บทที่39ชำระแค้นเก่า
ที่แท้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังและปกครองค่ายโจรภูเขาอัคคีทมิฬก็คือฉินซูหนี่ว์นับตั้งแต่ที่นางหลบหนีออกจากนิกายเทวะวจนะ นางก็ได้มาหลบซ่อนที่เขาเถาหมิงซานแห่งนี้นางฝึกปรือสั่งสมพลังอย่างหนักหน่วงทุกคืนวันโดยใช้ความแค้นที่มีต่อไป๋เหิ่นซินเป็นแรงขับเคลื่อนใช้พลังในมหาวิถีวจนะยึดครองค่ายโจรแห่งนี้เพื่ออาศัยเป็นแหล่งสำหรับสรรหาทรัพยากรอันมีค่าที่จะส่งเสริมในด้านการฝึกปรือพลังให้แก่นาง
นางหลบซ่อนตัวเป็นผู้นำซ่องโจรอันต่ำช้าใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ถูกบีบให้ต้องหันหลังให้แก่แสงแห่งวจนะ ทั้งหมดนางล้วนโทษว่าเป็นความผิดของไป๋เหิ่นซินทั้งสิ้น
นางเก็บตัวฝึกปรือวิชาอย่างหนักหน่วงเพื่อเฝ้ารอโอกาสที่จะฉุดดึงสตรีที่นางเกลียดชังมากที่สุดให้ลงจากบัลลังก์แห่งเกียรติยศที่สมควรจะเป็นของนางนางฝึกปรือมาพอแล้ว แต่ภายใต้นิกายเทวะวจนะนางจึงไม่มีโอกาสที่จะได้กระทำดั่งใจหวังแต่ทว่าวันนี้ ภายใต้อาณาเขตการปกครองของนาง ภายใต้สถานที่ที่แสงแห่งวจนะยังมิทันได้ส่องถึงโอกาสที่นางถวิลหาได้มาถึงแล้ว
ไป๋เหิ่นซินมาที่นี่ตัวคนเดียวไร้ซึ่งการคุ้มกันแห่งวจนะ รอบกายมีแต่คนของนางเต็มไปหมด การสั่นสะท้านของนางก่อนหน้าจึงมิใช่เกิดขึ้นเพราะความกลัวต่อไป๋เหิ่นซินแต่นี่เป็นความยินดีจนเนื้อเต้นต่างหาก นางยินดีที่โอกาสอันประเสริฐเช่นนี้เปิดออกให้แก่นาง!
“ความมั่นใจของเจ้ากลับเป็นการรนหาที่ตายอย่างน่าหัวร่อ นังเด็กขอทานเหลือขอ ข้าจะส่งเจ้าลงสู่จุดต่ำสุดข้าจะทำให้เจ้ามีชีวิตยิ่งกว่าตายทั้งเป็นมากกว่าที่ข้าประสบ!”
เสียงคำรามของฉินซูหนี่ว์ดังก้องมาจากหลังคาอาคารไม้ไผ่ชั้นบนสุดเสียงนี้แฝงด้วยพลังลมปราณพิเศษที่ไม่อ่อนด้อย จนสายลมรอบบริเวณพัดพาอย่างปั่นป่วนชุดคลุมดำของนางปลิวสะบัดเปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าที่สะคราญโฉมพร้อมกับผมดำขลับที่ปลิวสยายเพียงหนึ่งการเปล่งวาจา ก็นับเป็นการโจมตีที่ทรงอานุภาพยากต่อต้าน
นี่ก็คือมหาวิถีวจนะคาถา!
ฉินซูหนี่ว์เป็นผู้ที่มีจุดชีพจรลมปราณพิเศษเปิดถึงสองจุดอันได้แก่ จุดโส่ว (บริเวณหลังมือ) และจุดเทียนติ่ง (บริเวณกล่องเสียง) นับเป็นผู้มีเส้นชีพจรลมปราณราชันย์ ระดับความเข้มข้นของพลังปาฏิหาริย์จึงไม่ธรรมดาประการสำคัญนางยังได้รับการช่วยเหลือจากบิดาอย่างลับๆ สายเลือดตัดอย่างไรย่อมไม่ขาดเช่นนั้นบิดาของนางจึงยอมเสี่ยงถูกลงโทษควานหาคำภีร์ระดับสูงในมหาวิถีวจนะคาถาและมุทราส่งมาให้นางได้ฝึกปรือพลังความแข็งแกร่งในมหาวิถีแห่งวจนะทั้งสองจึงมิได้อ่อนด้อยเป็นสองรองใครในยอดยุทธ์รุ่นราวคราวเดียวกัน
กระแสลมจากเสียงคำรามรุนแรงราวใบมีดที่ตัดเฉือนมันพัดผ่านในทิศทางที่ฮุ่ยจวินและบุรุษชุดคลุมดำอยู่ เป็นเหตุให้บุรุษชุดคลุมดำต้องผงะกระโดดหลบฮุ่ยจวินจึงหลุดรอดจากการคร่ากุม และก็เป็นปู้ชิงเถาที่ได้โอกาศกระโดดเข้ามาดึงร่างของฮุ่ยจวินเพื่อฉวยโอกาสหลบหนี
“ไปเร็ว"
เมื่อได้โอกาสและจังหวะอันดีเช่นนี้ปู้ชิงเถาและฮุ่ยจวินก็ไม่ชักช้าหลบหนีออกจากที่แห่งนี้อย่างรวดเร็ว ขณะเฉียดผ่านร่างของไป๋เหิ่นซินไปฮุ่ยจวินก็ได้ชะงักค้างมองใบหน้าที่สะคราญโฉมแต่เย็นชาไร้จิตใจของนางอย่างไม่วางตาหัวคิ้วของมันขมวดจนแทบจรดกันคล้ายคิดอะไรบางอย่าง จิตใจก็ปั่นป่วนอย่างบอกไม่ถูก เป็นเหตุให้ขาที่ก้าวไปชะงักลงมันไม่เข้าใจว่าตนเป็นอะไร เพียงเห็นใบหน้าที่ราวกับสลักเสลาจากหยกสวรรค์ของสตรีตรงหน้าก็ทำให้มันไม่อยู่กับร่องกับรอยแล้ว
ฮุ่ยจวินไม่ได้หลงเสน่ห์ในความงามของนางแต่มันเพียงรู้สึกว่าเหตุใดจิตใจของตนจึงคล้ายถูกฉุดดึงเมื่อพบเห็นสตรีที่ไม่เคยรู้จักนางนี้
ชั่วขณะที่ฮุ่ยจวินชะงักค้างเป็นปู้ชิงเถาที่กระชากร่างเรียกสติของมันคืนกลับ
“เจ้าเป็นอะไร"
ฮุ่ยจวินสลัดความคิดอันฟุ้งซ่านพร้อมกับโจนทะยานด้วยท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาจนหายลับไป
ซึ่งจังหวะนั้นเองก็เป็นจังหวะที่ส่งผลต่อสมาธิของไป๋เหิ่นซินระหว่างการต่อสู้ไม่เคยมีสิ่งใดที่จะดึงสมาธิของนางไปได้ ทว่านางกลับถูกบุรุษแปลกหน้าผู้นั้นดึงสมาธิไปชั่วลมหายใจหนึ่ง
“ข้าเป็นอะไร"
ไป๋เหิ่นซินยกมือขึ้นมากุมอกซ้ายด้วยจิตใจที่เจ็บแปลบทำให้นางพลาดท่าถูกมหาวิถีวจนะคาถาของฉินซูหนี่ว์รุกไล่จนถอยร่นนับเจ็ดก้าว
“เจ้าก็ไม่ได้เก่งกาจดังข่าวโครมลอยที่อวดโอ่แม้เพียงนิด!”
เห็นพลังของตนสามารถรุกไล่ไป๋เหิ่นซินได้ฉินซูหนี่ว์ก็เริ่มได้ใจและคิดว่าไป๋เหิ่นซินก็มิได้เก่งกาจไร้เทียมทานขนาดนั้น เห็นทีฉายาแสงสังหารแห่งวจนะคงจะเป็นแค่คำอวดโอ่เอาใจนางและอาจารย์ของนางเท่านั้น
ด้านบุรุษชุดคลุมดำผู้นั้นก็ได้ก้าวเดินออกมาเผชิญหน้าไป๋เหิ่นซินเช่นเดียวกับบุรุษชุดคลุมดำอีกผู้ที่ไปจัดการเส้าเทียนและน้องสาวก็ได้กลับมาถึง พวกมันทั้งสองจ้องมองไป๋เหิ่นซินด้วยแววความเดือดดาลแลโกรธเกลียดมิแพ้ฉินซูหนี่ว์เลยซักนิด
“ยังจำพวกข้าสองคนได้หรือไม่"
“เป็นเพราะเจ้าพวกข้าถึงต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้"
ที่แท้บุรุษชุดคลุมดำทั้งสองก็เป็นอดีตผู้เฝ้าประตูแห่งนิกายเทวะวจนะที่เคยมีปัญหากับนางนั่นเอง!
ไป๋เหิ่นซินมิได้เหลือบแลบุรุษทั้งสองที่อยู่ตรงหน้าทำราวกับว่าพวกมันเป็นเพียงธาตุอากาศ สร้างความเดือดดาลให้แก่พวกมันเป็นการใหญ่
“เจ้าตัวคนเดียวดูซิจะหยิ่งผยองได้ถึงไหน"
“ตั้งแต่ที่พวกข้าหลบหนีมาพวกข้าก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว ข้าจะทำให้ใบหน้าอันน่ารังเกียจของเจ้าต้องแปดเปื้อนด้วยความโสมม…”
ฉึก!!!!
บุรุษสองผู้เพียงพึ่งเปิดปากกล่าววาจายังไม่จบสิ้นประโยคดีนัยน์ตาของพวกมันก็เหลือกถลน ปากอ้ากว้างจนน้ำลายไหลพราก เมื่อครู่พวกมันยังอวดดี ทว่าบัดนี้ในจิตใจของพวกมันกลับมีแต่ความหวาดหวั่นเกรงกลัวต่อความตายพวกมันรักชีวิตไม่อยากตาย แต่ใครจะคิดว่าสตรีตัวคนเดียวตรงหน้ากลับร้ายกาจกว่าที่พวกมันประเมินไว้นักเพียงเคลื่อนผ่านพวกมันแค่แวบเดียว เพียงเหลือบเห็นชุดขาวราวหิมะพัดผ่าน พวกมันก็ต้องทิ้งชีวิตอันแสนมีค่าไว้ที่ค่ายโจรอันโสมมแห่งนี้แล้ว!
ตึง
เข่าสองข้างของบุรุษทั้งสองคุกลงกับพื้นนัยน์ตาของพวกมันยังคงเหลือกถลนอยู่เช่นเดิม ความตายไม่เข้าหาพวกมันเสียทีเดียวแต่เงามรณะและความเจ็บปวดได้แผ่ลามพร้อมคืบคลานเข้าหาพวกมันทีละนิดสร้างทั้งความเจ็บปวด สิ้นหวัง แลความหวาดกลัวราวกับตายทั้งเป็น สิ่งที่น่ากลัวสำหรับผู้ที่รักชีวิตก็คือการได้เห็นว่าวาระสุดท้ายของชีวิตตนกำลังถูกกลืนกินอย่างช้าๆนี่นับเป็นความสิ้นหวังแลทรมานยิ่งกว่าการตกขุมอเวจีเป็นไหนๆ
สุดท้ายเมื่อน้ำลายที่มุมปากของพวกมันเริ่มถูกแทนที่ด้วยโลหิตสีแดงฉานพร้อมคอที่ห้อยตกพับลง ชีวิตของพวกมันก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว
สองบุรุษผู้เฝ้าประตูแห่งนิกายเทวะวจนะในอดีตสองบุรุษที่เพาะบ่มความคับแค้นใจต่อไป๋เหิ่นซิน พวกมันได้ตกตายเพียงชั่วพริบตาด้วยน้ำมือของนาง!
ฉินซูหนี่ว์แม้ภายนอกจะยังนิ่งสงบแต่ภายในจิตใจก็เริ่มกลับกลายเป็นแตกตื่นมิน้อย เมื่อครู่นางยังพอตามทันต่อการลงมือของไป๋เหิ่นซินและเพราะตามทัน นางจึงได้รู้ว่าไป๋เหิ่นซินกลับก้าวเดินในเส้นทางมหาวิถีวจนะยุทธ์ถึงระดับราชันย์ยุทธ์ชั้นสูงแล้ว!
มหาวิถีวจนะยุทธ์อันเป็นแค่มหาวิถีสายรองยังขนาดนี้แล้วมหาวิถีวจนะมุทราอันเป็นมหาวิถีสายหลักของนางจะมุ่งไปสู่ระดับใด!
ตอนแรกฉินซูหนี่ว์ยังคิดได้ใจในระดับพลังของตนรวมถึงการมีบริวารทั้งสองคอยสนับสนุน ทว่าตอนนี้คนของนางกลับตกตายในชั่วพริบตา ทำให้นางต้องเผชิญกับแสงสังหารแห่งวจนะตัวต่อตัว!
“ครั้งนั้นเจ้ามอบน้ำใจอันแสนบาดลึกไว้แก่ข้าครั้งนี้นับเป็นวันดีที่ข้าควรมอบน้ำใจนั้นคืนกลับแก่เจ้าบ้าง”
“ไป๋เหิ่นซินอย่าได้ทะนงตนจนเกินไป ครั้งนั้นเจ้าเคยแพ้ข้า ครั้งนี้ข้าก็จะทำให้เจ้าพ่ายแพ้เช่นเดียวกัน"
วาจาที่ก้องกังวานของฉินซูหนี่ว์ปรากฏความสั่นเครือที่หางเสียงจนรู้สึกได้ไป๋เหิ่นซินจึงส่ายศีรษะแผ่วเบา
“เพียงจิตใจที่บังเกิดความย่นระย่อต่อศัตรูโอกาสที่จะชนะก็ได้ริบหรี่ลงไปแล้ว"
ฉินซูหนี่ว์กัดฟันกรอดนำเอาความเครียดแค้นโกรธเคืองแปรเปลี่ยนเป็นความกล้าและจิตที่ต้องการเอาชนะ
“อย่าได้ใจนักข้าจะเป็นผู้มอบชะตากรรมอันอาภัพคืนแก่เจ้าดังเดิม!”
วาจาสุดท้ายของฉินซูหนี่ว์แฝงไว้ด้วยมหาวิถีวจนะคาถาระดับสูงสุดเท่าที่นางจะปลดปล่อยออกมาได้คลื่นลมที่ตัดเฉือนกวาดม้วนเอาร่างของสองบุรุษชุดคลุมดำที่ตกตายต้องล้มกลิ้งไปคนละทิศทางพร้อมกับโลหิตจากรอยตัดเฉือนที่กระเซ็นซ่าน
ไป๋เหิ่นซินมิประมาทกระโดดเตะขาลอยเหินข้ามสายลมที่ตัดเฉือน ฝ่ามือขวาประนมที่ช่วงอก พอเสียงบริกรรมคาถาของฉินซูหนี่ว์ดังต่อเนื่องมาฝ่ามือขวาของไป๋เหิ่นซินก็พลิกหงายไปยังเบื้องหน้าทันที
พลังมุทราที่แกร่งกร้าวทรงอานุภาพยิ่งกว่ากำแพงภูษาก็ผลักดันต้านรับพลังแห่งคาถาที่ร่ายออกมาอย่างเร่งเร้าของฉินซูหนี่ว์ทันใด
เมื่อเห็นว่ามหาวิถีวจนะคาถาของตนมิอาจเอาชัยเหนือมหาวิถีวจนะมุทราของไป๋เหิ่นซินได้เสียงบริกรรมคาถาจึงหยุดลง มือซ้ายขวายกขึ้นมาไขว้ประสานราวกับดอกบัวกลับด้าน
“ข้ารอวันนี้มาตลอดวันที่จะได้จัดการเจ้า!"
ฉินซูหนี่ว์คำรามเสียงลั่นนางผนึกท่ามุทราอันพิสดารขึ้น เป็นท่ามุทราในคัมภีร์ลับที่บิดาของนางทุ่มเทหามา และก็เป็นสุดยอดท่ามุทราที่นางมุ่งมั่นฝึกฝนให้แข็งแกร่งสูงสุดเพื่อหวังใช้กำราบตัวตนที่นางเกลียดชังอย่างไป๋เหิ่นซิน
“มุทราปทุมสลับสังขาร!”
ฉินซูหนี่ว์คิดแต่ว่าตนต้องการกำจัดไป๋เหิ่นซินแต่นางหารู้ไม่ว่าไป๋เหิ่นซินเองก็ต้องการสะสางความแค้นในอดีตกับนางเช่นเดียวกัน ไป๋เหิ่นซินดั้นด้นสืบหาร่องรอยที่นางหลบซ่อนมาโดยตลอดส่งคนออกสืบหาทั่วปฐพี พอคนของไป๋เหิ่นซินสืบทราบข่าวและส่งแผนที่ตำแหน่งมา ไป๋เหิ่นซินก็รีบมาที่นี่ทันทีโดยมิได้หยุดพักแม้เพียงครั้งนี่แสดงให้เห็นว่าไป๋เหิ่นซินก็ต้องการปิดบัญชีแค้นในคราวนี้!
เห็นพลังมุทราสีเขียวสดใสก่อลักษณ์เป็นดอกบัวที่สลับด้านกลีบบัวดูพิสดารหันผิดรูป การเคลื่อนที่ของมันก็นำพาความบิดเบี้ยวที่ยากคาดเดา ทุกหนึ่งการเคลื่อนไปบรรยากาศก็ราวกับถูกตัดเฉือนย้อนทวนไปมา หัวคิ้วของไป๋เหิ่นซินเมื่อเห็นมุทราที่แปลกพิสดารจึงขมวดแต่ก็ขมวดเพียงชั่วครู่ เพราะนับแต่ที่ดรรชนีของนางเคลื่อนออก มหาวิถีวจนะมุทราที่กอปรรวมขึ้นจากคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราก็สำแดงปาฏิหาริย์กดข่มออกไปแล้ว
คัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราแม้หายไปยังหาไม่เจอแต่ธรรมบาลมุทราอาจารย์นางก็ถือว่าฝึกสำเร็จมาไม่น้อย ไป๋เหิ่นซินนางจึงได้รับการถ่ายทอดและการชี้แนะเทียบเท่ากับสิ่งที่ธรรมบาลมุทราได้รู้พลังมุทราของนางที่ปลดปล่อยออก จึงเป็นมหาวิถีมุทราที่ยากต่อต้าน
“มุทราเทพ!”
ระดับขั้นพลังในมหาวิถีวจนะมุทราของไป๋เหิ่นซินนับว่าสูงส่งกว่าฉินซูหนี่ว์หลายก้าวระดับความลึกล้ำแกร่งกร้าวของเคล็ดวิชาในมหาวิถีวจนะมุทราก็เหนือล้ำสูงส่งกว่า เช่นนั้นเพียงหนึ่งพลังการปะทะนี้ผลลัพธ์ที่ปรากฏจึงมิยากเกินคาดเดา
มุทราปทุมสลับสังขารแตกดับเพียงลำแสงแห่งมุทราเทพกระทบต้องพลังแห่งมุทราเทพพุ่งทะลวงราวกับจะทะลุชั้นฟ้า พุ่งผ่านร่างของฉินซูหนี่ว์จนนางเบิกตาโพลงโลหิตทะลักไหลออกจากปาก ร่างลอยละลิ่วร่วงตกจากอาคารไม้ไผ่ไปไกล
ไป๋เหิ่นซินจึงติดตามไปนางก็ได้เห็นแต่รอยโลหิตเป็นทาง ส่วนร่างของฉินซูหนี่ว์ได้หายไปแล้ว
ถูกพลังแห่งมุทราเทพขนาดนั้นแม้ไม่ตายตอนนี้ก็ยากนักที่จะมีชีวิตรอดในภายภาคหน้าเช่นนั้นไป๋เหิ่นซินจึงไม่ติดตามไปอีก นางเพียงมองไปยังทิศทางที่ฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถาหลบหนีจากนั้นก็ตัดสินใจที่จะก้าวเดินไปยังทิศทางดังกล่าวแทน