ตอนนี้ภายในห้วงสมองของเจิ้งซ่งยุ่งเหยิงไปหมดภาพที่เขาเห็นเมื่อครู่คือร่างสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์...บนร่างสัตว์ประหลาดตัวนั้นมีคนๆ หนึ่งกำลังยืนถือวัตถุทรงกลมเรืองแสงสีฟ้าอยู่...อย่าบอกนะ! คนๆ นั้นคือสวีหยางอี้ที่นั่งอยู่ตรงนี้? เรื่องนี้คือเรื่องจริงเหรอ?ดังนั้นจึงให้พวกเขามาช่วยจัดฉากยืนยันเพื่อกลบเกลื่อนเรื่องนี้สินะ
ครั้งนี้คุณจ้าวหยวนจิ้งถึงขั้นออกโรงปกป้องเรื่องแบบนี้ด้วยตัวเอง...ไม่นะ ต้องไม่ใช่แน่ๆ เรื่องโกหกทั้งเพ ฮ่าๆ มันจะเป็นเรื่องจริงได้อย่างไรนี่มันไม่ใช่นิยายแฟนตาซีนะ...
แกล้งหัวเราะไปก็เท่านั้น!
ขณะภายในใจเขากำลังรู้สึกวูบวาบอยู่เสียงเรียกของหลินอวี้เหราก็ดังขึ้นมาทันที
“คุณเจิ้งคิดอย่างไรกับเรื่องนี้คะ?”
เจิ้งซ่งที่กำลังรู้สึกปั่นป่วน เขาตอบขึ้นด้วยน้ำเสียงสลด“คิดไม่ถึงจริงว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น...”
“หมายความว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่สเปเชียลเอฟเฟคของกองละครเหรอคะ?” หลิวอวี้เหราขยี้ถามอย่างลุ้นระทึก
“เปรี้ยง!!” ยังไม่ได้สิ้นสุดเสียงพูด กล้องถ่ายวิดีโอ กล้องถ่ายภาพทุกตัวต่างมีควันลอยขึ้นมา
“เกิดอะไรขึ้น?” “มีเรื่องอะไร?” เสียงตกใจแตกตื่นดังขึ้นสายตาทุกคนมองไปยังมู่ตันที่กำลังยืนขึ้นในท่าทางชูมือขึ้นดีดนิ้วกลางอากาศทำเอาทุกคนปิดปากเงียบสนิทไปตามๆ กัน
“ออกไป” มู่ตันตวาดเสียงลั่นใส่ทีมงานในกองถ่ายทุกคน จากนั้นทุกคนก็รีบออกไปทันที
แม้ไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น... แต่รู้สึกว่าท่าทางของเธอในตอนนี้...โคตรเท่เลย
ภายในห้องส่ง เสียงส้นสูงของมู่ตันกระทบพื้นดัง “ตึกๆ”ราวกับเสียงโน้ตเปียโนอันละนุ่มละมุน แต่ตอนนี้ไม่มีใครคิดว่าเธอนุ่มละมุ่นเลยสักคน
หลิวอวี้เหรา เจิ้งซ่ง ผู้จัดการจาง นั่งปิดปากเงียบทันทีหลังจากที่ได้เห็นมู่ตันในร่างมาร
วันนี้... ผู้หญิงคนนี้นี่แหละ คือเจ๊ตัวแม่ผู้คุมอยู่เบื้องหลังของจริง
ส่วนเจ้าสวีหยางอี้นั่นก็ไม่รู้อะไร เขาแค่เล่นไปตามบทที่ยายนี่วางไว้เฉยๆ
เมื่อครู่นี้ ตอนที่ยายนั่นดีดนิ้ว คนอื่นทันสังเกตไหมไม่ทราบ แต่หลิวอวี้เหราเห็นเต็มสองตาหลังจากดีดนิ้วเสร็จ ควันก็ปะทุขึ้นจากกล้องทันที ราวกับร่ายเวทก็ไม่ปาน
ประสบการณ์การเป็นผู้ดำเนินรายการไขปริศนาลี้ลับของเธอตลอดสองปีเต็มทั้งเดินทางไปถ่ายทำในสถานที่ลึกลับมานักต่อนัก เธอเคยพบเจอกับพลังเหนือธรรมชาติแค่สองครั้งและครั้งนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น
“บอกไปแล้วไม่รู้กี่ครั้ง”ใบหน้าของมู่ตันปราศจากรอยยิ้มแม้เพียงเศษเสี้ยว “เมื่อวานก็บอก วันนี้ก็กำชับพวกเธอไม่จำใส่กะโหลกกันบ้างรึไง?”
“ฉันไม่รู้ว่าพวกเธอคิดอะไรกันอยู่ แต่ฉันขอเตือนอีกครั้ง”มู่ตันวางมือลงบนโต๊ะสัมภาษณ์อย่างเบามือและใช้นิ้วเคาะโต๊ะช้าไม่ช้าไม่เร็วราวกับเป็นนาฬิกาความอดทนที่กำลังนับถอยหลัง“เนื้อหาไหนควรพูด เนื้อหาไหนไม่ควรพูด จงพูดตามที่สคริปท์ที่ฉันสั่ง!!!”
“ไม่เช่นนั้น ผลลัพธ์ที่ตามมา พวกเธอคงจินตนาการไม่ออกแน่ๆ”
“ปึ้ง!” พูดจบ มือที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างเบามือนิ้วที่เคาะจังหวะไม่ช้าไม่เร็วก่อนหน้านี้ ก็ระเบิดพลังออกมาทุบโต๊ะดั่งสะนั่น“แกรก” โต๊ะหักลงบนพื้นทันที!
ยายเจ๊คนนี้ แม่งสุดยอดจริงๆ!
หลิวอวี้เหรา เจิ้งซ่ง ผู้จัดการจาง ตกใจจนปากเป็นรูปตัว O พร้อมกัน สายตามองมู่ตันอย่างตกตะลึง
ไม่อยากจะเชื่อเลย ยายผู้หญิงคนนี้แรงเยอะขนาดนี้เชียวหรือ? นี่ฉันไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม? นี่มันโต๊ะตัวใหม่เอี่ยมเชียวนะ
ถึงขนาดโต๊ะหักเลยงั้นเหรอ? !
รอยหักเหมือนถูกค้อนทุบถูกขวานฟันไม่มีผิด แบบนี้มันใช่คนอยู่รึเปล่าเนี่ย!
หลิวอวี้เหรากำด้ามเก้าอี้แน่น เธอกึ่งนั่งกึ่งยืนด้วยความรู้สึกหลากอารมณ์!
เรื่องแปลกประหลาดอย่างจริงแท้!
นาทีนี้ หลิวอวี้เหราได้พบเรื่องประหลาดของจริงเข้าแล้ว!
รัฐบาลกำลังปกปิดบางอย่างอยู่... ใช่แล้วจะต้องเป็นแบบนี้ไม่มีผิด!ข่าวรายงานเกี่ยวกับบึงบงกชจตุทิศคือเรื่องจริง! การถ่ายทำละครที่ว่านี้คือเรื่องโกหก
รัฐบาลกำลังปกปิดความจริงเรื่องอะไรอยู่กันแน่?
สายตาเยือกเย็นกวาดมองทุกคนในนี้ราวกับกำลังทำสงครามเย็นมู่ตันขยับแว่นอย่างพอใจ วินาทีต่อมา ก็ค้อมตัวคำนับลงเล็กน้อย วินาทีต่อมาความเยือกเย็นก็สลายหายไป และถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มแสนอบอุ่น “หัวหน้าคะแบบนี้คุณพอใจไหมคะ?”
ทุกคนตกตะลึงไปตามๆ กัน
สวีหยางอี้คลี่ยิ้มพลางพยีหน้า “ทำได้ไม่เลว”
กรี๊ด!!! เทพบุตรของฉันเอ่ยปากชมฉันแล้ว! ในที่สุดเขาก็ชมฉันแล้ว!มุมปากมู่ตันรั้นขึ้นอยากเก็บอาการ ตอนนี้เธอแทบอยากวิ่งออกไปกรี๊ดให้คอแตกแต่ก็แค่ยืดตัวตรงอย่างมีมาด และเอ่ยปากพูด “หัวหน้าทำหน้าที่ของหัวหน้าต่อแล้วกันเดี๋ยวฉันไปชงกาแฟมาให้”
ทุกคนตรงนั้นต่างตกตะลึงเป็นรอบที่สองเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของมู่ตันเปลี่ยนไปอย่างฉับไวจากยอดหญิงแกร่งกลายเป็นสาวรับใช้ในพริบตา เร็วจนพวกเขาปรับอารมณ์ตามไม่ทัน
“แค่ก...” สวีหยางอี้กระแอมเสียงสายตาของทุกคนกลับมาจดจ่ออยู่ที่เขาอีกครั้ง “ในเมื่อเรื่องมาถึงจุดนี้แล้วผมไม่ปิดบังทุกคนแล้วกัน คืนวันนั้น มีกองกำลังออกปฏิบัติการอยู่ที่นั่นซึ่งอาจจะเป็นภัยต่อมวลมนุษย์ได้ดังนั้นจึงหวังว่าทุกคนจะให้ความร่วมมือกับการถ่ายทำรายการครั้งนี้”
“ถ้างั้นมาเริ่มกันใหม่เถอะค่ะ...” หลิวอวี้เหราไม่อยากเล่นไปตามบทของพวกเขาแต่ตอนนี้เธอไม่มีทางเลือก
โชคดีที่ในกองถ่ายยังมีกล้องที่ใช้งานได้อยู่ จึงถ่ายทำต่อได้
การสัมภาษณ์เป็นไปอย่างราบลื่นภายใต้จังหวะการดำเนินรายการของหลิวอวี้เหราหลังจากสวีหยางอี้เริ่มคุ้นเคย ท่าทางของเขาก็เป็นธรรมชาติมากขึ้น
“ดังนั้น ขอสรุปเลยว่านี่เป็นแค่การถ่ายทำละครเท่านั้น” สวีหยางอี้ยิ้มและหันไปพูดกับมุมกล้อง
“ตอนนี้คุณสวีและคุณเจิ้งกำลังถ่ายทำหนังที่ลงทุนไปกับสเปเชียลเอฟเฟคเป็นจำนวนเงินมหาศาลชื่อเรื่องว่าตำนานสังหารปีศาจ” ผู้จัดการจางไหลไปตามน้ำอย่างแยบยล เขารับช่วงพูดต่ออย่างไร้รอยต่อ“นี่เป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่บริษัทหวาอี้ของพวกเราลงทุนไปมากที่สุดในประวัติศาสตร์เนื่องจากขอบเขตการถ่ายทำค่อนข้างกว้าง พวกเราจึงจำเป็นต้องใช้วิธีถ่ายทำทางเทคนิคส่วนเนื้อหาจะเป็นอย่างไร โปรดรอติดตามในภาพยนตร์”
“สำหรับภาพยนต์เรื่องนี้ผมกับคุณสวีรับบทเป็นตัวละครหลักขอให้ผู้ชมโปรดติดตามรับชมอย่างใกล้ชิด” เจิ้งซ่งคลี่ยิ้มเอ่ย
ขณะที่พวกเขาพูดรับส่งบทกันไปมาอย่างลื่นไหล เหงื่อก็ออกเต็มฝ่ามือ
ประเด็นสำคัญตอนนี้ถูกพูดกลบเกลื่อนไปด้วยศัพท์ทางเทคนิคในการถ่ายทำไปเรียบร้อยแล้วเหลือแค่ตัดต่อ แล้วหลังจากนั้นค่อยเผยแพร่ลงอินเทอร์เน็ต
แล้วสำหรับพวกทีมงานช่างภาพที่มีไฟล์ “ความจริง” ล่ะ...จะทำอย่างไร?
ไม่เป็นไร ประเทศหวาซย่ามีประชากรเป็นพันล้านคนคนเพียงไม่กี่คนจะเทียบกับอำนาจและอิทธิพลของรัฐบาลได้เหรอ?
ใช้เวลาถ่ายทำรายการไปแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น หลังจากถ่ายทำเสร็จเจิ้งซ่งกับผู้จัดการจางก็รีบออกไปจากที่นี่ทันที
แต่หลิวอวี้เหรากลับยังไม่รีบกลับ
“คุณสวีคะ...” เธอลังเลมาสักพีกใหญ่ๆ ในที่สุดก็รวบรวมความกล้าพูดขึ้น“ดิฉันของเลี้ยงอาหารกลางวันคุณสักมื้อได้ไหมคะ?”
อะไรนะยะ?
มู่ตันทำจมูกฟุดฟิดเหมือนได้กลิ่นอะไรตุๆฉันยังไม่เคยร่วมโต๊ะทานข้าวกับหัวหน้าเลย หล่อนมีสิทธิ์อะไรยะ!
“ต้องขอโทษด้วย ตารางงานของพวกเราแน่นมาก เอาไว้คราวหน้า”
หลิวอวี้เหราเผยอปากหมายจะพูดอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่กล้าปริปากพูดออกไป
เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความจริงใช่ไหม?
เธออยากถามออกไปแบบนี้
แต่เธอเข้าใจดี เรื่องบางเรื่องไม่ต้องถามจะดีที่สุด
สุดท้ายเธอจึงเดินกลับไปที่ห้องทำงานของตัวเอง ยิ่งก้าวก็ยิ่งเร็วขึ้น
เธอ... ต้องการดูคลิปวิดีโอทั้งหมดในโลกโซเชียลอีกครั้ง เธอเข้าใจดีหลังจากนี้อีกไม่กี่วัน วิดีโอพวกนี้คงหาไม่เจอ!
ผู้ดำเนินรายการสาวอายุสี่สิบสองที่แจ้งเกิดจากรายการไขปริศนาลี้ลับแม้ช่วงหลังเธอจะถอยห่างจากรายการแนวนี้แล้วแต่แล้วโชคชะตาก็นำพาเธอเข้าใกล้ความจริงอีกแง่มุมของโลกที่ซุกซ่อนอยู่
แม้ความจริงเรื่องนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ แต่แค่นี้เธอก็พอใจแล้ว
“หัวหน้าคะ เรื่องในวันนี้ทำพวกเราเสียเงินค่ะ” เมื่อขึ้นรถมู่ตันจึงคลี่ยิ้มเอ่ย “เป็นจำนวนเงินหินวิญญาณระดับกลางสองก้อนค่ะตีเป็นจำนวนเงินประมาณสี่ล้านหวาซย่าปี้... หลังจากนี้ภารกิจของกองกำลังทัณฑ์สวรรค์ของพวกเราจะเริ่มยากขึ้นเรื่อยๆเพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของพวกเราและหลีกเลี่ยงรายจ่ายที่ไม่จำเป็น หัวหน้าต้องระวังตัวให้มากกว่านี้นะคะ”
สวีหยางอี้ที่กำลังพักสายตาอยู่ลืมตาเอ่ยถามอย่างสงสัย “ทำไมพวกเราต้องจ่ายหินวิญญาณพวกนี้ไปด้วยล่ะ?”
หินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งร้อยก้อนมีค่าเท่ากับหินวิญญาณระดับกลางหนึ่งก้อนหินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งก้อนมีค่าเท่ากับสองหมื่นหวาซย่าปี้แต่เงินจำนวนสองล้านหวาซย่าปี้ซื้อหินวิญญาณระดับกลางไม่ได้!
อยู่ๆ ต้องมาเสียเงินไปโดยใช่เหตุแบบนี้ ไม่คุ้มเลยจริงๆ แถมตัวเลขก็ไม่ใช่น้อยๆอีกด้วย
“หัวหน้าคะ” มู่ตันพูดขึ้นอย่างจนปัญญา “เมื่อเกิดปัญหาในลักษณะนี้ขึ้นโลกผู้ฝึกตนต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบค่ะ... ไม่เช่นนั้นรัฐบาลคงไม่มีเงินเลี้ยงปากท้องของคนในประเทศมีอยู่ครั้งหนึ่งอัยการสูงสุดของศาลผู้ฝึกตนอย่างเทียนฉายเจินเหรินเกิดทะเลาะกับซานจวินเจินเหรินที่ทะเลใต้ทำให้เกิดคลื่นสึนามิระดับสิบขึ้น หลังจากนั้นท่านอัยการเทียนฉายต้องชดใช้เงินเป็นจำนวนเงินหลายหมื่นล้านหวาซย่าปี้....เสียเงินเช่าสถานีโทรทัศน์และประสานงานกับสื่อต่างๆเพื่อตามลบคลิปวิดีโอที่เกี่ยวข้อง และซ่อมแซมบ้านพื้นที่ที่เสียหาย...กฎหมายกำหนดมาแบบนี้ค่ะ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ...”
เธอกระแอมเสียง “ปัญหาที่ตัวเองก่อ ตัวเองก็ต้องรับผิดชอบเอง...”
สวีหยางอี้คลี่ยิ้ม “ก็จริง”
“ถือว่าครั้งนี้พวกเราโชคดีไป... ครั้งหน้า ถ้าพวกเรามีกองกำลังอย่างเป็นทางการแล้วผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางทั้งสิบออกปฏิบัติการพร้อมกันสามารถสร้างความเสียหายได้ทั้งเมืองเลยก็ว่าได้หากคุณไม่ระวัง...”
มู่ตันมองสวีหยางอี้อย่างมีความนัย สวีหยางอี้คลี่ยิ้ม“เพื่อความมั่นคงทางการเงินของกองกำลังทัณฑ์สวรรค์ ฉันจะระวัง”
“แต่ว่านอกจากพวกเขาจะเสียเงินไปแล้ว แต่เราก็ยังทำรายได้ให้กองกำลังของพวกเราด้วยเช่นกัน”มู่ตันคลี่ยิ้ม “โลกผู้ฝึกตนมีสถานีโทรทัศน์อยู่ที่เดียวก็คือ‘สถานีรวมการเฉพาะกิจ’ ของ CSIB ที่ใช้จานดาวเทียมของโลกผู้ฝึกตนเองซึ่งช่องนี้มีรายการที่มีชื่อเสียงรายการหนึ่งชื่อว่า ‘วันนี้ คุณซวยรึยัง?’เป็นรายการสัมภาษณ์ผู้ฝึกตนที่สร้างเรื่องเอิกเกริกจากภารกิจสังหารปีศาจทั้งหลายซึ่งคลิปวีดิโอของพวกเราในครั้งนี้ถูกพวกเขาซื้อไปค่ะ”
“มันยังไงกันแน่?” สวีหยางอี้เลิกคิ้วถาม
“หัวหน้าคะ... เรื่องนี้มันมีรายละเอียดยิบย่อยเกินไป รกสมองหัวหน้าเปล่าๆดังนั้นหัวหน้าอย่าได้กังวลเรื่องนี้ค่ะ เชื่อในความสามารถของดิฉันดิฉันจัดการเรื่องนี้เอง ขอแค่กองกำลังของพวกเรามีชื่อเสียงมากขึ้น ดิฉันก็จะสามารถทำเงินให้กองกำลังได้มากขึ้นเช่นกันค่ะ”
สวีหยางอี้ยิ้มบางๆ หลับตาลงพักสายตา
มู่ตันไม่มีทางปล่อยโอกาสปั่นชื่อเสียงให้กองกำลังและหัวหน้าตัวเองไปเป็นอันขาดเธอกระแอมเสียงพูดขึ้นอีกต่อ “ยังมีอีกเรื่องค่ะ...”
สวีหยางอี้ลืมขึ้นครึ่งหนึ่งเป็นสัญญาณให้พูดต่อ
“หัวหน้าคะ ดูภายนอก ถึงแม้มนุษย์ธรรมดา เผ่าปีศาจ และผู้ฝึกตนจะดูเหมือนรักสงบผดุงสันติภาพต่อกันไว้แต่ในโลกผู้ฝึกตนก็ยังมีวัฒนธรรมการจัดตั้งเงินรางวัลค่าหัวกันอยู่เผ่าปีศาจก็มีการตั้งรางวัลค่าหัวผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์เช่นกัน...”มู่ตันคลี่ยิ้มพร้อมกับพิมพ์แป้นพิมพ์ในมือของเธอ “ดิฉันคิดว่า...หัวหน้าน่าจะสนใจเรื่องอะไรแบบนี้”
เธอเคาะแป้นพิมพ์บนแลปท็อปของเธออย่างคล่องแคล้วรวดเร็วไม่ถึงสองวินาทีหน้าเว็บไซต์หน้าหนึ่งก็เด้งขึ้นมาบนหน้าจอ
ตำหนักหมื่นปีศาจ
สีหน้าของสวีหยางอี้เคร่งขรึมขึ้นรำไรนี่เหมือนเว็บไซต์ผู้ฝึกตนแห่งหวาซย่าไม่มีผิด ซึ่งมีลิสท์รายชื่อหมวดหมู่ต่างๆและมีการจัดตั้งเงินรางวัลค่าหัวเช่นกัน
มู่ตันเปิดลิสท์รายชื่อหนึ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว“เงินรางวัลค่าหัวผู้ฝึกตนหน้าใหม่จากเผ่ามนุษย์”
เธอชี้ไปที่รายชื่อหนึ่ง “หัวหน้าคะคุณกลายเป็นที่ต้องการของฝั่งนั้นไปแล้วค่ะ”
สวีหยางอี้มองดูอย่างละเอียด จากนั้นก็ระบายยิ้มออกมา
ลิสท์รายชื่อนี้มีประมาณหนึ่งร้อยคนเขามองดูลำดับรายชื่อของตัวเองอยู่ที่ลำดับที่ เก้าสิบเก้า
เงินรางวัลค่าหัว... หินวิญญาณระดับสูงสิบก้อน!
“ในลิสท์รายชื่อนี้ นอกจากหัวหน้าและผู้ฝึกตนมนุษย์อีกคนแล้ว คนอื่นๆเป็นปีศาจผู้ฝึกตนขั้นจู้จีหมดเลยค่ะ” มู่ตันอธิบาย“แต่ว่าราคาเงินราคาค่าหัวไม่ได้ขึ้นอยู่กับตบะสูงต่ำหัวหน้าน่าจะเป็นผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่คนที่สองในรอบร้อยปีที่ได้ขึ้นลิสท์รายชื่อนี้!”
สวีหยางอี้นิ่งเงียบ
“สวีหยางอี้ เพศชาย อายุยี่สิบสี่ปี ขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางครอบครองคัมภีร์ยุทธเวทระดับจินตัน มีท่าไม้ตายซุกซ่อนอยู่คาดว่าสำเร็จวรยุทธ์ร้อยกระบวนท่าจากหลักสูตรของเทียนเต้าราวๆ แปดสิบกระบวนท่าพละกำลังทางร่างกายไม่ด้อยไปกว่าร่างปีศาจระดับธรรมดา มีปีศาจสัตว์เลี้ยงหนึ่งตัวตอนนีเป็นหัวหน้ากองกำลังทัณฑ์สวรรค์อยู่ที่องค์กรอวี้หลินเว่ย”
“โทษฐานความผิดสังหารทายาทลำดับที่สิบแปดของตระกูลหมิงนามว่าหมิงเสินที่บึงบงกชจตุทิศแย่งชิงสมบัติประจำตระกูล ใช้วิธีเฉือนเนื้อประหาร[1]”
“เงินรางวัลค่าหัว หินวิญญาณระดับสูงสิบก้อนโดยสมบัติติดตัวของอีกฝ่ายตระกูลเหวินจะไม่ขอริบไว้”
“วิธีแลกเปลี่ยน: หิ้วหัวมาเจอหน้า”
“ขอเรียกร้องพิเศษ: จับเป็น เงินรางวัลบวกเพิ่มหนึ่งเท่าตัว”
หินวิญญาณระดับสูงหนึ่งก้อนมีค่าเท่ากับหินวิญญาณระดับต่ำสองหมื่นก้อน!ตีเป็นเงินหวาซย่าปี้คร่าวๆ ก็ประมาณสองพันล้าน!
แต่ก็ยังน้อยกว่าผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ที่มีค่าหัวสูงเป็นอันดับหนึ่ง!
สวีหยางอี้นิ่งเงียบประมาณห้านาที จากนั้นก็เอ่ยปากถามมู่ตัน
“อันดับหนึ่งเป็นใคร?”
--------------------------------------------------------------------------------
[1] เฉือนเนื้อประหาร เป็นวิธีการประหารนักโทษของสมัยจีนโบราณรูปแบบหนึ่งกระทำโดยการเฉือนแหล่เนื้อออกไปทีละชิ้นให้นักโทษรู้สึกทรมานจากพิษบาดแผลจนถึงแก่ความตาย