Pioneer Era

    ตอนที่ 91 มุ่งหน้าสู่ป่าคลั่ง

    “หยุดเดียวนี้น้าาาา! ”

    เงาหนึ่งเคลื่อนตัวเข้ามาแทรกลางระหว่างกลุ่มผู้กล้าเผ่ามนุษย์สัตว์ กับเมดสาวสีดำทั้งสามคน

    “ฮืม? ”

    ตุ๊กตาสังหารต่างหยุดนิ่ง แล้วจ้องไปที่สตรีตรงหน้าเป็นสายตาเดียวกัน

    เธอคนนั้นเป็นสตรีเผ่ามนุษย์นก มีร่างกายผอมบางตัวเล็กชวนให้รู้สึกอยากปกป้อง ใบหน้าอ่อนเยาว์ไร้เดียงสา ผมสั้นบานปลายสีแดง ดวงตาสีแดง และมีขนปีกตามตัวสีแดงสลับขาวที่เงางาม

    เป็นสตรีที่น่ารักและดูซื่อบริสุทธิ์ดั่งเทพธิดาบนสรวงสวรรค์

    เธอคนนี้มีนามว่า



    “ (เปอร์ไซด์!?) ”

    ผู้กล้าเผ่าแรคคูณ [ออโทเครส] เริ่มรู้สึกตื่นตระหนก

    เพราะว่าเธอไม่อยากให้เพื่อนรักต้องมาตาย

    ถ้าหากจะสืบสานหาสาเหตุต้นตอของสถานการณ์ในวันนี้ คงอาจจะกล่าวโทษได้ว่าเป็นฝีมือของเธอเสียครึ่งหนึ่ง

    ผู้กล้าเผ่าแรคคูณ [ออโทเครส] คือสายลับของชนเผ่ามนุษย์สัตว์

    ไม่มีใครรู้ว่าเธอคือสายข่าวของกองทัพชุดขาวที่กำลังก่อการร้ายในตอนนี้

    ไม่มีใครรู้ แม้แต่กองทัพชุดขาว รวมไปถึงตัวหัวหน้าอย่างนิลหรือแบริลด้วย

    เพราะเธอลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเองเพียงคนเดียวเท่านั้น

    ทำภารกิจจากเบื้องหลังโดยไม่ให้ใครรู้ นั่นละคือหน้าที่ของผู้กล้าสายลับแห่งชนเผ่าแรคคูณ

    มันคือหน้าที่ มันคือภารกิจ มันคือชะตากรรมของเธอตั้งแต่ที่ถูกรับคัดเลือกฝึกฝนให้มาเป็นตั้งแต่เด็กแล้ว



    ใช้ความสวยงาม มารยาหญิง กับยาพิษที่เธอมี มอมเมาเหล่าชายผู้โง่เขลา แล้วล้วงความลับออกมาส่งต่อให้กับพวกนิลด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่อีกฝ่ายไม่อาจเข้าถึงตัวเธอได้

    ทั้งรายชื่อของคนที่จะเข้ามาร่วมงานในวันนี้

    ทั้งรายชื่อของผู้มีอำนาจที่น่าจะใช้งานได้

    รายชื่อของตัวประกันที่พวกเขาควรลงมือ

    โครงสร้างของอาคารกับเมือง

    ทุกอย่างล้วนแต่เป็นผลมาจากการสืบข้อมูลของเธอทั้งสิ้น

    มีเพียงแค่ผู้อาวุโสของชนเผ่าแรคคูณเท่านั้น ที่รู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเธอคือใคร

    แต่ทว่าตัวผู้อาวุโสเอง ก็ไม่ทราบว่าออโทเครสลงมือทำอะไรไปบ้าง

    เพราะผู้อาวุโสของเธอ หรือผู้กล้าสายลับรุ่นก่อนนั้น แก่เกินกว่าที่จะมาให้ความสนใจในการกระทำของคนรุ่นหลังไปแล้ว



    ฉากหน้าของเธอคือคนที่เข้าหาผู้รุกรานอย่างเป็นมิตร

    แต่ฉากหลังนั้น คือกุหลาบที่เต็มไปด้วยหนามอันตรายคอยจะทิ่มแทงเผ่าผู้รุกราน

    ไม่มีใครรู้ตัวเลย เพราะเธอไม่ได้ผูกมิตรกับใครเป็นพิเศษ

    ผู้กล้าสายลับคือตัวตนเช่นนั้น

    แต่กับเปอร์ไซด์นั้นต่างออก

    สำหรับเธอแล้ว เปอร์ไซด์คือคนที่มีนิสัยซื่อตรงและบริสุทธิ์ราวกับเด็กแรกเกิด

    นิสัยของพวกเธอเข้ากันได้ดีอย่างน่าประหลาด

    ได้พูดคุยเรื่องดนตรีด้วยกัน

    เล่นสนุกด้วยกัน

    เต้นรำด้วยกัน

    พอรู้ตัวอีกที เธอก็รู้สึกหลงไหลในนิสัยของเปอร์ไซด์ไปแล้ว

    ดังนั้นเธอเลยไม่ให้ชื่อของเปอร์ไซด์กับพวกกลุ่มนักรบสีขาว ทั้งที่สืบมาได้ว่าเป็นคนสำคัญของเผ่าผู้รุกรานคนหนึ่งเช่นกัน

    เธอไม่อยากจะให้เพื่อนรักของเธอต้องกลายเป็นเป้าหมายที่ถูกเพ็งเล็ง



    แต่ทว่าเรื่องราวกลับไม่เป็นไปตามอย่างที่เธอคิดเอาไว้

    ความเป็นจริงนั้น การลักพาตัวในครั้งนี้ เธอไม่ได้คิดว่าพวกกลุ่มผู้กอบกู้จะเพิ่มรายชื่อผู้กล้าอย่างพวกเธอเอง กับลักพาตัวประกันคนอื่นนอกจากเป้าหมายรวมเข้าไปด้วย

    เพราะการทำแบบนั้นมันโง่เขล่าเกินไป รั้งแต่จะทำให้เกิดสงครามขึ้นมาอีกครั้ง

    เธอประเมินสถานการณ์พลาดไป...

    ไม่มีสิ่งใดเป็นไปตามที่เธอคิดเอาไว้เลยสักอย่าง

    เกิดสายฟ้าฟาดลงมากลางสนามอย่างคาดไม่ถึง

    เทพเจ้าที่คลุ้มคลั่ง

    แล้วยังกลุ่มผู้กอบกู้ที่ลงมือก่อการเกินกว่าเหตุ

    เลยกลายเป็นที่มาของสถานการณ์อันโกลาหล ณ ปัจจุบัน

    เพราะแบบนั้นเธอจึงรู้สึกเสียใจ และพร้อมที่จะตายอันเนื่องจากข้อมูลที่เธอขายให้เพื่อนร่วมชาติ

    แต่ไม่ใช่กับเพื่อนรักคนนี้



    "อย่ามาแกล้งเพื่อนฉันนะ! "

    เพื่อนรักของเธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ไร้เดียงสา

    เธอเพียงตัวคนเดียว ไร้ซึ่งอาวุธกับชุดเกราะนักรบ เธอคนนั้นกำลังยืนขวางสาวกของเทพเจ้าอย่างไร้ซึ่งความเกรงกลัว

    ยืนขวางเอาไว้เพื่อปกป้องคนเลวอย่างเธอ

    “ (หนีไป!) ”

    เธอพยายามเปล่งเสียงออกมา

    แต่เสียงนั้นไม่อาจลอดผ่านผ้าที่มัดอุดปากเอาไว้ได้

    "... ฆ่าซะ"

    โนอาร์กรีดเสียงเบา ๆ ลอดผ่านออกมาจากริมฝีปาก

    ร่างของเมดสาวสีดำสามคนเลือนหายไปจากตรงหน้า

    พื้นหินยุบตัวลงประดุจถูกหัตถ์แห่งเทพเจ้าลงประทับ

    แล้วของเหลวสีแดงจำนวนมากก็ไหลทะลักออกมาจากเสื้อขนฟูของเปอร์ไซด์

    " (ม่ายยยย!) "

    เธอรีบปิดเปลือกตาคู่นั้นลง

    เพื่อนรักของฉันตายแล้ว!

    หัวใจของเธอแทบจะแตกสลาย ณ ตรงนั้น

    ชีวิตที่เคยมืดมัวในฐานะผู้กล้าสายลับได้หวนกลับมาโจมตีจิตใจอีกครั้ง

    เพราะแสงสว่างที่เคยส่องประกายให้กับเธอนั้น ได้ตายจากไปแล้ว…



    "แง! น้ำมะเขือเทศแสนแพงแตกไปแล้ว! "

    ใช่… น้ำมะเขือเทศแสนแพงได้ตายจากไปแล้ว---

    "... "

    เดียวก่อนนะ?

    ผู้กล้าลืมตาตื่นอย่างรวดเร็วในทันที

    " (... เหลือเชื่อ!) "

    เธอแทบไม่อยากเชื่อสิ่งที่กำลังเห็นตรงหน้า

    สิ่งที่เมดสังหารทั้งสามคนโจมตีโดนนั้น คือผิวนอกของเสื้อขนสัตว์ กับน้ำมะเขือเทศที่แม่นกน้อยซุกเอาไว้ เพียงสองอย่างนี้เท่านั้น

    "เปอร์ไซด์~ คิก! "

    แถมเธอยังสามารถกระโดดหมุนตัวแตะสามจังหวะ สวนกลับใส่พวกเมดสังหารไปพร้อมกันได้อีกด้วย



    เธอกระโดด แล้วรัวขาใส่อากาศที่ว่างเปล่า ในตำแหน่งที่ดักเส้นทางการเคลื่อนไหวของทั้งสามคนล่วงหน้าอยู่หนึ่งก้าว

    เป็นการแตะที่ราวกับว่าอ่านอนาคตได้

    ผลลัพธ์จึงทำให้เมดสังหารทั้งสามคนหลบหลีกการโจมตีนี้ไม่ทัน

    กรงเล็บแห่งพญาอินทรียื่นยาวประทับลงบนหน้าท้องของทั้งสามคนที่พุ่งเข้าใส่

    พลังบาเรีย แกนโลหะที่แข็งแกร่ง รวมไปถึงผิวหนังที่สร้างมาอย่างยืดหยุ่นแข็งแรง

    ทุกสิ่งล้วนไร้ค่าต่อหน้ากรงเล็บแห่งพญาอินทรีย์ของเธอ

    ความรุนแรงจากการพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว รวมกับขาที่ทรงพลังผิดกับรูปร่างของเปอร์ไซด์ ได้ก่อเกิดเป็นพลังทำลายล้างอันน่ากลัว

    ประหนึ่งดั่งคนที่วิ่งเข้าหารถสิบล้อด้วยตัวเองเช่นนั้น



    *กร๊อบ! *

    เสียงโลหะหักดังลั่นออกมาจากร่างกายของเมดสังหารทั้งสามคน

    โครงสร้างภายในร่างหักครึ่งท่อน

    ผิวหนังช่วงหน้าท้องหลุดลอกออก

    สารเหลวสีขาวไหลทะลัก

    กระแสประสาทถูกตัดขาด

    เมดทั้งสามคนไม่สามารถสั่งการหรือเคลื่อนไหวร่างกายได้อีกต่อไป

    พวกเธอ… พ่ายแพ้ในพริบตาเดียวเท่านั้น

    “ฟูว~”

    แม่สาวนกน้อยถอนหายใจยาว หันหน้ากลับไปหาเพื่อนรักต่างเผ่าของเธอ แล้วส่งรอยยิ้มที่เจิดจ้าให้

    “บอกแล้วยังไงละคะ ว่าฉันนะแข็งแกร่งที่สุดในโลกนี้ค่ะ”

    พร้อมกับกล่าวคำปิดท้ายอย่างโอ้อวดภูมิใจราวกับเป็นเด็กน้อยที่อยากให้แม่กล่าวคำชมให้เช่นนั้น



    ***



    “!?! ”

    แต่ทว่าการต่อสู้ยังไม่จบ

    ศัตรูยังเหลืออยู่อีกคนหนึ่ง

    สตรีชนเผ่าแมวสีเงินผู้สวมชุดเมดสีดำ [โนอาร์]

    หุ่นยนต์โบราณที่มีสองจิตใจคนนั้น กำลังหันหน้ามาทางเปอร์ไซด์ด้วยจิตสังหารที่รุนแรง

    ในสายตาของเปอร์ไซด์ มันก็แค่หุ่นยนต์กระป๋องตัวหนึ่งเท่านั้น

    แต่ในสายตาของออโทเครส มันคือภาพของเทพเจ้าที่กำลังแผ่ออร่าที่น่ากลัวจนแทบจะหมดสติได้

    “!!! ”

    เธอพยายามเค้นเสียงสุดชีวิต เพื่อเตือนให้เพื่อนของเธอระวังโนอาร์ที่กำลังง้างหมัดชกเข้ามาจากทางด้านหลัง

    แต่เสียงของเธอก็ยังคงไม่อาจลอดผ่านผ้าปิดปากออกไปได้อยู่ดี...



    “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ~ บอกแล้วไงว่าฉันนะ แข็งแกร่งที่สุดในโลกนี้ค่ะ~”

    เธอแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอีกครั้ง

    หลบได้ทั้งหมด

    ใช่

    เพื่อนผู้น่ารักและยังดูบอบบางราวกับเปลือกไข่คนนี้ สามารถหลบหมัดที่หวดเข้ามาจากข้างหลังได้ราวกับมีดวงติดเอาไว้ตรงใจกลางหลังเช่นนั้น

    “หมัดช้าแบบนี้ ต่อยฉันไม่โดนหรอกค่ะ~”

    “!?! ”

    มันไม่ได้ช้าเลยสักนิดเดียว

    ดวงตาของออโทเครสไม่สามารถจับภาพหมัดกับลูกแตะที่โนอาร์หวดใส่เปอร์ไซด์ได้

    แต่เปอร์ไซด์กลับสามารถหลบการโจมตีทั้งหมดได้

    แถมยังเป็นการเคลื่อนตัวหลบหลีกล่วงหน้าก่อนที่หมัดจะง้างขึ้นเสียอีก

    อย่าว่าแต่หมัด ขนาดคมมีดพายุที่โนอาร์สร้างขึ้นมา เปอร์ไซด์ก็ยังหลบมันได้อยู่ดี



    “ (หรือว่า… ที่เธอบอกว่าแข็งแกร่งที่สุดในโลก มันจะเป็นเรื่องจริง!?!) ”

    ตอนนี้เธอเริ่มเชื่อแล้ว ว่าเพื่อนรักของเธอนั้นแข็งแกร่งที่สุดอย่างที่พูดออกมา

    พวกเรารอดแล้ว!

    เธอคิดเช่นนั้น

    แต่เธอลืมไปอย่างหนึ่ง

    “รบกวนฝากคุณหมาป่าตรงนั้นช่วยพาเพื่อนของฉันไปหลบในที่ปลอดภัยให้ทีค่ะ~”

    “...อ๊ะ? เออ…? ได้สิ? ”

    นั่นคือเปอร์ไซด์มีสมองเท่าเม็ดถั่ว…

    เธอไม่สังเกตุเลยสักนิด ว่ากำลังมีการจับตัวประกันเกิดขึ้น

    ไม่ได้สนใจสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ได้นึกสงสัยอะไรเลย นอกจากความคิดที่จะปกป้องเพื่อนจากโนอาร์ที่บ้าคลั่ง

    เธอไม่ได้คิดหาเหตุผลเลย ว่าใครคือคนที่จับมัดเธอกับเพื่อนของเธอเอาไว้ในตอนที่สลบเพราะโดนไฟฟ้าช๊อตใส่เมื่อกี้นี้

    ขนาด [นิล] หมาป่าดำที่ยืนเฝ้ารอดูสถานการณ์อย่างใจเย็น ยังถึงกับสงสัยว่านี่คือกับดักอะไรหรือเปล่า?

    ทำไมคนที่ออกตัวมาเพื่อปกป้องเพื่อน ถึงได้ยอมฝากชีวิตให้กับเขาที่ดูยังไงก็คือศัตรูไม่ต่างกัน

    “เร็วหน่อยจิ! ฉันรู้สึกว่าถ้ายังอยู่ตรงนี้ เดียวได้โดนลูกหลงกันพอดีนะ! ”

    แต่ดูท่าว่าเปอร์ไซด์อยากจะฝาชีวิตของเพื่อนรักเอาไว้ที่เขาจริง ๆ

    ดังนั้นนิลจึงรับหน้าที่นั้นเอาไว้ด้วยความปิติยินดี



    “จะพาตัวออกไปเดียวนี้ครับ! ”

    นิล บุรุษหมาป่าดำที่เตรียมใจตาย กำลังฮำเพลงเป็นจังหวะอย่างร่าเริง พร้อมกับเรียกลูกน้องของเขามาพาตัวประกันระดับ VIP ออกไปจากที่นี่

    จะโชคดีเกินไปแล้วนะเรา~

    เขาคิดเช่นนั้น

    ในทางกลับกัน

    “ (เดียวก่อนสิยะ! อีเปอร์ไซด์สมองถั่ว! มาช่วยฉันก่อน! เดียวก็กลายเป็นสงครามครั้งใหญ่หรอก! เดียวสิ ยัยเปอร์ไซด์! ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!) ”

    ออโทเครสทำได้เพียงแต่กรีดร้องเท่านั้น…



    ***



    “เอาละ ตอนนี้ไม่มีคนมาขวางแล้ว มาทุ่มพลังเต็มที่กันเลยดีกว่าค่ะ! ”

    พริบตานั้นเองที่ร่างของเปอร์ไซด์หายไป

    พื้นระเบิดแตกกระจายเป็นชิ้น ๆ ยิ่งกว่าเวลาที่โนอาร์หรือพรรคพวกของเธอกระทืบพื้นดินเพื่อใช้พุ่งตัวบุกโจมตี

    “!! ”

    ภาพตรงหน้าของโนอาร์กลายเป็นภาพของกรบเล็บพญาอินทรีย์ที่กำลังพุ่งตรงหน้าใส่ใบหน้า

    โนอาร์รีบทิ้งพลังทุกส่วนของร่างกาย แล้วเร่งพลังบาเรียตรงบริเวณใบหน้าแทนในทันที

    “อั๊ก!? ”

    ร่างของโนอาร์กระเด็นออกไปไกลถึงหนึ่งร้อยเมตร

    พุ่งทะลุบ้านเรือนและอาคารที่ขวางทางด้านหลัง ไถลไปตามพื้นถนนคอนกรีตจนแตกแยกออกเป็นสองส่วน

    เกาะลอยฟ้า กระถางต้นไม้ลอยฟ้า เสาไฟลอยฟ้า สถาปัตยกรรมต่าง ๆ ถูกร่างของเธอกระแทกทำลายทิ้งไปเป็นจำนวนมาก

    แขนกับขาของโนอาร์หักอย่างละข้าง อีกทั้งพลังงานที่สำรองในร่างยังถูกเอาไปใช้กับบาเรียจนแทบหมดสิ้น

    โนอาร์หมดสภาพที่จะสู้ต่อไปได้ภายในการโจมตีเดียวของเปอร์ไซด์เท่านั้น

    “ (มีสิ่งมีชีวิตแบบนี้อยู่บนโลกใบนี้ด้วยเช่นนั้นหรือ!?) ”

    มันเป็นพลังที่ออกจะเหนือสามัญสำนึกเกินไปสำหรับเธอ

    ตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี หลายพันปี จากฐานข้อมูลทั้งหมดที่ได้บันทึกเอาไว้ของเธอนั้น ยังไม่เคยเจอสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งเกินสามัญสำนึกแบบนี้มาก่อนเลยสักครั้ง



    เธอเริ่มรู้สึกสงสัย เลยเปลี่ยนดวงตาของตนเองเป็นระบบแสกน แล้วทำการตรวจสอบร่างกายของเปอร์ไซด์ที่กำลังบินเข้ามาใกล้

    “ยังรอดได้อยู่อีกหรือคะ~”

    “!! ”

    โนอาร์รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาในทันที

    เพราะภาพที่เธอเห็นนั้น มันคือภาพของสัตว์ประหลาดดี ๆ นี่เอง

    ภาพแสกนทำให้เธอรู้ว่าร่างกายของเปอร์ไซด์นั้นมีความผิดปกติ

    มันมีอะไรบางอย่างในร่างกายของเธอกำลังทำงานอย่างหนัก วิ่งพล่านไปทั่วจนทำให้ [เซลล์] ภายในร่างกายเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่ากลัว

    มันไม่ใช่ของกระจอกอย่างอะดรีนาลีนหรือสารเสพติดกระตุ้น

    แต่เป็น [สิ่งมีชีวิต] …



    เปอร์ไซด์… เผ่ามนุษย์นกที่อ้างตัวเองว่า [แข็งแกร่งที่สุดในโลก] มีร่างกายที่ซุกซ่อน [สิ่งมีชีวิต] ขนาดเล็กคล้ายเชื้อโรคนับล้าน ๆ ตัวอยู่ภายในร่างกาย

    โนอาร์จำได้ว่าเคยเห็นลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับร่างกายของโฮปกับของบานาในเหตุการณ์ [สงครามกวาดล้างอะบอม] ที่ผ่านมา

    แต่ตอนนั้นมันเป็นเพียงแค่สัญญาณเล็ก ๆ ที่ไม่ได้รู้สึกแตะตาอะไรเท่าไหรนัก เลยทำให้ไม่ได้คิดอะไรมาก แล้วมองข้ามว่าคงเป็นแค่ปฏิกิริยากระตุ้นร่างกายบางอย่างของเผ่าผู้รุกราน

    แต่สิ่งที่เปอร์ไซด์กำลังแสดงให้เห็นนั้น มันยิ่งกว่าที่เธอเคยเห็นมาก่อน

    เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวเล็กคล้ายเชื้อโรคนับล้านตัวพวกนั้น กำลังทำให้ [เซลล์] ร่างกายของเปอร์ไซด์ทำงานคล้ายกับหลักการของ [ชุดเกราะนาโน] ที่สามารถเพิ่มพลังของผู้สวมใส่ได้เช่นนั้น

    หรือก็คือ ทั้งร่างกายของเธอกำลังกลายเป็น [เกราะนาโนแมชชีน] ไปแล้ว

    ในตอนนั้นเองที่โนอาร์นึกถึงบันทึกของวัตถุลึกลับที่พบเจอเมื่อตอนปลายเดือนที่แล้วอยู่

    ตอนต้นเดือนนั้น เธอจำได้ว่า ตัวเธอนั้นมีการโจมตีใส่วัตถุบินนอกทวีปอยู่ครั้งหนึ่ง

    ตอนนั้นเธอไม่อาจยิงให้วัตถุบินลึกลับนั้นร่วงลงมหาสมุทรได้

    และวัตถุบินนั้นดูเหมือนจะมีข้อมูลภาพที่ตรงกับเปอร์ไซด์เสียด้วย

    ในความเป็นจริง มันคือช่วงเหตุการณ์ที่เปอร์ไซด์กำลังบินไปช่วยภูติน้อยลิลลี่ ที่กำลังจะถูกยิงทิ้งตอนมาเยือนทวีปนี้นั่นเอง

    ว่าแล้วร่างกายของโนอาร์ก็สั่นเทิ้มไปด้วยความหวาดกลัวอีกครั้ง

    นี่ไม่อาจกล่าวได้ว่าคือสิ่งมีชีวิต

    แต่เป็น [จอมปีศาจ] ต่างหาก



    ความหวาดกลัวทำให้โนอาร์กลับมาได้สติอีกครั้ง

    เธอหายคลั่ง และรู้ตัวว่าไม่อาจจะเอาชนะคนตรงหน้าได้

    ดังนั้น---

    “หนีก่อนละ! ”

    เธอจึงรีบบินหนีในทันที

    “ไม่ให้หนีหรอก! ข้อหาที่บังอาจทำร้ายเพื่อนฉัน ฉันจะจับเธอแยกส่วน แล้วลงโปรแกรมให้เป็นคนดี--- เหวอ!? ”

    เปอร์ไซด์พยายามที่จะบินไล่ตาม

    แต่ตอนนั้นเองที่แสงสว่างสีแดงยิงพุ่งตรงมาจากใจกลางทวีป

    หอคอยสีเทาสูงเสียดฟ้า หอคอย [โนอาร์] กำลังยิงกระหน่ำโจมตีใส่เธอเพื่อหยุดตัวเธอเอาไว้

    หรือก็คือ… ยิงโจมตีใส่เขตเมืองของชนเผ่าผู้รุกรานโดยไม่สนใจอีกต่อไป ว่าจะเป็นการประกาศสงครามหรือไม่

    โนอาร์ไม่สนใจเสียงหวูดเตือนภัยสงครามที่ดังขึ้นทั่วทั้งเมืองอันเนื่องจากการยิงโจมตีด้วยแสงเลเซอร์ของหอคอย

    ไม่สนใจความเคลื่อนไหวของเรือรบนอกชายฝั่งที่กำลังหันปากกระบอกปืนอันน่ากลัวไปทางพื้นที่ใจกลางทวีป

    ไม่สนใจว่ากำลังมีกองทัพขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนทัพอยู่รอบนอกของเมือง

    ไฟสงคราม… กำลังเริ่มแผ่ขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้น



    ***



    คงต้องขอบคุณความสยดสยองราวปีศาจของเปอร์ไซด์ เลยทำให้โนอาร์ในตอนนี้หายคลั่งได้สำเร็จ

    เธอที่กลับมาได้สติ กำลังรีบบินตรงกลับไปหาไพไรต์ที่กำลังนอนหมดแรงอยู่ใจกลางสนามต่อสู้

    แล้วเธอก็พบว่าไพไรต์คนนั้นกำลังถูกรายล้อมด้วยกลุ่มเพื่อนรักของเขา

    ซุนไกท์ วานาดิไนต์ ลิลลี่ แล้วก็ดิวซ์

    เนื่องจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้น พวกเขาเลยต้องลงมือรักษาไพไรต์กันเอาเอง

    คนอื่นในกลุ่มของลิลลี่ที่หายไป คือกำลังไปหยิบอุปกรณ์พยาบาลกันอยู่นี่ละ

    แล้วก็ไปดูอาการของพรุนด้วย

    แน่นอนว่าโนอาร์ไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านั้นแม้แต่น้อย

    เธอสนแต่การพาตัวเจ้านายคนสำคัญหนีไปจากที่นี่เท่านั้น



    “โนอาร์! ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ยดอง? ทำไมเธอถึงออกไปอาละวาดแบบนั้น!? เจ้าพวกที่เข้ามาพาตัวทุกคนออกไปคือใครกัน? ฉัน… ฉันสับสนไปหมดแล้วดอง! ”

    "..."

    โนอาร์ไม่สนใจคำถามของลิลลี่ แล้วบินลงมาอุ้มไพไรต์ด้วยแขนซ้าย

    "ท่านโนอาร์ครับ? "

    "..."

    ไพไรต์ในตอนนี้เองก็หายเหน็บชาแล้วเช่นกัน

    ในตอนนั้นเองที่โนอาร์คิดบางอย่างขึ้นมาได้

    ไพไรต์ยังคงบาดเจ็บหนักอยู่

    ส่วนข้างหลังก็มีศัตรูอันร้ายกาจกำลังบินไล่ตามมา

    แถมพวกกลัทโทนีย์เองก็พังจนใช้งานไม่ได้อีก

    ถ้าอย่างงั้นพาพวกนี้ไปด้วยจะดีกว่าหรือเปล่า?

    อย่างน้อยก็จะได้มีโล่เนื้อคอยคุ้มครองเธอกับไพไรต์ ในระหว่างที่บินหนีออกไป



    "ศัตรูกำลังตามหลังมา ต้องรีบหนีค่ะ"

    "ศัตรู!? พวกชุดสีขาวพวกนั้นนะหรือดอง? "

    เป็นโชคดีของโนอาร์ ที่พวกลิลลี่ยังไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันดีเท่าไหรนัก

    โนอาร์ที่เข้าใจผิดว่าไพไรต์ถูกกลุ่มชุดสีขาวทำร้าย

    กับพวกลิลลี่ที่กำลังสงสัยในตัวของกลุ่มคนในชุดขาวพอดี

    ส่วนไพไรต์นั้น เขากำลังสับสนอยู่…

    หุ่นยนต์… ศัตรูชุดขาว… กองทัพปลดปล่อย… แสงเลเซอร์ที่วิ่งตัดผ่านท้องฟ้า… โทแพซที่โดนจับตัวไป…

    เรื่องราวมันเริ่มชักจะเยอะจนเขาอยากจะหยุดคิดเต็มทนแล้ว

    ด้วยความเข้าใจผิดและเหตุผลเหล่านี้ จึงทำให้ทุกคนไม่ตั้งคำถามใส่กันมากไปกว่านี้

    เลยทำให้งานของโนอาร์ง่ายขึ้นไปอีกขั้น



    "งั้นรีบหนีกันเลยค่ะ"

    โนอาร์กางม่านสนามพลังงานหุ้มบริเวณ แล้วพาทุกคนบินขึ้นฟ้าในทันที

    "เดียวสิ พวกโฮปยังไม่--"

    "ไม่มีเวลาแล้วค่ะ"

    โนอาร์ตอบลิลลี่อย่างเยือกเย็น

    ถ้ามัวแต่รอกัน อาจจะถูกจอมปีศาจเปอร์ไซด์ไล่ตามทันเอาได้

    แต่ว่าในหัวของเธอตอนนี้ ยังไม่รู้ว่าควรจะหนีไปที่ไหน

    จะใช้เครื่องเคลื่อนย้ายที่น่าจะตกอยู่ใต้การดูแลของศัตรูตอนนี้ก็คงไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดนัก

    หนีไปหอคอยโนอาร์ หรือเตาสุริยะที่เคยเปิดใช้งาน? ก็ไม่ได้เช่นกัน…

    เพราะศัตรูเองก็อาจจะคิดเหมือนกับเธอ

    มันจะต้องเป็นสถานที่ศัตรูคาดไม่ถึง และไม่รู้จักเท่านั้น

    ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายหลบหนีของเธอจึงเป็น---

    " จะบินด้วยความเร็วสูงสุด กัดฟันให้แน่นด้วยค่ะ"

    "จะ---จะพาพวกเราไปที่ไหนกันนะดอง! "

    "ไปทิศใต้ สู่ดินแดนที่ถูกเรียกว่า [ป่าคลั่ง] กันเถอะ"

    --- [ป่าคลั่ง] สถานที่ตั้งของเตาสุริยะเบอร์ 2 ที่ยังไม่ถูกใครค้นพบนั่นเอง

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน