ทลายสวรรค์ กลืนพิภพ

ตอนที่ 227 ไว้อาลัย

คากิพยักหน้ารับเบาๆ แต่ยังคงมีแววตาครุ่นคิดขณะที่พวกเขาเดินออกจากอาคารไปสู่ภายนอก นาฟหันกลับไปมองประตูห้องประชุมที่ปิดลง พร้อมกับความคิดในใจที่ยังไม่คลาย....โลกมิติแห่งการแข่งขันที่ถูกยึดครอง

พิษร้ายแรงที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และสมาคมใต้ดินที่เตรียมก่อสงคราม

“ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป…!” นาฟพึมพำในใจ

 

ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินอยู่ในทางเดินใต้ดินที่ทอดยาวมีเพียงเสียงฝีเท้าเบาๆ ของพวกเขาที่ก้องสะท้อนอยู่ในความเงียบ คากิยังคงครุ่นคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในที่ประชุมและนาฟเองก็ยังพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัว แต่ทันใดนั้น…

“ฟุบ!”

“พวกเจ้าทำได้ดีมาก” เสียงเรียบเย็นดังขึ้นมาจากด้านหลังโดยไม่รู้ตัว

นาฟและคากิชะงักกึกหันกลับไปมองก็พบกับร่างสูงสมส่วนของหม่าเหลี่ยงชายหนุ่มผมแดงหน้าตาดีในชุดเครื่องแบบขององค์กรจันทร์เสี้ยวหม่าเหลี่ยงปรากฏตัวขึ้นมาอย่างเงียบเชียบและไร้ร่องรอยทำให้แม้แต่นาฟเองยังต้องแอบชื่นชมในความสามารถของเขา

“นี่ขนาดอยู่ใกล้ๆ ยังสัมผัสได้แค่รางๆตอนที่เข้ามา”

นาฟคิดในใจ ความสามารถในการซ่อนตัวช่างเหนือชั้นยิ่งนัก

คากิเองก็หันมามองชายหนุ่มที่ปรากฏตัวขึ้นด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าเป็นหม่าเหลี่ยง

“โอ้…. หม่าเหลี่ยง! นายนี่เอง ไม่คิดว่าจะโผล่มาแบบนี้เลย!”

หม่าเหลี่ยงพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มบางๆที่มุมปาก

“รุ่นพี่คากิ ข้าขอโทษที่ทำให้ตกใจ!” ชายหนุ่มผมแดงทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพ

คากิหัวเราะเบาๆ และโบกมือไปมา

“ไม่เป็นไรๆ ฉันแค่ลืมไปว่าเจ้ามีพลังแบบนี้อยู่นายฝีมือดีขึ้นเรื่อยๆ นี่นา”

นาฟยืนมองอยู่เงียบๆ แต่ในใจยังคงประหลาดใจ

“คากิเป็นรุ่นพี่รึ..! หมายความว่าเขาที่มีความแข็งแกร่งอันดับหนึ่งของสถานศึกษายังเป็นนักศึกรุ่นน้องอยู่เลย”นาฟคิดในใจ แล้วมองชายหนุ่มผมแดงคนนี้อย่างลึกซึ้ง

ไม่เพียงแต่มีรูปลักษณ์หน้าตาที่ดีและทักษะที่สูงส่งแต่ยังมีความสามารถเฉพาะตัวที่ไม่ธรรมดา

“ข้าคิดว่าเราคงจะได้ทำงานร่วมกันบ่อยขึ้นในอนาคต”หม่าเหลี่ยงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะมองนาฟด้วยสายตาที่เฉียบคม

นาฟพยักหน้าเบาๆรู้ดีว่าเขากำลังถูกจับตามองจากหม่าเหลี่ยงเช่นกันคำพูดของเขาอาจไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ แต่ก็ชัดเจนว่ามีความหมายซ่อนอยู่เบื้องหลัง

 

หลังจากที่หม่าเหลี่ยงกล่าวจบคำพูดสุดท้ายของเขายังไม่ทันจะจางหายไปในอากาศร่างของเขาก็พลันเลือนรางลงอย่างช้าๆแล้วก็จางหายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับไม่เคยมีอยู่ตรงนั้นทำให้นาฟยืนอึ้งไปชั่วครู่

คากิที่เห็นเพื่อนของเขามีท่าทางสงสัยจึงพูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะเบาๆ

“นายสงสัยล่ะสิ หม่าเหลี่ยงนี่นะ...เขาเป็นรุ่นพี่นายเพียงปีเดียว!”

คากิหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะเล่าต่อ

“นายคงไม่เคยได้ยินเรื่องของเขาเพราะเขาไม่ค่อยปรากฏตัวบ่อยนักแต่รู้ไหมหม่าเหลี่ยงใช้เวลาแค่หนึ่งปีเท่านั้นในการก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในสถาบันของเรา”

นาฟหันไปมองคากิด้วยความสนใจ

“หนึ่งปีอย่างนั้นหรือ?

คากิพยักหน้า

“ใช่ หนึ่งปีเท่านั้นแต่สิ่งที่ทำให้เขาน่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือเบื้องหลังของเขาไม่ได้มีตระกูลใหญ่หรืออำนาจอะไรคอยหนุนหลังไม่มีแม้แต่การสนับสนุนจากสายเลือดขุนนางหรือผู้มีอิทธิพล เขาก้าวขึ้นมาจากชนชั้นธรรมดาของอาณานิคม”

นาฟนิ่งไปชั่วครู่ และเข้าใจดีว่าการไม่มีตระกูลใหญ่คอยหนุนหลังในอาณานิคมเป็นเรื่องที่ทำให้การก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดเป็นเรื่องยากเพียงใดการที่หม่าเหลี่ยงทำได้ถือเป็นเรื่องน่าทึ่งมาก

“เขาปลุกพลังโบราณที่ไม่ค่อยมีใครทำได้ มันเป็นพลังที่มีความลึกลับและทรงพลังอย่างยิ่งข้าก็ไม่รู้แน่ชัดว่ามันคืออะไรแต่เขาสามารถใช้พลังนั้นหลบซ่อนและเคลื่อนไหวได้ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของเงามืด”

คากิกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ผสมผสานทั้งความชื่นชมและความเคารพ

นาฟเงียบฟัง แววตาเริ่มเต็มไปด้วยความทึ่งเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าหม่าเหลี่ยงไม่ใช่แค่คนธรรมดาที่โดดเด่นด้วยความสามารถเท่านั้นแต่เขายังมีความลึกลับและพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เขาก้าวขึ้นมาสู่จุดสูงสุดได้อย่างรวดเร็ว


ในวันต่อมา แสงแดดส่องผ่านม่านบางๆ ในห้องของนาฟความเงียบสงบแทรกซึมอยู่ในอากาศหลังจากคืนที่เขาใช้เวลาฝึกฝนและพักผ่อน อยู่ๆ เสียงสัญญาณของเครื่องมือสื่อสารส่วนตัวดังขึ้นในห้องข้อความใหม่ปรากฏบนหน้าจอ เป็นข้อความเชิญให้เข้าร่วมงานไว้อาลัย

นาฟอ่านข้อความจบแล้วถอนหายใจเบาๆเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นในโลกมิติการแข่งขันยังคงตราตรึงอยู่ในใจเขาแม้สถานการณ์จะผ่านไปแล้วแต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับผู้คนมากมายยังคงทิ้งร่องรอยลึกในความรู้สึก

เขานึกถึงผู้ที่จากไป

คนที่ถูกกวาดล้างไปในวินาทีแห่งความโหดร้ายมันเป็นความทรงจำที่ยากจะลืมเลือน และตอนนี้งานไว้อาลัยจะเป็นการรำลึกถึงพวกเขา...ผู้ที่ไม่มีโอกาสได้กลับมาอีกแล้ว

นาฟเอนตัวพิงกับกำแพง เงยหน้ามองเพดาน

“อีกสามวันสินะ…!”

วันงานไว้อาลัยมาถึงจัตุรัสใหญ่ของเมืองตะวันตกถูกประดับประดาอย่างเคร่งขรึมเสียงกระซิบของผู้คนดังแผ่วเบาในบรรยากาศที่เงียบสงัดรอบจัตุรัสมีธงสีดำปักเป็นแถวยาวพัดสะบัดตามแรงลมอ่อนๆ

ผืนธงเหล่านั้นเป็นสัญลักษณ์ของความสูญเสียและการรำลึกถึงผู้ที่จากไปประชาชนหลายพันคนที่มาร่วมงานต่างสวมชุดไว้ทุกข์สีดำ บางคนถือดอกไม้สีขาวในมือเดินเคียงข้างกันอย่างสงบเงียบ

บรรยากาศถูกปกคลุมไปด้วยความเศร้าสร้อยและความเคารพจัตุรัสใหญ่ซึ่งปกติเป็นศูนย์กลางความคึกคักของเมืองกลับกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความสงบ ท่ามกลางความเงียบงันเสียงฝีเท้าของผู้ร่วมงานก้องอยู่ในลานกว้าง

คล้ายกับเรื่องทลายสวรรค์ กลืนพิภพ ที่คุณอ่าน