คากิพยักหน้ารับเบาๆ แต่ยังคงมีแววตาครุ่นคิดขณะที่พวกเขาเดินออกจากอาคารไปสู่ภายนอก นาฟหันกลับไปมองประตูห้องประชุมที่ปิดลง พร้อมกับความคิดในใจที่ยังไม่คลาย....โลกมิติแห่งการแข่งขันที่ถูกยึดครอง
พิษร้ายแรงที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และสมาคมใต้ดินที่เตรียมก่อสงคราม
“ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป…!” นาฟพึมพำในใจ
ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินอยู่ในทางเดินใต้ดินที่ทอดยาวมีเพียงเสียงฝีเท้าเบาๆ ของพวกเขาที่ก้องสะท้อนอยู่ในความเงียบ คากิยังคงครุ่นคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในที่ประชุมและนาฟเองก็ยังพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัว แต่ทันใดนั้น…
“ฟุบ!”
“พวกเจ้าทำได้ดีมาก” เสียงเรียบเย็นดังขึ้นมาจากด้านหลังโดยไม่รู้ตัว
นาฟและคากิชะงักกึกหันกลับไปมองก็พบกับร่างสูงสมส่วนของหม่าเหลี่ยงชายหนุ่มผมแดงหน้าตาดีในชุดเครื่องแบบขององค์กรจันทร์เสี้ยวหม่าเหลี่ยงปรากฏตัวขึ้นมาอย่างเงียบเชียบและไร้ร่องรอยทำให้แม้แต่นาฟเองยังต้องแอบชื่นชมในความสามารถของเขา
“นี่ขนาดอยู่ใกล้ๆ ยังสัมผัสได้แค่รางๆตอนที่เข้ามา”
นาฟคิดในใจ ความสามารถในการซ่อนตัวช่างเหนือชั้นยิ่งนัก
คากิเองก็หันมามองชายหนุ่มที่ปรากฏตัวขึ้นด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าเป็นหม่าเหลี่ยง
“โอ้…. หม่าเหลี่ยง! นายนี่เอง ไม่คิดว่าจะโผล่มาแบบนี้เลย!”
หม่าเหลี่ยงพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มบางๆที่มุมปาก
“รุ่นพี่คากิ ข้าขอโทษที่ทำให้ตกใจ!” ชายหนุ่มผมแดงทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพ
คากิหัวเราะเบาๆ และโบกมือไปมา
“ไม่เป็นไรๆ ฉันแค่ลืมไปว่าเจ้ามีพลังแบบนี้อยู่นายฝีมือดีขึ้นเรื่อยๆ นี่นา”
นาฟยืนมองอยู่เงียบๆ แต่ในใจยังคงประหลาดใจ
“คากิเป็นรุ่นพี่รึ..! หมายความว่าเขาที่มีความแข็งแกร่งอันดับหนึ่งของสถานศึกษายังเป็นนักศึกรุ่นน้องอยู่เลย”นาฟคิดในใจ แล้วมองชายหนุ่มผมแดงคนนี้อย่างลึกซึ้ง
ไม่เพียงแต่มีรูปลักษณ์หน้าตาที่ดีและทักษะที่สูงส่งแต่ยังมีความสามารถเฉพาะตัวที่ไม่ธรรมดา
“ข้าคิดว่าเราคงจะได้ทำงานร่วมกันบ่อยขึ้นในอนาคต”หม่าเหลี่ยงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะมองนาฟด้วยสายตาที่เฉียบคม
นาฟพยักหน้าเบาๆรู้ดีว่าเขากำลังถูกจับตามองจากหม่าเหลี่ยงเช่นกันคำพูดของเขาอาจไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ แต่ก็ชัดเจนว่ามีความหมายซ่อนอยู่เบื้องหลัง
หลังจากที่หม่าเหลี่ยงกล่าวจบคำพูดสุดท้ายของเขายังไม่ทันจะจางหายไปในอากาศร่างของเขาก็พลันเลือนรางลงอย่างช้าๆแล้วก็จางหายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับไม่เคยมีอยู่ตรงนั้นทำให้นาฟยืนอึ้งไปชั่วครู่
คากิที่เห็นเพื่อนของเขามีท่าทางสงสัยจึงพูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะเบาๆ
“นายสงสัยล่ะสิ หม่าเหลี่ยงนี่นะ...เขาเป็นรุ่นพี่นายเพียงปีเดียว!”
คากิหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะเล่าต่อ
“นายคงไม่เคยได้ยินเรื่องของเขาเพราะเขาไม่ค่อยปรากฏตัวบ่อยนักแต่รู้ไหมหม่าเหลี่ยงใช้เวลาแค่หนึ่งปีเท่านั้นในการก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในสถาบันของเรา”
นาฟหันไปมองคากิด้วยความสนใจ
“หนึ่งปีอย่างนั้นหรือ?
คากิพยักหน้า
“ใช่ หนึ่งปีเท่านั้นแต่สิ่งที่ทำให้เขาน่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือเบื้องหลังของเขาไม่ได้มีตระกูลใหญ่หรืออำนาจอะไรคอยหนุนหลังไม่มีแม้แต่การสนับสนุนจากสายเลือดขุนนางหรือผู้มีอิทธิพล เขาก้าวขึ้นมาจากชนชั้นธรรมดาของอาณานิคม”
นาฟนิ่งไปชั่วครู่ และเข้าใจดีว่าการไม่มีตระกูลใหญ่คอยหนุนหลังในอาณานิคมเป็นเรื่องที่ทำให้การก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดเป็นเรื่องยากเพียงใดการที่หม่าเหลี่ยงทำได้ถือเป็นเรื่องน่าทึ่งมาก
“เขาปลุกพลังโบราณที่ไม่ค่อยมีใครทำได้ มันเป็นพลังที่มีความลึกลับและทรงพลังอย่างยิ่งข้าก็ไม่รู้แน่ชัดว่ามันคืออะไรแต่เขาสามารถใช้พลังนั้นหลบซ่อนและเคลื่อนไหวได้ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของเงามืด”
คากิกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ผสมผสานทั้งความชื่นชมและความเคารพ
นาฟเงียบฟัง แววตาเริ่มเต็มไปด้วยความทึ่งเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าหม่าเหลี่ยงไม่ใช่แค่คนธรรมดาที่โดดเด่นด้วยความสามารถเท่านั้นแต่เขายังมีความลึกลับและพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เขาก้าวขึ้นมาสู่จุดสูงสุดได้อย่างรวดเร็ว
ในวันต่อมา แสงแดดส่องผ่านม่านบางๆ ในห้องของนาฟความเงียบสงบแทรกซึมอยู่ในอากาศหลังจากคืนที่เขาใช้เวลาฝึกฝนและพักผ่อน อยู่ๆ เสียงสัญญาณของเครื่องมือสื่อสารส่วนตัวดังขึ้นในห้องข้อความใหม่ปรากฏบนหน้าจอ เป็นข้อความเชิญให้เข้าร่วมงานไว้อาลัย
นาฟอ่านข้อความจบแล้วถอนหายใจเบาๆเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นในโลกมิติการแข่งขันยังคงตราตรึงอยู่ในใจเขาแม้สถานการณ์จะผ่านไปแล้วแต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับผู้คนมากมายยังคงทิ้งร่องรอยลึกในความรู้สึก
เขานึกถึงผู้ที่จากไป
คนที่ถูกกวาดล้างไปในวินาทีแห่งความโหดร้ายมันเป็นความทรงจำที่ยากจะลืมเลือน และตอนนี้งานไว้อาลัยจะเป็นการรำลึกถึงพวกเขา...ผู้ที่ไม่มีโอกาสได้กลับมาอีกแล้ว
นาฟเอนตัวพิงกับกำแพง เงยหน้ามองเพดาน
“อีกสามวันสินะ…!”
วันงานไว้อาลัยมาถึงจัตุรัสใหญ่ของเมืองตะวันตกถูกประดับประดาอย่างเคร่งขรึมเสียงกระซิบของผู้คนดังแผ่วเบาในบรรยากาศที่เงียบสงัดรอบจัตุรัสมีธงสีดำปักเป็นแถวยาวพัดสะบัดตามแรงลมอ่อนๆ
ผืนธงเหล่านั้นเป็นสัญลักษณ์ของความสูญเสียและการรำลึกถึงผู้ที่จากไปประชาชนหลายพันคนที่มาร่วมงานต่างสวมชุดไว้ทุกข์สีดำ บางคนถือดอกไม้สีขาวในมือเดินเคียงข้างกันอย่างสงบเงียบ
บรรยากาศถูกปกคลุมไปด้วยความเศร้าสร้อยและความเคารพจัตุรัสใหญ่ซึ่งปกติเป็นศูนย์กลางความคึกคักของเมืองกลับกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความสงบ ท่ามกลางความเงียบงันเสียงฝีเท้าของผู้ร่วมงานก้องอยู่ในลานกว้าง