมตีของเขาสามารถทำลายหินขนาดยักษ์ให้แตกกระจาย ทว่ากลับไม่อาจทำอันใดระลอกคลื่นแห่งพลังปราณนั้นได้เลย
เมื่อได้เห็นเงาแห่งพลังปราณนั้นจูเสี้ยวก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “เมิ่งฝานเจ้าคิดว่าสามารถสังหารข้าได้อย่างนั้นหรือ? นี่คือเศษพลังปราณของท่านพ่อข้ามีเขาอยู่เจ้าก็อย่าหวังว่าจะทำอันใดข้าได้!”
สิ่งที่ต้านทานพลังการโจมตีสุดกำลังของเขาคือพลังปราณของจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวง!
นัยน์ตาของเมิ่งฝานมีความเยือกเย็นเปล่งประกายขึ้นมานี่สินะความแตกต่างของขั้นพลังจอมยุทธ์ที่ก้าวขึ้นไปยังปัญจปราณชั้นสูงช่างแข็งแกร่งเสียจริง!
จูเสี้ยวมองไปยังเมิ่งฝานด้วยใบหน้าที่ร้ายกาจขึ้นมากกว่าเดิมแล้วเอ่ยอย่างเยือกเย็น “เมิ่งฝานในเมื่อเจ้ามาแล้วก็จงตายอยู่ที่นี่เสียเถอะ พลังปราณของท่านพ่อข้าเป็นสิ่งที่ไม่อาจขัดขวางได้เจ้าดูข้างนอกนั่นสิ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นมาจากด้านหลังของจูเสี้ยวเงาของผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนมารวมตัวกัน ระลอกคลื่นแห่งพลังปราณพลันปรากฏขึ้นในความมืดจำนวนมากซ้ำยังแฝงไปด้วยจิตสังหารอันเยือกเย็นด้วย
ผู้ที่เป็นหัวหน้าของคนทั้งหลายเหล่านั้นก็คือจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณที่ได้เจอในลานประมูลอู้จง!
เมื่อร่างกายกำยำของเขาขยับก็มีพลังปราณอันเดือดดาลแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของอู้จงจากนั้นเขาจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น “มีคนลอบสังหารคุณชายสังหารมันให้ตายอยู่ที่นี่ อย่าได้ปรานี!”
ช่างเป็นจิตสังหารที่แข็งแกร่งยิ่งนัก!
เพียงชั่วพริบตาสีหน้าของเมิ่งฝานก็เปลี่ยนไปเขานึกไม่ถึงว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ เวลานี้เขาถูกอู้จงและพวกล้อมเอาไว้ อีกทั้งที่ด้านนอกก็ยังมีเงาของมนุษย์เคลื่อนไหวอีกมากมายนับพันและดูเหมือนว่าผู้คนเหล่านั้นจะเป็นยอดฝีมือด้วยกันทั้งสิ้น
ที่นี่เป็นถึงสวนของตระกูลจู ในฐานะที่เป็นถึงตระกูลของหัวหน้าองครักษ์แห่งเมืองหลวงของอาณาจักรหัวอวิ๋นก็แสดงว่าทหารที่อยู่ที่นี่ต้องมีประสบการณ์ในการทำสงครามมากมายเป็นผู้แข็งแกร่งที่รอดตายมาจากสงครามนองเลือด
เมิ่งฝานยังคงยืนอยู่กับที่ไม่ได้โกรธแค้นแต่กลับทรงอานุภาพ ทั้งจิตสังหารและความชั่วร้ายมากมายล้วนแต่ถาโถมเข้ามายังใบหน้า
เมื่อเห็นเงาของผู้คนที่ปรากฏขึ้นมาสีหน้าของหลิงไต้โยวก็เปลี่ยนไปนางขยับเข้ามาใกล้เมิ่งฝานก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “จะทำอย่างไรต่อไป?”
ยามนี้แม้แต่ผู้ที่แข็งแกร่งเช่นนางก็ยังรู้สึกร้อนรนใจเพราะถึงอย่างไรแล้วจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณก็ยังถือว่ามีขีดจำกัดเมื่อใดที่ถูกคนพวกนั้นล้อมเอาไว้ ต่อให้ถ่วงเวลานานเท่าใดก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้น
เมิ่งฝานลูบจมูกตนเองนัยน์ตาของเขาแฝงไปด้วยจิตสังหาร ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “แม้ว่าเจ้าคนผู้นี้จะเตรียมการป้องกันมาก่อนแต่ถึงอย่างไรย่อมต้องมีขีดจำกัดของเวลา ขอเพียงสามารถขัดขวางคนข้างนอกนั้นไว้ชั่วครู่...ข้าคิดว่าใช้เวลาไม่เกินหนึ่งก้านธูปการป้องกันนี้ก็จะสิ้นฤทธิ์ไปเมื่อถึงตอนนั้นค่อยสังหารเขา!”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่เมิ่งฝานเอ่ยออกมาสีหน้าของจูเสี้ยวพลันมีความร้อนรนปรากฏขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “หึ เมิ่งฝาน เจ้าคิดว่าจะสามารถยืนหยัดท่ามกลางผู้คนพวกนั้นได้นานเพียงนั้นเชียวหรือตลกสิ้นดี คนพวกนั้นเป็นถึงทหารของท่านพ่อข้าที่ผ่านสงครามมานับร้อย!”
เวลาหนึ่งก้านธูป!
หลิงไต้โยวมองไปยังเงาของผู้คนมากมายด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบา “เกรงว่าคงจะยากไปเสียหน่อย!”
“นั่นแหละคือสิ่งที่ข้ากำลังจะทำ!”
เมิ่งฝานกล่าวพลางหัวเราะเสียงเบาทว่าใบหน้ากลับเป็นรอยยิ้มแห่งจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัว ขณะเดียวกันเขาก็พุ่งเข้าไปหาอู้จงและผู้คนด้านนอกอย่างรวดเร็วและรุนแรง
“เจ้าคนผู้นี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเองท่านไปขวางคนอื่นเอาไว้!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นหลิงไต้โยวก็กัดฟันแน่นนางนึกไม่ถึงว่าเมิ่งฝานจะไปขัดขวางผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างอู้จงจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย“เจ้าไหวหรือ!”
“ถ้าไม่ลองจะรู้ได้อย่างไรเล่าขอรับ!”
เมิ่งฝานกระตุกยิ้ม ขณะเดียวกันเมื่อฝ่ามือของเขาขยับก็มีวัตถุสองสิ่งปรากฏขึ้นมาโดยสิ่งที่ยากจะปิดบังความคมกริบของตนเองนั้นก็คือทวนหยินหยางนั่นเอง
เมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานเข้ามาขวางหน้าตนเองอู้จงก็มีรอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นบนใบหน้าเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังที่คุ้นเคยและรู้ว่าเป็นเมิ่งฝานเขาจึงเอ่ยเสียงเรียบ“เจ้าหนู ตอนอยู่ที่ลานประมูลข้าไม่ได้สังหารเจ้าก็เพราะต้องคุ้มกันกงจื่อแต่ตอนนี้...ข้าสังหารเจ้าก็คล้ายดั่งสังหารสุนัขตัวหนึ่งเท่านั้น!”
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของเมิ่งฝานก็หาได้เปลี่ยนไปไม่อีกทั้งยังกระตุกยิ้มแล้วเอ่ยออกมาเพียงไม่กี่คำ “เจ้า...ช่างพูดมากเสียจริง!”
เสียงของเขาจบลงพร้อมกับร่างที่หายวับไปแล้วเพียงชั่วพริบตาต่อมาพลันมีแสงคมกริบปรากฏขึ้นในอากาศซึ่งแน่นอนว่ามันคือสิ่งที่มาจากทวนหยินหยางนั่นเอง
หนึ่งสุริยัน หนึ่งจันทรานัยน์ตาของเมิ่งฝานอัดแน่นไปด้วยจิตสังหาร ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำให้มันนองเลือดเสียก่อนค่อยจากไป!
เมื่อได้เห็นการกระทำของเมิ่งฝานหลิงไต้โยวก็กัดฟันแน่น นางรู้ดีว่าเมิ่งฝานเป็นเพียงจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณระดับสองทว่ากลับมีความเชื่อมั่นที่เหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป
แต่อิงจากนิสัยของอีกฝ่ายแล้วนั้นจะต้องไม่ใช่พวกที่อวดเก่งเป็นแน่!
นางมองเมิ่งฝานแล้วเอ่ยเสียงเบา “ระวังตัวด้วยเจ้าหนู ข้าไม่ได้อยากเห็นเจ้าตายหรอกนะ!”
แล้วในเวลาต่อมาท่อนขาเรียวยาวก็ก้าวออกไปเบื้องหน้าแม้จะมีชุดคลุมสีดำปกคลุมอยู่ก็ยังสามารถมองเห็นถึงสัดส่วนอันน่าหลงใหลของนางได้เช่นเดิมเมื่อมือของนางขยับความงามที่แผ่ซ่านก็แฝงไปด้วยจิตสังหารในทันใด
ตอนอยู่ที่งานประมูลนางพยายามอดทนไม่ลงมือแต่เวลานี้มีชุดคลุมสีดำคอยปิดบังตัวตนที่แท้จริงนางจึงสามารถลงมือได้อย่างไม่ยำเกรงต่อสิ่งใด
เมื่อมือนางขยับก็มีพลังปราณสีน้ำเงินอันแปลกประหลาดถาโถมแล้วในวินาทีต่อมาเมื่อนิ้วของนางแตะลงไปบนร่างของทหารองครักษ์ ร่างของอีกฝ่ายพลันฉีกขาดในทันใดจากนั้นก็มีเปลวเพลิงสีน้ำเงินลุกโชนขึ้นแล้วมอดไหม้กลายเป็นผุยผง!
บ่งบอกว่าภายในพลังปราณอันแปลกประหลาดนั้นแฝงไปด้วยพลังธาตุไฟที่น่าสะพรึงกลัวร้อนระอุจนน่าสะพรึง ทหารองครักษ์เหล่านั้นหยุดชะงักในทันใด ทว่าหลิงไต้โยวกลับไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยมืออันงดงามดุจเนื้อหยกขยับ นิ้วเรียวดุจแท่งหยกนั้นเป็นดั่งการเรียกหาเทพแห่งความตาย
กุหลาบอันงดงามยั่วยวนก็แฝงไปด้วยหนามแหลมที่สามารถสังหารมนุษย์ได้ด้วยเช่นกัน!
......
ในอากาศอู้จงมองไปยังเงาของทวนคู่ที่ทะลวงอากาศเข้ามาหาตน ก่อนจะหรี่ตาเล็กลงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น“เจ้าหนู ตอนอยู่ที่งานประมูลนับว่าเป็นความล้มเหลวครั้งแรกของข้าแต่ในครั้งนี้ข้าจะสังหารเจ้าด้วยมือของข้าเองแล้วนำไปป้อนให้สุนัขกิน!”
เมื่อฝ่ามือของอู้จงขยับก็มีระลอกคลื่นแห่งพลังปราณอันน่าสะพรึงปรากฏขึ้นมาแล้วในชั่วพริบตาหลังจากนั้นเขาก็ก้าวออกไปเบื้องหน้า เงาของกระบี่อันคมกริบก็ปรากฏขึ้นมาในอากาศเช่นกัน
“เจ้าสวะข้าจะทำให้เจ้าได้เห็นความร้ายกาจของกระบี่ปราณปะทุ!”
เพียงชั่วพริบตาแสงแห่งคมกระบี่ก็พุ่งทะลวงอากาศไปหาเมิ่งฝานเพียงความคมของมันก็ทำให้หัวใจของอีกฝ่ายสั่นไหวแล้ว มันเป็นถึงวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับสี่เลยทีเดียว!
ปัง!
เสียงระเบิดคล้ายดั่งพลังสายฟ้าฟาดดังสนั่นเงากระบี่และทวนคู่ปะทะกันในอากาศ ระลอกคลื่นแห่งพลังปราณมากมายแผ่ซ่าน บรรยากาศโดยรอบพลันสั่นไหวไปชั่วครู่
ช่างเป็นพลังที่แข็งแกร่งยิ่งนัก!
มุมปากของเมิ่งฝานมีบาดแผลปรากฏ ก่อนที่เขาจะล่าถอยไปหนึ่งก้าวพลางสยบลมปราณที่แปรปรวนอยู่ในร่างกายแม้ซอกนิ้วจะเจ็บปวดก็ตาม
เขาต้องยอมรับเลยว่าศักยภาพของอู้จงนั้นไม่ธรรมดาที่มากไปกว่านั้นคืออีกฝ่ายมีประสบการณ์การสังหารในสงครามมาก่อนทุกกระบวนท่าหมายมุ่งเอาชีวิต เมื่อใดที่เข้าต่อสู้ก็เป็นดั่งเครื่องจักรสังหารฉะนั้นเมื่อทั้งสองประมือกันจึงเห็นได้ชัดว่าผู้ที่ได้เปรียบคืออู้จง
อู้จงกระตุกยิ้มขึ้นมา ขณะเดียวกันกระบี่ปราณปะทุในมือของเขาก็เปล่งประกายขึ้นก่อนที่แสงสว่างอันเยือกเย็นจนทำให้เกิดความกลัวเข้ากระดูกดำจะพุ่งออกมา
“กระบี่ปราณปะทุ แทงทะลวง!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นก็มีแสงสว่างจากกระบี่เปล่งประกายขึ้นมาอีกครั้งซึ่งมันได้ทะลวงอากาศเข้าไปหาเมิ่งฝานอย่างฉับพลันและรวดเร็วจนเขาไม่อาจรับรู้ได้ว่าโจมตีมาจากทิศทางใดซึ่งการโจมตีเช่นว่านั้นบ่งบอกว่าผู้ใช้และกระบี่ได้ผสานเป็นหนึ่งเดียวกันเป็นพลังแห่งวิชายุทธ์ระดับอักษรหงในตอนต้น!
รวดเร็วเสียจริง!
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลง ขณะเดียวกันทวนคู่ในมือก็ตวัดยกในแนวขวางกำบังหน้าอกของตนเองแล้วในวินาทีต่อมาแสงสว่างจากคมกระบี่ก็ระเบิดขึ้นที่หน้าอกของเมิ่งฝาน สร้างแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้เด็กหนุ่มต้องล่าถอยไปหลายก้าวซ้ำยังกระอักเลือดออกมาอีกด้วย
หลังจากที่เห็นว่าเด็กหนุ่มล่าถอยออกไปอู้จงก็หัวเราะอย่างหยิ่งทะนงแล้วตวาดอย่างเดือดดาล “เจ้าหนูแม้ว่าเจ้าจะอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณ แต่หากเทียบกับเหล่าจื่อแล้วเจ้าก็เป็นดั่งเด็กที่เพิ่งเกิดใหม่เท่านั้นเจ้าเข้าใจความสามารถในการสังหารที่แท้จริงหรือไม่?”
หลังจากที่ยืนหยัดอยู่ได้เมิ่งฝานก็มองไปยังอู้จงด้วยนัยน์ตาที่ราบเรียบก่อนจะเอ่ยว่า “การสังหารงั้นหรือ? เจ้าคิดว่ามีเพียงเจ้าผู้เดียวที่เข้าใจมันอย่างนั้นหรือ?”
ในขณะที่เอ่ยปากเมิ่งฝานก็ก้าวออกไปเบื้องหน้าแล้วเก็บทวนหยินหยางไป แม้ว่าทวนหยินหยางจะมีความคมที่ไร้เทียมทาน แต่เวลานี้เมิ่งฝานยังไม่สามารถผสานกายเข้ากับมันได้ดังนั้นจึงไม่อาจแสดงอานุภาพอันน่าสะพรึงของมันออกมา
และความน่าสะพรึงที่แท้จริงของเมิ่งฝานนั้นอยู่ที่สองมือของเขาเอง
เด็กหนุ่มกำหมัดแน่นจนเกิดเสียงกระดูกลั่นดังขึ้นมาครู่หนึ่งพลังอันน่าสะพรึงและไร้เทียมทานก็แผ่ซ่าน แม้แต่อู้จงก็ยังหน้าถอดสี
เมิ่งฝานก้าวออกไปเบื้องหน้าในวินาทีต่อมาหนึ่งก้าวเซียนเหิน!
เพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานก็ใช้พลังของยาตราเซียนเหินร่างที่เคยยืนอยู่กับที่หายไปในพริบตา จิตสังหารปกคลุมไปทั่วบริเวณ
หืม?
นัยน์ตาของอู้จงเยือกเย็นขึ้นอย่างฉับพลันแล้วในวินาทีต่อมากระบี่ปราณปะทุก็ชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง ซึ่งสิ่งที่ได้รับคืนมาก็คือกำลังภายในอันแข็งแกร่งและพลังหมัดที่ปรากฏขึ้นมา
บนหมัดนั้นเส้นแขนงปราณทั้งห้าปรากฏ แสงเจิดจรัสเป็นดั่งสุริยันห้าดวงที่เปล่งประกายจนทำให้ไม่กล้ามองไปโดยตรงนั่นก็คือ...หมัดเงี้ยวโลกันตร์!
ห้าสุริยันสอดผสาน ดุจดั่งว่ามีสุริยันห้าดวงอยู่ภายในกลิ่นอายพลังอันน่าสะพรึงแผ่ซ่านจากฝ่ามือของเมิ่งฝานออกไปทั่วบริเวณ เด็กหนุ่มก้าวออกไปเบื้องหน้าพร้อมกับใช้กำปั้นชกเข้าไปยังคมกระบี่ของอู้จงอย่างดุดัน
ใช้มือปะทะกับกระบี่!
อู้จงมองภาพเบื้องหน้าด้วยสีหน้าแปลกใจอย่างที่สุดหรือว่าเจ้าเด็กผู้นี้อยากรนหาที่ตาย?
เพียงชั่วพริบตากระบี่ปราณปะทุในมือของอู้จงก็ปะทะเข้ากับหมัดของเมิ่งฝานแล้วในวินาทีต่อมากระแสคลื่นแห่งพลังปราณอันน่าสะพรึงทั้งสองต่างก็พุ่งปะทะเข้าใส่กันและกันอาศัยกำลังปะทะกับกำลังโดยไร้ซึ่งสิ่งจอมปลอม
จอมยุทธ์พบกันที่แคบผู้ใดกล้าหาญผู้นั้นคว้าชัยชนะไปครอง เมื่อต้องปะทะกันด้วยพลังปราณย่อมต้องมีพลังที่เหนือกว่า!
เพียงชั่วพริบตาแสงแห่งกระบี่ก็ขาดสะบั้นแล้วเงาร่างของคนผู้หนึ่งก็ลอยกระเด็นออกไปไกลดุจดั่งว่าวสายป่านขาด
ฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณเมิ่งฝานยังคงยืนอยู่ที่เดิมและมองไปยังอู้จงที่กระอักเลือดจากแรงปะทะ จากนั้นจึงตะโกนเสียงดัง“หนึ่งปีมานี้ ข้าไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วหากจะเทียบกันเรื่องสังหารมนุษย์ละก็ เจ้า...ยังอ่อนหัด!”