ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 149 หายนะแห่งความตาย

            โม่เชาหยันผู้นี้เกรงว่าตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยรีบร้อนขนาดนี้มาก่อนเลยเรื่องเงิน เผ่าของเขาก็ไม่มีทางเทียบกับราชอาณาจักรเทียนฉางได้อยู่แล้วแต่ก็เห็นได้ชัดว่าเขาไม่มีทางยอมปล่อยให้สมบัติชั้นยอดแบบนี้หลุดมือไปแน่ๆ

            “น้องหลินเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน...พวกเราเผ่าฝูโปสามารถใช้สัตว์อสูรจำนวนมากมาแลกเปลี่ยนกับชุดเกราะพวกนี้ได้ต่อให้เป็นสัตว์อสูรระดับราชันก็สามารถเจรจากันก่อนได้นะ”

            “หึ!!!! ไอ้พวกไม่ได้เรื่อง”

            ด้านข้างกันนั้น ผู่อาหมานที่คิดว่าตัวเองมีศักดิ์ศรีมากที่สุดก็โมโหเหล่าคนรอบข้างที่ทำตัวน่าสมเพช

            “หลินหยาง!! อาณาจักรชูอวิ๋นเล็กๆของเจ้าจะมียอดฝีมือสักกี่คนเชียวที่คู่ควรกับชุดเกราะนี่พรุ่งนี้ข้าจะส่งหน่วยนักรบหมาป่าทองคำสามร้อยนายมาช่วยอารักขาอาณาจักรของเจ้า!! เหล่าชายชาติทหารแห่งดินแดนทุ่งหญ้าล้วนเป็นคนห้าวหาญใจกว้างส่วนเรื่องค่าตอบแทนนั้นไม่จำเป็น!!”

            ทำเป็นพูดดี!!

            เหล่าคนรอบข้างพลันหันมาถลึงตาใส่ผู่อาหมาน

            ใครว่าไอ้หมาป่าโลหิตผู้นี้ไร้สมอง ดูแผนการของคนเขาสิแค่ส่งยอดฝีมือมาที่ชูอวิ๋นโดยตรงอีกฝ่ายก็ย่อมต้องมอบชุดเกราะเงินขาวจำนวนหนึ่งให้เหล่าทหารนั้นแล้ว

            พอได้ใส่บ่อยๆ แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องถอดออกมาอีก

            นี่ต่างหากจอมเจ้าเล่ห์ของจริง!!!!

            ผู่อาหมานกอดอกหันไปจ้องมองเหล่าคนรอบข้างเชิดหน้าขึ้นด้วยสีหน้าภาคภูมิใจราวกับต้องการจะสื่อว่า “พวกเจ้ามันไร้สมองเองช่วยไม่ได้” อย่างไรอย่างนั้น

            “คุณชายหลินพวกเรากลุ่มพันธมิตรการค้าก็ส่งหน่วยองครักษ์ชั้นสูงมาได้เหมือนกัน”

            “ยอดฝีมือของราชอาณาจักรเทียนฉางเราก็มีไม่แพ้ที่อื่นหรอก”

            “เผ่าฝูโปเองก็...”

            คงไม่มีใครจินตนาการออกว่า เหล่าผู้มีอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดของดินแดนทิศตะวันตกจรดทิศใต้นั้นตอนนี้กลับทิ้งศักดิ์ศรีลงพื้นอย่างไร้เยื่อใยเพียงเพื่อชุดเกราะชุดเดียว

            หลินหยางแย้มยิ้มมองไปที่พวกเขาโดยที่ไม่ได้กล่าวอะไร

            มันก็โทษพวกเขาไม่ได้หรอกเพราะว่าชุดเกราะเงินขาวนี้มันมีมูลค่ามหาศาลมากจนน่าตกใจเกินไป

            ชุดเกราะชุดเดียวสามารถทำให้ยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นสูงสุดสามารถแสดงศักยภาพออกมาได้เทียบเท่ากับระดับอวิ้นหลิงขั้นท้ายและยังทำให้เซวี่ยเทียนที่อยู่ในระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางสามารถต่อสู้กับผู่เอาหมานที่อยู่ขั้นสูงสุดได้อย่างทัดเทียม

            มันคือสุดยอดยุทธภัณฑ์ที่สามารถเพิ่มพลังต่อสู้ให้กับอาณาจักรได้อย่างมหาศาลทุกคนจึงจำเป็นต้องคว้ามันมาให้ได้ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม

            หลินหยางเลือกที่จะเอาชุดเกราะราชันเงินขาวออกมาปล่อยสู่โลกภายนอกหลังจากที่ผ่านมาหนึ่งปีแล้วซึ่งนั่นก็หมายความว่าในช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมานั้นอาณาจักรชูอวิ๋นและราชอาณาจักรโล่ยื่อได้กักตุนทรัพยการไว้มากมายมหาศาลพอแล้วซึ่งสำหรับหลินหยางในตอนนี้นั้นสิ่งที่เขาขาดไม่ใช่ชุดเกราะแต่เป็นยอดฝีมือที่มีความสามารถพอจะแสดงศักยภาพของชุดเกราะนี้ได้อย่างเต็มที่ต่างหาก

            ซึ่งก็หาได้ไม่ยาก...

            ดูสิ ตอนนี้ผู้คนต่างก็เป็นฝ่ายอยากจะส่งคนมาให้เองถึงที่ด้วยเจตนาของตัวเองกันทั้งนั้น

            หลินหยางชูมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบลงบนใบหน้าของเขาตอนนี้มีรอยยิ้มอันชั่วร้ายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ หลินหยางนักขูดรีด

            “ทุกท่านไม่ต้องรีบร้อน... พวกเราค่อยๆ คุยกันเถอะค่อยๆ คุยทีละคน... ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ”

            ผู้คนทั้งหมดต่างก็รู้สึกว่ารอยยิ้มของเจ้าจิ้งจอกน้อยตรงหน้านี้มันช่างเยือกเย็นเสียเหลือเกิน

            หลังจากนั้นการเจรจาอันยาวนานก็เริ่มขึ้น

            แต่ไม่มีใครคิดเลยว่า ระหว่างที่กำลังเจรจากันอยู่นั้น อยู่ๆ ก็ต้องหยุดลงกลางคันเพราะว่าข่าวสารที่ถูกส่งมาจากราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยอย่างกะทันหัน

            “อะไรนะ? เจ้าพูดอีกครั้งสิ?”

            หลินหยางไม่เคยเห็นสีหน้าของผู่อาหมานดูตื่นตระหนกขนาดนี้มาก่อนเลย

            ชายคนนี้เป็นพวกที่ต่อให้ฟ้าจะถล่มลงมาเขาก็จะใช้กระบองหวดมันกลับไป แล้วมันต้องเป็นเรื่องแบบไหนกัน ที่ทำให้คนอย่างเขาถึงกับเสียอาการออกมาขนาดนี้?

            ผู่อาหมานตอนนี้เริ่มปลอยจิตสังหารอันเข้มข้นแข็งกร้าวออกมาแล้ว

            เขาเตรียมจะจากไปแล้วขณะเดียวกันก็พูดกับหลินหยางโดยที่ไม่ได้หันหลังกลับมาว่า “เมืองหลวงของราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ย ถูกล้อมเอาไว้หมดแล้ว...”

            พูดเสร็จกก็เดินออกไปทันที แต่ระหว่างที่ก้าวไปได้ไม่กี่ก้าวก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงได้เดินวกกลับมาหาหลินหยางอีกครั้ง

            “หลินหยาง เรื่องนี้มันมีบางอย่างแปลกๆ ไม่ชอบมาพากลข้าจะขอเชิญเจ้าเดินทางร่วมกับข้าไปด้วยได้หรือไม่?”

            “แปลก?” หลินหยางยิ่งรู้สึกสงสัย

            เกิดเรื่องอะไรขึ้นถึงได้ทำให้ชายผู้มีความหยิ่งทระนงสูงแบบเขาถึงกลับต้องออกปากขอความช่วยเหลือด้วยตัวเองแบบนี้?

            “ใช่แล้ว” สีหน้าของผู่อาหมานดูหม่นหมอง“จากรายงานที่ข้าได้รับมา พวกที่ล้อมเมืองหลวงเอาไว้...ไม่ใช่คน”

            หลินหยางเปลี่ยนสีหน้าทันที

            ในใจเริ่มรู้สึกถึงลางไม่ดีบางอย่าง

            ..................................

            จากชูอวิ๋นไปราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยนั้นใช่เวลาเพียงสองวันถ้าเดินทางผ่านอุปกรณ์เดินทางข้ามมิติแต่เพราะว่าเกิดเหตุการณ์คับขันขึ้น ผู้คนทั้งหมดจึงได้เร่งความเร็วในการเดินทางขึ้นอย่างบ้าคลั่งเพียงหนึ่งวันก็เดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงของราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ย เมืองอีหลานเฮ่าเท่อ

            ผู้ที่เดินทางมาด้วยไม่ได้มีแค่หลินหยางเท่านั้น ยังมีเป้ยเค่อฮว๋างฉางโม่เชาหยันที่พอได้ยินว่าราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยเกิดวิกฤตขึ้นจึงอาสาเดินทางมาช่วยเหลือด้วย

            หลังจากที่เดินทางมาถึงแล้ว หลินหยางก็พบว่ามีคนจำนวนหนึ่งกำลังรอพวกเขาอยู่แล้วหนึ่งในนั้นก็คือข่านคนปัจจุบันซึ่งมีนามว่า กู่ลี่ข่าน

            กู่ลี่ข่านเองก็เป็นชายที่แข็งแกร่งระดับต้นๆ ของดินแดนทิศตะวันตกเหมือนกันถึงแม้ว่าพลังต่อสู้จะไม่เท่ากับผู่อาหมานแต่ไม่ว่าจะด้านบุ๋นหรือด้านบู๊ก็ล้วนเป็นอัจฉริยะในระดับที่ร้อยปีจะมีสักคน

            เพียงแต่ว่าครั้งนี้แววตาของกู่ลี่ข่านกลับดูเคร่งเครียดสุดขีด ทันทีที่เห็นผู่อาหมานกลับมาถึงก็รีบไปต้อนรับเขาทันที

            “อาหมานอันต๋า (สหายอาหม๋าน)...ในที่สุดเจ้าก็กลับมาถึงเสียที”

            “ฝ่าบาท มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”

            “เล่าตอนนี้ไม่ทันแล้วเจ้ารีบไปที่กำแพงเมืองกับข้าเดี๋ยวนี้เลย ตรงนั้นกำลังจะต้านไม่อยู่แล้ว”

            อะไรนะ?

            วิกฤตถึงระดับนี้แล้วหรือ?

            พวกของหลินหยางไม่มีเวลามาแนะนำตัวรีบเดินทางไปยังกำแพงเมืองตามหลังกู่ลี่ข่านและหน่วยองครักษ์ทันที

            ทันทีที่เขาเดินออกมาจากห้องโถงแล้ว

            หลินหยางก็ได้กลิ่นคาวเลือดเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณนั้นอีกทั้งยังได้ยินเสียงคำรามของสัตว์ประหลาดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            ทั่วทั้งเมืองอีหลานเฮ่าเท่อนั้นราวกับกำลังถูกอสูรร้ายอันอำมหิตโอบล้อมเอาไว้มีกลิ่นอายฆ่าฟันอยู่ทั่วทุกทิศ บนกำแพงเมืองทุกแห่งต่างก็กำลังเกิดการต่อสู้อย่างทรหดอยู่

            “ไปประตูเหนือ!!!!”

            กู่ลี่ข่านไม่พูดอะไรให้มากความรีบพาผู้คนไปที่ประตูเหนือซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดทันที

            เมืองอีหลานเฮ่าเท่อนั้นเป็นเมืองโบราณที่มีอายุมากที่สุดในดินแดนมหาทะเลทรายทิศตะวันตกแห่งนี้และยังเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในดินแดนเขตนี้อีกด้วยแค่ความสูงของกำแพงเมืองอย่างเดียวก็สูงเกือบร้อยเมตรหรือความสูงประมาณสามสิบกว่าชั้นกว้างนับพันเมตร

            กำแพงที่สูงขนาดนี้ นอกจากจะให้ยอดฝีมือที่มีพลังแข็งกล้ามากๆ มาทำลายทิ้งตรงๆแล้ว ต่อให้จะโดนสัตว์ป่ารุมล้อมก็ไม่เป็นปัญหาอะไรเลยสักนิด

            แต่ตอนที่หลินหยางมาถึงบนกำแพงที่ทั้งสูงทั้งยาวนี่แล้วภาพที่เห็นก็ทำเอาตัวสั่นไปเหมือนกัน

            เพราะเมื่อก้มหัวลงไปมองแล้วก็พบว่าบนกำแพงที่สูงนับพันเมตรนี้กลับมีคนกำลังปีนป่ายอยู่เต็มไปหมด

            ไม่สิ ถ้าพูดให้ละเอียดกว่านี้ก็คือเหล่าสิ่งมีชีวิตที่กำลังใช้นิ้วมือปีนป่ายบนกำแพงอย่างสุดชีวิตนั้นไม่สามารถเรียกพวกมันว่ามนุษย์ได้อีกแล้ว

            สิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างของมนุษย์นั้นแต่ละตัวล้วนมีสภาพเหมือนศพที่เน่าเฟะมานานหลายปีแล้ว เสื้อผ้าฉีกขาดหลุดลุ่ยกล้ามเนื้อทั่วทั้งตัวของมันเสื่อมสลาย บางตัวก็เปรอะเปื้อนด้วยเลือดเน่าๆกลิ่นเหม็นสาบอย่างรุนแรงของมันเหม็นคลุ้งไปทั่วบริเวณ

            แต่พวกซากศพเน่าๆ เหล่านี้กลับมีความสามารถในการเคลื่อนที่สูงมากต่อให้นิ้วของพวกมันจะขาดติดอยู่บนกำแพงพวกมันก็ยังคงปีนกำแพงต่อไปด้วยท่าทางที่ดูจะไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อยพอมันไต่มาถึงบนกำแพงแล้ว พวกมันก็ไล่ใช้ปากกัดเหล่าทหารรักษาดินแดนทั้งหลาย

            ถ้ามีซากศพเคลื่อนที่ได้แบบนี้แค่ตัวเดียวมันก็ไม่เท่าไรหรอกแต่ว่าสิ่งที่พวกของหลินหยางมองเห็นในตอนนี้คือทะเลซากศพอันแน่นขนัดไปสุดลูกหูลูกตาที่ดูน่าหวาดกลัวยิ่งนัก

            สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ปีนกำแพงขึ้นมาราวกับมดเกาะใครได้ก็เกาะขึ้นไปทันที มุ่งหน้าปีนขึ้นไปบนกำแพงอย่างเดียวอย่างบ้าคลั่ง พอปีนขึ้นมาแล้วเจอคนก็ไล่กัดอย่างเดียวราวกับหมาบ้าก็ไม่ปาน

            “ไอ้พวกนี้มันคือตัวอะไรกัน”

            ผู่อาหมานเองก็ไม่เคยเจอตัวประหลาดแบบนี้มาก่อนจึงยังไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์เท่าไรนัก

            “ไม่รู้สิ...” กู่ลี่ข่านตอนนี้มีเหงื่อเย็นๆเปียกชุ่มไปทั้งหัว “ตัวประหลาดพวกนี้มันปรากฏตัวขึ้นที่นอกเมืองตั้งแต่เมื่อวันก่อนตอนแรกก็ยังไม่คิดว่าเป็นปัญหาอะไรแต่คาดไม่ถึงเลยว่าสถานการณ์มันจะพลิกผันกลายมาเป็นแบบนี้ได้”

            “ไอ้พวกนี้มันมีดีแค่จำนวนเท่านั้นแหละฆ่าทิ้งให้หมดเสียก็พอ...” ผู่อาหมานกล่าวขึ้นอย่างเย็นชา

            “ฆ่าไม่หมด... พวกเราฆ่ามันมาสองวันเต็มๆ แล้วแต่พวกมันก็ยังมารวมตัวกันไม่หยุด ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ... เจ้าดูสิ!!!!”

            ผู้คนหันสายตาลงไปดูที่ด้านล่าง ก็พบเข้ากับภาพอันน่าตกใจ

            ภายในฝูงศพอันแน่นขนัดนี้มีบางตัวที่สวมใส่หนังหมาป่าทองคำเอาไว้อยู่ด้วย

            นั่นมัน...นักรบหมาป่าทองคำ?

            นักรบหมาป่าทองคำคือกลุ่มนักรบที่แข็งแกร่งและสูงส่งมากที่สุดในราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ย สมาชิกในกลุ่มนั้นล้วนเป็นยอดฝีมือที่มีระดับสูงกว่าระดับเซียนเทียนขั้นกลางขึ้นไปเท่านั้นและอาจจะมีขั้นท้ายรวมไปถึงระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นเป็นหัวหน้าหน่วยย่อยด้วย

            เหล่านักรบหมาป่าทองคำเองก็กลายเป็นศพพิสดารด้วยหรือ?

            อย่าบอกนะว่า...

            ในจังหวะที่ผู้คนกำลังอึ้งกันอยู่นั้นเหล่าศพของนักรบหมาป่าทองคำที่มีพลังในการเคลื่อนที่สูงส่งกว่าศพทั่วๆ ไปพวกมันขยับเคลื่อนที่แค่ไม่กี่ก้าวก็พุ่งมาอยู่ข้างกำแพงเมืองแล้วจากนั้นพวกมันก็กระโดดทีเดียวขึ้นมาถึงบนยอดเลย

            โฮก!!

            “รีบฆ่ามันทิ้งซะ เร็ว!!!!”

            บนกำแพงพลันเกิดความวุ่นวายขึ้นทันทีเหล่าศพสุดแข็งแกร่งพวกนี้ล้วนยังคงมีระดับพลังต่อสู้ที่เทียบเท่ากับระดับเซียนเทียนขั้นท้ายอยู่เหมือนเดิมอีกทั้งร่างกายพวกมันยังไร้ความรู้สึก ไม่หวาดกลัวในความตายเลยแม้แต่น้อย

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน