ราชาไร้บัลลังก์

    บทที่29:แบร็ค

    หลังมิคาเอลเดินออกมาจากโรงประมูลโดยที่ไม่มีใครสนใจมัน จากนั้นมิคาเอลได้เดินไปที่ร้านค้าและซื้อผลไม้มาจำนวนหนึ่งโดยให้เฟรมมิ่งเฮลเป็นคนจ่าย จากนั้นจึงเดินไปเรื่อยๆโดยไม่รีบร้อนและได้พบกับเด็กชายคนหนึ่งอายุดูแล้วก็แค่5ปีเด็กคนนั้นกำลังกอดศพของเด็กหญิงที่มีอายุน้อยกว่าอยู่มิคาเอลได้เดินเข้าไปหาเด็กคนนั้นทั้งๆที่คนอื่นต่างพากันหลีกหนีและเว้นระยะห่าง
    ''เจ้าหนูทำไมถึงมานั่งกอดศพอยู่ตรงนี้ล่ะ แล้วนั่นศพใครทำไมไม่เอาไปฝังซะให้เรียบร้อย''มิคาเอลถามออกมาด้วยความอยากรู้ขณะที่ตนเองมีความรู้สึกแปลกๆเกี่ยวกับเด็กคนนี้เป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยเพราะกลิ่นอายที่อยู่บนตัวเด็กมิคาเอลเคยเจอมาก่อน
    ''ข้าต้องการเงินเพื่อนำไปซื้อโลงศพใส่น้องสาวของข้า เป็นเพราะพวกมันครอบครัวของข้าถึงได้ตายหมดนายท่านข้าขอเงินซัก10เหรียญทองได้หรือไม่แล้วหลังจากข้าฝังน้องสาวของข้าเสร็จแล้วข้าจะเป็นคนรับใช้ของท่านตลอดชีวิต''เด็กคนนั้นพูดจบก็ก้มหัวลงจนหน้าผากติดพื้น ที่ผ่านมาไม่มีใครสนใจมันซักคนเพราะถึงจะนำไปเป็นคนรับใช้ก็ไม่คุ้ม เพราะมันเด็กเกินไปและต้องเสียเวลาเลี้ยงดูอีกมากกว่าจะทำงานหนักได้
    ''นี่คงจะไม่ได้เพราะข้าไม่ต้องการคนรับใช้เท่าไหร่ แต่ก็เอาเถอะข้าจะให้เงินเจ้าไว้คนธรรมดาแบบข้าคงช่วยเจ้าได้เพียงเท่านี้''พูดจบเหมือนเฟรมมิ่งเฮลจะรู้งานมันหยิบเงินออกมา10เหรียญทองให้เด็กคนนั้นแต่สิ่งที่เด็กคนนั้นพูดขึ้นมาทำให้มิคาเอลต้องมองไปที่เด็กคนนั้นใหม่
    ''ท่านอย่าได้โกหกข้าเลย ท่านไม่ใช่คนธรรมดาตอนนี้จะเรียกท่านว่ามนุษย์ยังไม่ได้ด้วยซ้ำร่างกายของท่านกระดูกของท่าน จิตวิญญาณของท่านมันเกินกว่าคำว่ามนุษย์ไปไกลแล้ว''
    ''นี่เจ้ารู้ได้ยังไงไหนบอกข้ามาหน่อย บางทีข้าอาจจะรับเจ้าไปก็ได้หากตอบคำถามข้าได้''มิคาเอลถามออกมาด้วยความสงสัย ฉับพลันหลังมิคาเอลพูดจบดวงตาของเด็กคนนั้นก็เกิดเปลี่ยนสีจากดวงตาสีดำทั่วไปตอนนี้กลับมีสีแดงจนน่ากลัวพร้อมๆกันนั้นกลิ่นอายที่เด็กคนนั้นปล่อยออกมายิ่งชัดเจนมากขึ้นจนทำให้มิคาเอลจำอะไรบางอย่างได้
    ''พอได้แล้วรีบเปลี่ยนกลับดวงตาซะ จากนั้นรีบไปจัดการเรื่องน้องสาวของเจ้าข้าจะไปรอเจ้าอยู่ที่ทางเข้าเมืองจำไว้เวลาข้ามีไม่มากให้รีบมา''มิคาเอลพูดขณะที่มือของมันสั่นเล็กน้อยจากนั้นจึงเดินไปที่ทางเข้าเมืองต่อ
    ''อาจารย์เด็กคนนั้นมันทำไมหรือข้าเห็นมือท่านสั่น''เฟรมมิ่งเฮลถามออกมาด้วยความอยากรู้เพราะมันเห็นมิคาเอลแสดงอาการที่ต่างจากปกติมาก
    ''เจ้าอย่าได้ไปบอกใครก็แล้วกันเด็กนั่นในอนาคตจะเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งมากๆหากมีคนสอนที่ดีดวงตานั่นเป็นของคนที่มีสายเลือดปีศาจกิเลน มันจะมองเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของคนอื่นแต่ก็ยังมีความสามารถอื่นๆอีกมากมายที่ซ่อนอยู่ ข้าเองก็เคยปะทะกับพวกนั้นมาเกือบไม่รอดเหมือนกันดีที่ตกลงกันได้ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วคงได้นอง...''มิคาเอลหยุดพูดทันทีเพราะมันดันเผลอพูดสิ่งที่ไม่ควรออกมา
    ''อะไรอาจารย์ท่านเคยสู้กับพวก...''
    ''ไม่มีอะไรเจ้าลืมๆมันไปซะอย่าพูดถึงมันอีก''เฟรมมิ่งเฮลได้ยินแบบนั้นก็ไม่ถามต่อและเดินตามมิคาเอลไปเงียบๆเท่านั้น จนทั้งคู่มาหยุดอยู่ที่หน้าทางเข้าเมือง ผ่านไปซักพักเด็กน้อยก็เดินมาหามิคาเอลและคุกเข่าลง
    ''นายท่านข้าจัดการเรื่องน้องสาวเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ข้าจะติดตามท่านไปจนกว่าชีวิตข้าจะจบลงแต่ข้ามีเรื่องจะขอ1เรื่องได้โปรดช่วยแก้แค้นให้ข้าด้วย''
    ''ไม่ เจ้าต้องมาอยู่กับข้าในฐานะลูกศิษย์ ข้าจะสอนเจ้าจากนั้นเจ้าค่อยไปแก้แค้นเอาเอง หากอีกฝ่ายเก่งเกินไปหรือมีอะไรไม่คาดฝันเกิดขึ้นข้าถึงจะเข้าไปช่วย นอกจากนี้ข้ามีเรื่องจะพูดเกี่ยวกับตัวตนของเจ้าอีกด้วย ว่าแต่เจ้าชื่ออะไร''มิคาเอลยินดีมากที่จะรับเด็กคนนี้ไว้เพราะในอนาคตมันจะช่วยมิคาเอลได้หลายเรื่อง
    ''ข้าชื่อแบล็คครับท่านอาจารย์ ข้าจะตั้งใจฝึกอย่างเต็มที่เพื่อแก้แค้นและช่วยท่านในอนาคต''แบล็คพูดกับมิคาเอลด้วยความจริงจังจากนั้นจึงลุกขึ้นและไปยืนอยู่ด้านหลังมิคาเอลจากนั้นไม่นานนายน้อยตระกูลทมิฬก็มาถึงเนื่องจากเงินที่ได้มานั้นมีจำนวนมากเกินกว่าจะถือโรงประมูลจึงให้แหวนระดับต่ำมา1วงเพื่อใส่ของ มิคาเอลเองก็รับแหวนวงนั้นไว้จากนั้นทั้งหมดจึงเดินทางไปที่ที่ตั้งของตระกูลทมิฬ
    ขณะเดียวกันหลังงานประมูลจบเบลสิก้าได้แยกตัวออกมาด้านนอกเพียงคนเดียว นางนำแหวนมิติออกมาจากนั้นจึงจ้องมองมันอยู่ซักพักแล้วพูดขึ้น
    ''ผู้อาวุโส1ออกมาหน่อยข้ามีเรื่องจะให้ท่านช่วย''ฟุ่บ ร่างเงาได้โผล่ออกมาจากความว่างเปล่าทันที
    ''คุณหนูมีอะไรให้ข้าช่วย''หลังโผล่ออกมามันก็ถามทันทีเพราะมันได้รับหน้าที่ให้ดูแลเบลสิก้าโดยเฉพาะตั้งแต่นางกลับมาครั้งนี้
    ''ด้านในแหวนนี่มีเงินอยู่1,000,000เหรียญทองและสมุนไพรต่างๆนำมันไปจ้างเจ้าแก่บ้านั่นซะให้มันจับคนในรูปนี่มาแบบเป็นๆแต่ถ้าหากเด็กนั่นขัดขืนก็ฆ่ามันทิ้ง''เบลสิก้ายื่นแหวนและรูปที่นางวาดขึ้นให้ผู้อาวุโส1ไปจ้างใครบางคนเพื่อจัดการเรื่องนี้ ผู้อาวุโสคนนั้นรับของไว้แล้วก็หายตัวไปจากนั้นเบลสิก้าก็เดินทางกลับไปที่วังเจ้าเมืองแต่เมื่อเข้ามาด้านในนางก็เกิดอาการเบื่อหน่าย เพราะข้าวของต่างๆในนี้ถูกทำลายไปมากนั่นก็เพราะพ่อของมันระบายอารมณ์ใส่สิ่งต่างๆ
    ''พอเถอะท่านพ่อท่านทำแบบนี้ไปมันก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอก''เบลสิก้าพูดขึ้นเมื่อนางเห็นพ่อของนาง
    ''พอ? เจ้าจะให้ข้าอกแตกตายหรือไงกัน มันกล้ามากที่ทำกับข้าแบบนี้ คิดว่าข้าเป็นตัวตลก?ฮ่า ฮ่า ฮ่า พวกบัดซบทั้งหลายมันน่านัก 3วันนี้ไม่ต้องตามหาข้า ข้าจะออกไปเที่ยวซักหน่อย''เจ้าเมืองพูดจบมันก็พุ่งหายออกไปทันทีเบลสิก้าเองก็ได้แต่ส่ายหน้าเพราะคำว่า 'เที่ยว' ของพ่อนางนั้นมีความหมายอย่างอื่นซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่ดีนักแต่นางก็ไปห้ามอะไรพ่อของนางไม่ได้