การแลกเปลี่ยนสินค้าเป็นส่วนสำคัญของชีวิตประจำวันที่นี่ผู้คนให้ความสำคัญกับเงินทองและความมั่งคั่งมากกว่าสิ่งใดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจึงโดดเด่นและล้ำหน้ากว่าเมืองอื่นๆ ในอาณานิคม
การที่แต่ละเมืองมีวิถีชีวิตและจุดเด่นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนสะท้อนถึงความหลากหลายของผู้คนและวัฒนธรรม นาฟที่เฝ้ามองเมืองเหล่านี้จากระยะไกลตอนนี้เริ่มสัมผัสได้ถึงความซับซ้อนของโลกที่เขาอาศัยอยู่ แม้แต่ในเมืองเดียวกันผู้คนก็มีความปรารถนาและความฝันที่แตกต่างกันออกไป
สถาปัตยกรรมของเมืองนี้ดูหรูหรามีความผสมผสานระหว่างสไตล์โบราณและสมัยใหม่ถนนที่ปูด้วยหินเรียบสะท้อนแสงแดดระยิบระยับจากฟากฟ้า
นาฟเดินผ่านตลาดที่พลุกพล่านไปด้วยพ่อค้าจากหลายเมืองตั้งแต่พ่อค้าขายสมุนไพรล้ำค่า จนถึงร้านค้าหัตถกรรมประณีต
ตั้งแต่มีข่าวการถูกโจมตีของเมืองตะวันตก ผู้ใช้พลังก็ถูกว่าจ้างมาเพื่อคุ้มกันสินค้าสำคัญต่างๆก็กระจายตัวอยู่ตามตรอกซอย ทุกคนล้วนมองเห็นถึงความสำคัญของสินค้าในเมืองนี้บางคนมีสีหน้าระมัดระวังสอดส่องความเคลื่อนไหวอย่างระแวดระวังเหมือนรู้ดีว่าภัยจากการปล้นชิงอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
กลิ่นหอมของเครื่องเทศจากตลาดแผ่กระจายไปทั่วสินค้าหลากหลายจากแดนไกลถูกนำมาวางขายเป็นจำนวนมาก นาฟมองไปรอบๆเห็นพลังอำนาจทางการค้าและเศรษฐกิจที่แผ่ซ่านทั่วเมือง
ทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าที่นี่คือหนึ่งในเมืองสำคัญของอาณานิคม
ท่ามกลางเสียงพูดคุย การต่อรองราคาสินค้าและเสียงตะโกนเรียกลูกค้าจากร้านค้าต่างๆ นาฟซึ่งสวมเสื้อคลุมเรียบง่ายกำลังเดินสำรวจสินค้าในตลาดดูเงียบสงบและไม่เป็นจุดสนใจมากนัก
เว้นเสียแต่ว่าผู้ที่สังเกตเห็นอย่างใกล้ชิดจะได้ยินเสียงเบาๆของการใช้บัตรรูดเงินเพื่อชำระสินค้า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้มีความมั่งคั่งด้านการเงิน
นาฟใช้บัตรรูดเงินในการซื้อสินค้าหลายอย่างทั้งอาหารแห้ง น้ำดื่ม ยารักษาโรคและอุปกรณ์จำเป็นในการยังชีพจำนวนมาก
เมื่อกลุ่มพ่อค้าเห็นชายหนุ่มผู้นี้กวาดสินค้ามากมายเข้าไปในบัตรมิติได้อย่างง่ายดายสีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความทึ่งและอยากรู้อยากเห็น
"เขามาจากตระกูลไหนกันนะ?" หนึ่งในพ่อค้ากระซิบกระซาบกับเพื่อนของเขา
"คงเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่แน่นอนดูจากบัตรมิติที่เขามีสิ แม้แต่ผู้ใช้พลังด้วยกันก็ต้องเป็นพวกระดับสูงเท่านั้นถึงสามารถครอบครองบัตรมิติได้!"
พวกเขาพยักหน้ากันด้วยความเคารพ แม้ไม่รู้ว่านาฟเป็นใครแต่ก็มั่นใจว่าชายหนุ่มผู้นี้คงไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน
นาฟไม่ได้สนใจสิ่งที่คนอื่นคิดเขาเพียงต้องการซื้อสินค้าจำนวนมาก เพื่อเตรียมนำไปแจกจ่ายให้กับผู้คนในแดนนอก
นาฟเดินไปเรื่อยๆ ตรวจสอบสินค้าในร้านต่างๆซื้อสิ่งที่จำเป็นจากทุกแห่งโดยไม่ลังเลบางครั้งเขาก็หยุดพูดคุยกับพ่อค้าถามถึงคุณภาพของสินค้าด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลท่าทีที่ถ่อมตนและจริงใจของเขาทำให้พ่อค้าหลายคนรู้สึกสบายใจและยินดีที่จะตอบคำถาม
เมื่อถึงช่วงบ่าย นาฟก็ได้รวบรวมสินค้าทุกอย่างที่ต้องการเสร็จสิ้นแล้วเขาเดินผ่านกลุ่มคนในตลาดที่ยังคงสังเกตการณ์เขาอยู่ห่างๆแต่เขาไม่ได้สนใจอะไรมากนัก
นาฟใช้เวลาอยู่ที่เมืองนี้หนึ่งวันเต็มๆเช้าวันต่อมาท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ที่ส่องลงมาเพิ่มความอบอุ่น หลังจากออกมาจากที่พักนาฟหยิบบัตรมิติขึ้นมา เรียก รถแข่งพายุโลหิตของเขา ออกมา
เมื่อรถปรากฏขึ้นมันกลับแปลงสภาพเป็นเพียงรถเคลื่อนพลังสีแดงสองล้อรูปโฉมธรรมดาที่ดูไม่แตกต่างจากรถเคลื่อนพลังคันทั่วไปบนถนนทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็นว่ามันเคยเป็นยานพาหนะระดับสูงสุดของนักแข่งอันดับหนึ่งนาฟขับขี่รถออกจากเมืองหลักของฝั่งใต้อย่างเงียบๆนาฟสังเกตพื้นที่ไปพร้อม มองเห็นบ้านเรือนและร้านค้าของเมืองฝั่งใต้เรียงรายเป็นแนวยาว
หอคอยที่ใช้สังเกตการณ์ปรากฏอยู่เบื้องหลัง นาฟขับรถไปตามเส้นทางหลักของเมืองก่อนจะเข้าสู่เส้นทางที่นำไปยังเมืองย่อยฝั่งใต้ อีกกว่า 300 กิโลเมตร ที่ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้กับทางออกของอาณานิคม
นาฟขับรถผ่านทิวทัศน์ที่เงียบสงบของเมืองย่อยฝั่งใต้ความเร็วของรถลื่นไหลไปตามถนนยาว สายตาของเขาจับจ้องไปยังจุดหมายปลายทางซึ่งค่อย ๆปรากฏขึ้นในระยะไกล นั่นคือกำแพงสูงใหญ่ที่ล้อมรอบอาณานิคมมันดูแข็งแกร่งและน่าเกรงขามมากขึ้นทุกครั้งที่เขาเข้ามาใกล้สัญลักษณ์แห่งการปกป้องและการแบ่งแยกโลกภายในกับโลกภายนอก
เสียงลมพัดผ่านเบา ๆ ขณะที่เขาค่อยๆเข้าไปใกล้สายตาจับจ้องไปยังเจ้าหน้าที่จำนวนมากที่ตรวจคนเข้าออกอยู่บริเวณประตูทางออกหลักผู้คนหลากหลายทั้งจากอาณานิคมและแดนนอกกำลังเดินผ่านด่านตรวจ
เสียงประกาศเตือนของระบบรักษาความปลอดภัยดังเป็นระยะเพื่อควบคุมการเข้าออก
นาฟมองเห็นแถวยาวของรถที่กำลังรอการตรวจสอบใจเขาเต้นแรงขึ้น เมื่อได้เห็นกำแพงอันแข็งแกร่งที่เขาเคยผ่านมาหลายครั้งในอดีตแต่วันนี้มันดูต่างออกไป ในช่วงเวลานี้ การออกจากอาณานิคมดูเป็นเรื่องยากสำหรับคนทั่วไปเพราะภัยจากการคุกคามของสมาคมใต้ดินการเข้าออกแต่ละครั้งล้วนแต่ต้องเข้มงวดและเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
นาฟมองดูเหตุการณ์ ก่อนที่จะหยิบสร้อยจันเสี้ยวขึ้นมาสวมใส่และเหยียบคันเร่งเบาๆ เข้าไปในแถว
ขณะที่นาฟขยับเข้าใกล้แถวรอตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่พลันสังเกตุเห็นสร้อยจันทร์เสี้ยวที่นาฟสวมอยู่ดวงตาของเจ้าหน้าที่เต็มไปด้วยความเคารพและรีบก้มศีรษะทำความเคารพทันทีพร้อมกล่าวเสียงเรียบแต่เต็มไปด้วยความเคารพว่า
"เชิญครับ!"