กึก!
คำสารภาพหน้าตาเฉยของขุนนางขั้นหก ทำเอาซูเหวินฉังเข่าอ่อนยวบจนเกือบจะทรุดฮวบลงกับพื้นเรือน ดีที่มือของเขายังกำไม้ตะพดคู่กายไว้แน่น จนมันค้ำยันร่างกายเอาไว้ได้ทันท่วงที
ชายชราเบิกตากว้าง จ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาสั่นระริก เสียงที่เปล่งออกมาสั่นเครือคล้ายคนกำลังจะหมดลม
“ฮ่อง..ฮ่องเต้หน้าเหม็นนั่น…ไม่ได้มอบเสบียงอาหารไว้ให้เ้าบ้างเลยหรือไร!”
ลู่เฟยเหยียนหันไปแขกหัวอาเสิ่นทันทีแก้เก้อ
“ที่สำนักมีเสบียงอาหารพอกินขอรับ แต่เ้านี่มันโง่เง่านัก! เอาเสบียงติดตัวมาแค่นิดเดียวจะไปพอกินอะไร”
“โธ่! นายท่าน ข้าน้อยเตรียมเสบียงมาพอให้กินได้ถึงสิบวัน แต่เป็ท่านมิใช่หรือที่บอกว่าตัวเองอดอยากมาหกเดือน แต่ละมื้อท่านกินข้าวเท่ากับคนสามคนกิน มันจะไปเหลืออะไรเล่าขอรับ!”
ซูเหวินฉังส่ายหน้าระอาใจ ดูจากรูปร่างผอมโซจนแก้มตอบของชายหนุ่มแล้วก็พอจะเข้าใจ แต่เขาก็ยังอดสงสัยไม่ได้
"เ้าจะบอกว่า เดินทางออกจากเมืองหลวงโดยไม่มีเงินติดตัวมาเลยสักอีแปะงั้นรึ?!"
ลู่เฟยเหยียนพยักหน้ารับอย่างไม่อายฟ้าดิน "ไม่มีเลยสักเหรียญเดียวขอรับท่านเ้าสำนัก!"
"แล้ว... แล้วพวกเ้าพักค้างแรมกันที่ไหน?!" ซูเหวินฉังถามต่อ
"อ๋อ ก็นอนเบียดกันในรถม้านั่นแหละขอรับ อัดกันสามคนรวมคนขับรถม้าด้วย มีแต่บุรุษอกสามศอกด้วยกันทั้งนั้น จะต้องอายสิ่งใดเล่าขอรับ!" ชายหนุ่มตอบพลางยืดอกอย่างภาคภูมิใจในความประหยัด
ซูเหวินฉังหอบหายใจจนอกกระเพื่อม พลางหลับตานิ่งสนิทราวกับกำลังสวดมนต์แผ่เมตตาอยู่ในใจ
'บรรพบุรุษตระกูลซู! ข้าคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่เนี่ย?!' ชายชราครางโอดครวญในอก
เขายอมกลับเข้าเมืองหลวงเพื่อไปทวงเงินที่ฮ่องเต้ศิษย์ทรพีติดค้างเอาไว้ แต่ยามนี้... เงินเก่ายังไม่ทันได้คืน กลับต้องควักเนื้อ เอาเสบียงกรังของตัวเองมาเลี้ยงดูไอ้เด็กถังแตกหน้าหนากับบริวารเพิ่มขึ้นอีกสามชีวิตเสียอย่างนั้น!
สำนักเจิ้นอู่อันยิ่งใหญ่อะไรนั่น เริ่มต้นด้วยการส่งผู้ตรวจการอนาถา มาขอข้าวสารตาแก่คนหนึ่งกินประทังชีวิตเสียแล้ว!
…
ขบวนรถม้าขากลับช่างแตกต่างจากขามาโดยสิ้นเชิง
ลู่เฟยเหยียนนั่งกอดอกเบียดกับซูเหวินฉังอยู่ภายในรถม้า ใบหน้าของชายหนุ่มกระหยิ่มยิ้มย่องในใจอย่างอารมณ์ดี แววตาที่เคยมืดมนยามนี้กลับวิบวับไปด้วยความสมหวัง
อย่างน้อยทริปสู้ชีวิตแปดวันนี้ของตนก็ไม่เสียเที่ยว เพราะตอนนี้เขาไม่เพียงแต่ได้ตัว ‘เ้าสำนัก’ กลับไปประดับบารมีเท่านั้น แต่ตาแก่ซูเหวินฉังยังไม่ได้ยากจนข้นแค้นอย่างที่คิด!
ด้วยความช้ำใจแกมระอา ชายชราจึงสั่งให้บุตรชายจัดแจงขนข้าวสาร ธัญพืช เนื้อตากแห้ง และน้ำดื่มสะอาดใส่รถลากไม้คันย่อม ผูกต่อท้ายพ่วงมากับรถม้าคันเก่งของพวกเขาอีกกองโต เท่ากับว่ายามนี้ สมบัติพัสถานของสำนักเจิ้งเฟิงสื่อจะมีรถลากเพิ่มมาให้ใช้งานฟรีๆ อีกหนึ่งคันโดยไม่ต้องเสียเงินงบประมาณสักอีแปะเดียว!
‘ลาภลอยชัดๆ! มีบอสใหญ่แอบรวยเสบียงแบบนี้สิถึงจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับในซีรีส์หน่อย’ ชายหนุ่มคิดพลางฮัมเพลงในใจอย่างสำเริงสำราญ
ทว่า... รถม้ายังไม่ทันจะเคลื่อนไปถึงสำนักที่ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองหลวงด้วยซ้ำ ความสงบสุขของพวกเขาก็ถูกขัดจังหวะลง
ที่บริเวณทางแยกก่อนถึงตัวสำนัก พวกเขาได้พบกับอาสือ บ่าวแฝดคนน้องที่ถูกทิ้งให้เฝ้ารัง ยามนี้ชายหนุ่มเนื้อตัวมอมแมมกำลังยืนชะเง้อคอมองซ้ายมองขวาอยู่ริมถนนด้วยท่าทางกระสับกระส่ายลุกลี้ลุกลนผิดวิสัย
พอสายตาของอาสือเหลือบไปเห็นต้าเกิงกำลังบังคับม้าเข้ามา ชายหนุ่มก็ไม่รอช้า รีบวิ่งถลันเข้ามากางปีกขวางหน้ารถม้าเอาไว้ทันที พลางะโเรียกเ้านายเสียงดังลั่นจนม้าสะดุ้ง
"ใต้เท้าลู่! ใต้เท้าลู่ขอรับ! หยุดรถก่อนขอรับ!"
ต้าเกิงรีบดึงสายบังเหียนสั่งม้าให้หยุดสนิท ลู่เฟยเหยียนเลิกม่านหน้าต่างรถม้าขึ้น พลางเลิกคิ้วมองบ่าวขี้ตื่น
"เป็อะไรของเ้า อาสือ? วิ่งพรวดพราดเข้ามาเช่นนี้ หากม้าของต้าเกิงเหยียบเ้าหัวแบะขึ้นมาจะทำอย่างไร! สำนักเรายิ่งไม่มีเงินทำศพให้อยู่ด้วยนะ" ผู้ตรวจการหนุ่มเหน็บแนมขำๆ
“ใต้เท้าลู่! เื่ใหญ่ขอรับ! เื่ใหญ่จริง ๆ!”
อาสือรีบรายงานข่าวที่ทำให้ลู่เฟยเหยียนถึงกับตาโต “นายท่านหายไปไม่ถึงสิบวัน ในเมืองหลวงเกิดเื่ใหญ่แล้วขอรับ เสนาบดีเสิ่นกับขุนนางใหญ่อีกหลายคนถูกลอบสังหาร! ข่าวว่าตอนนี้ศพเกลื่อนเมือง ตายกันเป็เบือเลยขอรับ!”
ลู่เฟยเหยียนหัวใจเต้นรัวระทึกด้วยความตื่นเต้น ตาเป็ประกาย
“หมายความว่าตอนนี้... ผู้คนกำลังแตกตื่นและแห่กันมาร้องทุกข์ที่สำนักเจิ้นอู่ของเรางั้นหรือ? รีบกลับเร็วเข้า! นี่แหละโอกาสทองที่จะเปิดตัวผู้ตรวจการลู่ให้โลกตะลึง!”
เขาดีใจจนตัวสั่น คิดว่าบทบาทการสอบสวนคดีระดับชาติที่ตนเฝ้าฝันหาในซีรีส์กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว!
ทว่าอาสือกลับเบะปากทันที “จะเป็เช่นนั้นได้อย่างไรกัน สำนักเราเงียบเหงาราวกับป่าช้า...มีเพียงจางกงกงที่เอาป้ายชื่อสำนักมาแขวนให้เมื่อสองวันก่อน นอกนั้นก็ไม่มีใครโผล่หน้ามาสักคนเลยขอรับ!”
“อะไรนะ?!” ลู่เฟยเหยียนโมโหจนหน้าแดงก่ำ หันไปถลึงตาใส่บ่าวรับใช้ “แล้วเ้าจะรีบวิ่งมาบอกข้าทำไมให้เสียเวลาล่ะวะห๊ะ?!”
“ก็... ก็เื่แบบนี้มันน่าตื่นเต้นมิใช่หรือขอรับ?” อาสือทำหน้าซื่อ
“พวกเราก็รีบไปที่ศาลาว่าการกันดีกว่าขอรับ คดีใหญ่แบบนี้เป็หน้าที่ของกรมอาญาที่ต้องเร่งจัดการ ข้าน้อยอยากไปดูแต่ไม่มีใครไปด้วยขอรับ”
ลู่เฟยเหยียนหน้าตึงทันที ความตื่นเต้นเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น คดีฆาตกรรมขุนนางใหญ่ระดับเสนาบดีฝ่ายขวานี่มันระดับบิ๊กโปรเจกต์ชัดๆ! แต่เขากลับมัวแต่ไปรับเ้าสำนักอยู่ที่เมืองชิงชานจนพลาดโอกาสเปิดตัวไปอย่างน่าเสียดาย
ปั่ก!
ไม้ตะพดหัวเหล็กเคาะลงบนกะโหลกของลู่เฟยเหยียนอย่างแรงจนชายหนุ่มร้องลั่น ซูเหวินฉังที่นั่งนิ่งมานานเปิดตาขึ้นมองขุนนางคนใหม่ด้วยแววตาสมเพช
“สำนักอนาถาของเรายามนี้มีแค่ข้าตาแก่ใกล้ลงโลง บ่าวโง่สองคน และคนขับรถม้าที่ใบ้กินไม่พูดไม่จาอีกหนึ่งคน... เ้าจะเอาปัญญาที่ไหนไปสืบคดีลอบสังหารเสนาบดี? คิดจะไปตายหรืออย่างไร!”
ลู่เฟยเหยียนงอนเ้าสำนักจนแก้มป่อง นั่งกอดอกเงียบกริบไม่ยอมพูดด้วยสักคำ ส่วนชราก็ไม่คิดจะง้อเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างนั่งหน้าบึ้งอยู่ในรถม้า แถมชายหนุ่มยังพาลใส่เอาเสิ่น ไล่เขาให้ะโลงจากรถม้าปล่อยให้เดินกลับสำนักไปพร้อมกับอาสืออีกด้วย
…
เมื่อรถม้าแล่นมาจอดสนิทที่หน้าสำนักเจิ้นอู่ ซูเหวินฉังถึงกับยืนนิ่งงัน จ้องมองสภาพอันทรุดโทรมของอดีตศาลาพักม้าด้วยสายตาล่องลอยคล้ายคนไร้ิญญาไปชั่วขณะ
อาคารขนาดใหญ่มีเนื้อที่กว้างขวาง ยามนี้กลับมีเพียง ป้ายชื่อสำนักสีแดงใหม่เอี่ยม ที่จางกงกงส่งคนมาแขวนไว้เท่านั้นที่เป็สิ่งเดียวที่ดูดีที่สุดในอาคารซอมซ่อแห่งนี้
“ท่านเ้าสำนักซูเชิญทางนี้ขอรับ! ข้าปัดกวาดเช็ดถูห้องพักรอท่านอยู่แล้วขอรับ!” อาสือรีบวิ่งเข้ามาเสนอหน้า พลางเชื้อเชิญชายชราด้วยความกระตือรือร้น
“ข้าได้เลือกห้องที่ใหญ่โตและโอ่อ่าที่สุดในสำนัก เหมาะสมกับบารมีอันสูงส่งของท่านเ้าสำนักเป็ที่สุดไว้เลยนะขอรับ!”
ทว่า เมื่อซูเหวินฉังเดินตามเข้าไปดู... ห้องนั้นมันใหญ่จริงอย่างที่อาสือว่า แต่ในห้องกลับไม่มีเครื่องเรือนอะไรเลยนอกจากเตียงไม้กระดานแข็งๆ กับตู้เสื้อผ้าเก่าคร่ำคร่าอีกหนึ่งตู้ แม้แต่ม่านบังตาตรงหน้าต่างก็ยังไม่มีสักผืน!
ชายชราดวงตาพร่ามัว รู้สึกปวดไส้ติ่งจนต้องเอามือกุมท้องลอบร่ำไห้ในใจ
อย่างไรเสียเขาก็ต้องหาทางปรับปรุงสำนักเจิ้นอู่แห่งนี้ให้ดีขึ้นกว่าเดิมสักหน่อย เพราะไม่แน่ว่าเขาอาจจะก้าวเท้าเหยียบไม้กระดานผุ ๆ จนหักขาหัก หรือไม่ก็คงโดนหลังคาถล่มลงมาทับหัวตายก่อนจะได้ทวงหนี้เป็แน่!
เดี๋ยวนะ!
อันที่จริง ลำพังทรัพย์สินเงินทองส่วนตัวของเขามันก็มีมากพอที่จะซ่อมแซมศาลาพักม้าแห่งนี้ หรือจะทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ขึ้นมาทั้งหลังเลยด้วยซ้ำ!
แต่เื่อะไรคนแก่อย่างเขาจะต้องควักเนื้อตัวเองล่ะ? ในเมื่อฮ่องเต้เป็คนดึงดันจะตั้งสำนักนี้ขึ้นมา พระองค์ก็ต้องเป็คนจ่ายสิ!