สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 8 ตอนที่ 219 พิษร้าย

        ความจริงต้วนเยินรู้ดีวันนี้เขาไม่ใช่ตัวเอกที่จะมาเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ตรงหน้า และเขาก็รู้ดีหากตอนแรกตัวเขาไม่เลือกอยู่ข้างนี้อย่างแน่วแน่ จุดจบของเขาอาจไม่เป็นอะไรเลยก็ได้ฉะนั้นตอนนี้จึงมุ่งมั่นฆ่าคนร้ายตรงหน้า เสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยราชาให้ทรงผ่านพ้นวันนี้ไปให้ได้และยิ่งอยากให้ราชาทรงเห็นว่า ระหว่างเขากับคนที่ชื่ออันเจิงใครกันแน่ที่ซื่อสัตย์และเก่งกาจมากกว่ากัน

 

        ความคิดเช่นนี้เริ่มเปลี่ยนไปหลังจากเขาต่อสู้กับคนร้ายที่พุ่งเข้ามารอบด้านเพียงคนเดียว

 

        องครักษ์จำนวนหลายร้อยคนล้มลงเหลือเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ยังพยายามฆ่าศัตรูตรงหน้าขณะที่เขาได้สติจากเลือดนักสู้ เขาเพิ่งรู้ตัวว่าตอนนี้ข้างกายไม่มีใครเหลือแล้ว

 

        ฉึก! ด้านหลังของเขาถูกแทงความเจ็บปวดนี้มันพุ่งเข้ามากลางใจ

 

        เขาหันกลับไปฆ่าคนร้ายที่แทงเขา และเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านในหอตงนวลพอดี

 

        ท่ามกลางการต่อสู้ที่วุ่นวายเขาไม่ได้สังเกตเลยว่าท้องพระโรงที่อยู่ด้านข้างหอตงนวลพังทลายแล้ว ขณะนี้เหลือเพียงหอตงนวลที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวส่วนราชามู่ฉางเยียนก็ทรงยืนอย่างโดดเดี่ยวเช่นกัน

 

        นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเกิดคำถามขึ้นในใจและเป็นครั้งแรกที่เขาสงสัยในความเชื่อมั่นที่ตัวเองมีมาโดยตลอด หากราชาทรงเป็นอนาคตของแผ่นดินเยี่ยนจริงหากราชาทรงเป็นเทพเจ้าลงมาจุติจริง เพราะอะไรพระองค์ถึงทรงตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ล่ะ? เขาหันไปมองคนร้ายที่หลั่งไหลเข้ามาจากรอบด้านทันใดนั้น ในใจก็เริ่มรู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาทันที เพียงครู่เดียวความหนาวเหน็บเช่นนี้ก็กระจายไปทั่วร่างยิ่งไปกว่านั้น เขารู้สึกชาจนไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดบนร่างกายอีกแล้ว

 

        เขาหันหลังกลับ จากนั้นก็พุ่งออกไปจากตำหนักวิหารสวรรค์อย่างรวดเร็ว

 

        ข้าต้องมีชีวิตอยู่!

 

        นี่คือความคิดของต้วนเยินในตอนนี้ตอนนี้เขาลืมสิ้นแล้วว่าอะไรคือความกล้า เหลือเพียงแค่ความรู้สึกที่อยากมีชีวิตต่อเท่านั้น

 

        การกระทำเช่นนี้ไม่ได้ผิดอะไรแต่ในสถานการณ์เช่นนี้อาจมีคนรู้สึกว่าเขาเลือกผิด ต้วนเยินไม่รู้ว่าหากหนีไปแล้วจะมีจุดจบอย่างไรและเขาก็ไม่มีเวลามาคิดเรื่องนี้แล้วด้วย

 

        เขามองไม่เห็นพลังดาบที่ราชามู่ฉางเยียนทรงนำออกมาเมื่อครู่หากเขาเห็นละก็ อาจเป็นไปได้ที่จะอดทนรอดูเหตุการณ์นี้อีกสักหน่อย

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงใช้เวลาหนึ่งวินาทีในการรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี...เพื่อไปควบคุมพลังดาบนั่นและพลังดาบที่มีก็มากเกินคาด ทรงรู้ว่าพระองค์เองมีระดับพลังที่ต่ำเกินไปยิ่งไปกว่านั้น ระดับพลังอาจอ่อนแอกว่าตอนที่ประทับอยู่ในโลกมายาด้วยซ้ำฉะนั้นการที่ทรงรวมพลังเข้ากับดาบแล้วโจมตีคนร้ายทั้งสองคนจนตายได้นั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้ทรงประหลาดพระทัยมากแล้วแต่ทว่าเสียงที่ดังขึ้นก็ทำลายความประหลาดพระทัยของพระองค์ไปจนหมดสิ้น

 

        ธงเหล้าฉีกขาด

 

        เกาหยวนหูมองร่างที่ร่วงลงจากกลางอากาศด้วยสีหน้าที่แย่ที่สุด

 

        ตระกูลเกาจบเห่แล้ว

 

        ขาทั้งสองของเขาหมดแรงทันที แล้วคุกเข่าลงอย่างไม่อาจควบคุมได้

 

        ไม่มีใครเข้าใจเรื่องนี้มากกว่าเขาแล้ว ยามนี้ตระกูลเกาได้นำอำนาจที่มีออกมาจนหมดทุกคนที่บุกเข้ามาปลงพระชนม์ราชาในตำหนักวิหารสวรรค์ต่างล้วนเป็นคนที่ถูกทิ้งเกาหยวนหูรู้ว่าตัวเองถูกทิ้งแล้ว ขณะที่พวกเขากำลังบุกเข้าหอตงนวลในตำหนักวิหารสวรรค์อย่างบ้าคลั่งฮูหยินผู้เฒ่าได้พาคนสำคัญในตระกูลเกาออกจากเมืองฟางกู้แล้ว การปะทะครั้งสุดท้ายของตระกูลเกาก็เป็นเพียงเรื่องหลอกเท่านั้นหากสามารถปลงพระชนม์ราชามู่ฉางเยียนได้ก็เป็นเรื่องดี แต่หากทำไม่ได้...ก็ต้องย้ายรากฐานของตระกูลเกาจากไปเท่านั้นเอง

 

        ไม่มีการปรากฏตัวของคนอื่นอีกแล้ว ในพระทัยราชามู่ฉางเยียนรู้สึกผ่อนคลายลงทันทีถือว่าทรงผ่านพ้นมันไปได้แล้ว...หากมีคนร้ายบุกเข้ามาตอนนี้ พระองค์เองอาจเป็นคนที่จบตำนานตระกูลมู่ลงก็ได้

 

        ทรงหันกลับไปมองแล้วไม่เห็นแม้แต่เงาของอันเฉิงเขาบอกว่าจะอยู่เคียงข้างพระองค์ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ปรากฏตัวออกมาสักทีแต่ถึงกระนั้น พระองค์ไม่ทรงโทษอันเฉิง เพราะทรงรู้ดีว่าการต้องเลือกระหว่างความเป็นกับความตายมันยากมาก

 

        โชคดีที่ทุกอย่างได้ผ่านพ้นไปแล้วตระกูลเกาต่อสู้อย่างสุดความสามารถแล้ว เพียงไม่นานคนในราชสำนักก็ต้องปรากฏตัว

 

        แต่ในขณะนี้เอง ชายสวมชุดผ้าฝ้ายสีดำสองคนก็เดินเข้ามาจากด้านนอกต่อให้จะไม่เห็นหน้าตาของเขาก็ตาม แต่ราชามู่ฉางเยียนก็ทรงรับรู้ได้ถึงความย่ามใจในแววตา

 

        ขณะที่ชายชุดดำคนแรกเดินผ่านเกาหยวนหูที่คุกเข่าอยู่บนพื้นเขาก็หันมามองเกาหยวนหูแวบหนึ่ง จากนั้นก็พูดขึ้นอย่างเย้ยหยัน“ยอมแพ้เร็วขนาดนี้เลยหรือ? ดูแล้วเจ้าก็ไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่ร่ำลือกันนี่ถึงแม้ระดับพลังวัตรของเจ้าจะทำให้ข้ารู้สึกตกใจ แต่ทางด้านจิตใจเจ้าไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่ข้าคิด”

 

        เกาหยวนหูมองไปยังพวกเขาทั้งสองคนในใจก็เริ่มรู้สึกสงสัย เพราะเขารู้ดีว่าสองคนนี้ไม่ใช่คนที่ตระกูลเกาส่งมาเพียงแค่แสร้งทำเหมือนเป็นคนตระกูลเกาเท่านั้น...จากนั้นเขาก็ได้สติขึ้นมาสองคนนี้เป็นคนของไทเฮา ฟังจากน้ำเสียง เขาพอจะเดาได้ว่าคนคนนี้ก็คือเจ้าจื่อซาน

 

        เป็นคนที่ไทเฮาทรงส่งมา ที่แท้พระนางก็ทรงทนดูต่อไปไม่ได้แล้ว

 

        หลูเทียนเหยและเจ้าจื่อซานเป็นคนที่ไทเฮาทรงหามาจากเจียงหูและพระนางยังทรงชื่นชอบเขาทั้งสองมากด้วย หลายปีมานี้พวกเขาทั้งสองช่วยไทเฮาจัดการปัญหาอย่างลับ ๆ ตระกูลเกาเคยสืบเรื่องของสองคนนี้มาก่อนเพราะเป็นไปไม่ได้ที่คนมีพลังวัตรแข็งแกร่งขนาดนี้จะไม่มีชื่อเสียงในเจียงหูแผ่นดินเยี่ยนเลยจนต่อมาถึงรู้ว่าเขาสองคนไม่ได้มีความเป็นมาที่เกี่ยวข้องกับแคว้นเยี่ยน แต่พวกเขามาจากแคว้นจ้าวต่างหาก

 

        เจ้าจื่อซานเดินไปข้างเกาหยวนหูจากนั้นก็หมุนกริชในมือ “ชื่อเสียงที่จะถูกจารึกไว้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่และน่าจดจำมากพวกข้าขอมอบให้ตระกูลเการับไว้ ไม่ต้องขอบคุณและไม่ต้องเกรงใจ”

 

        เขาเดินเข้ามาด้านในหอตงนวล จากนั้นก็มองไปยังธงเหล้าที่ฉีกขาดแล้วหันไปยังราชามู่ฉางเยียนที่ทรงยืนพระพักตร์ซีดอยู่ “ธงนี้ทำเอากระหม่อมใจหายไม่น้อยความจริงฝ่าบาทก็ทรงมีของดีเช่นนี้ด้วยหรือ โชคดีที่พวกกระหม่อมรอดูก่อน ถึงแม้กระหม่อมจะไม่มีความแค้นใดๆ กับฝ่าบาท อีกทั้งยังรู้สึกว่าทรงเป็นคนน่าสงสารและไม่สมควรสิ้นพระชนม์ แต่ในใจกระหม่อมอย่างไรก็ยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่ดี...ปลงพระชนม์ราชาเชียวนะต่อให้จะเป็นราชาที่ไม่มีชื่อเสียงและเป็นหุ่นเชิดด้วยก็ตาม คิดดูสิ ราชาของแผ่นดินต้องมาสิ้นพระชนม์ด้วยน้ำมือของข้าน่าสนใจจริง ๆ”

 

        เขาหันกลับไปหาหลูเทียนเหย “เจ้าไม่ต้องมาแย่งข้าได้หรือไม่?”

 

        หลูเทียนเหยยักไหล่“ข้าไม่มีอารมณ์กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่”

 

        เจ้าจื่อซานหัวเราะ “เจ้านี่มันน่ารังเกียจชะมัดแต่เจ้าต้องจำไว้นะ เล่นนิดเล่นหน่อยก็พอ คนตายต้องเก็บศพไว้ให้คนอื่นดูต่างหน้าอย่างน้อยก็ต้องให้คนอื่นดูออกว่านี่เป็นพระศพของราชา”

 

        หลูเทียนเหยเบ้ปาก “ข้าก็ไม่มีอารมณ์กับศพผู้ชายเช่นกัน”

 

        เจ้าจื่อซานหัวเราะเสียงดัง “อย่างนั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะ”

 

        ดูเหมือนเขาจะตื่นเต้นมาก แววตาระยิบระยับคู่นั้นบ่งบอกว่าเขากำลังตื่นเต้น

 

        ด้านหลังของพวกเขาทั้งสอง อย่างน้อยก็มีคนร้ายล้อมเข้ามาหกร้อยถึงเจ็ดร้อยคนคนด้านนอกไม่รู้ว่าหลูเทียนเหยและเจ้าจื่อซานไม่ใช่คนของตระกูลเกาพวกเขารู้เพียงว่าภารกิจกำลังจะสำเร็จแล้ว องครักษ์ถูกฆ่าตายทั้งหมดฉะนั้นอีกไม่นานพวกเขาก็จะได้เดินทางออกนอกแผ่นดินที่วุ่นวายนี้สักที

 

        เจ้าจื่อซานหันกลับไปมองคนร้ายแวบหนึ่งมือซ้ายยื่นออกไป จากนั้นพลังที่แข็งแกร่งในขอบเขตกิเลสมารก็ไปรัดพระวรกายของราชามู่ฉางเยียนเอาไว้ตอนนี้ราชามู่ฉางเยียนทรงรู้สึกถึงความอัปยศอดสู เพราะในวาระสุดท้ายก็ยังไม่อาจปลิดพระชนม์ชีพของพระองค์เองได้

 

        ฝักดาบได้แสดงอิทธิฤทธิ์ออกมาจนหมดแล้วและไม่อาจใช้พลังได้ในระยะเวลาอันสั้นอีก ส่วนธงเหล้าก็ฉีกขาด เกรงว่าดาบด้านในก็คงไม่อาจส่งพลังออกมาในเวลานี้ได้เช่นกัน

 

        การรักษาศักดิ์ศรีที่ทรงทำได้ในตอนนี้ก็คือปลิดพระชนม์ชีพของพระองค์เองเสีย

 

        แต่เจ้าจื่อซานก็ไม่ยินยอมให้ราชามู่ฉางเยียนทรงมีโอกาสทำแบบนั้นหลังจากเขาเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็ดึงผ้าปิดหน้าออกอย่างกะทันหันจากนั้นก็บิดคอเล็กน้อย “มารดามันเถอะ มีความสุขจริง ๆ ฆ่าคนน่ะ ฆ่าราชาของแผ่นดินเชียวนะแต่หากตอนลงมือไม่อาจเผยหน้าออกมาก็เป็นเรื่องที่เจ็บปวดไปสักหน่อย ราชาของแผ่นดินเยี่ยนทรงดูหน้ากระหม่อมไว้ให้ชัดเจน ก่อนสิ้นพระชนม์ก็ทรงจำหน้ากระหม่อมให้ดี กระหม่อมขอร้องล่ะหลังจากสิ้นพระชนม์ไปแล้วต้องทรงมาหากระหม่อมให้ได้นะ ไม่อย่างนั้นกระหม่อมอาจลืมว่าตัวเองเคยซัดราชาของแผ่นดินเยี่ยน”

 

        เขาชี้ไปยังคนร้ายที่อยู่ด้านนอก“พวกเขาถูกกำหนดให้มาเป็นตัวตายตัวแทน ต่อให้จะเป็นคนที่เข้าร่วมในการลอบปลงพระชนม์ก็ตามอนาคตพวกเขาจะไม่ถูกจดจำ แต่ไม่เหมือนกระหม่อม กระหม่อมจะกลายเป็นคนที่ถูกจารึกชื่อเอาไว้”

 

        กริชของเขาทะลุผ่านฉลองพระองค์ของราชามู่ฉางเยียนจากนั้นก็ทะลุเข้าสู่พระวรกาย กริชแทงเข้าไปทีละนิด ๆ หอตงนวลในขณะนี้เงียบจนได้ยินเสียงเนื้อที่ฉีกขาดจากการถูกกริชแทง

 

        อีกเพียงไม่ถึงหนึ่งนิ้ว กริชนี้ก็จะตัดขั้วพระทัยของราชามู่ฉางเยียนแล้ว

 

        ทันใดนั้นเจ้าจื่อซานก็รู้สึกว่ามือของตัวเองมีบางอย่างผิดปกติบนหลังมือเขามีจุดดำ ๆ เกิดขึ้น เดิมทีเขาจ้องมือตัวเองที่กำลังแทงกริชอยู่แล้วฉะนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เขาจึงสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็ว

 

        จากนั้นเขาก็รู้สึกว่าจุดดำที่หลังมือเริ่มเปลี่ยนไปราวกับมันเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิต

 

        เจ้าจื่อซานชะงักไปทันทีจากนั้นก็มองมันอย่างตั้งใจ

 

        จุดดำเหล่านั้นมีมากขึ้นเรื่อย ๆแต่เขากลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยสักนิด หากเขามองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ละก็เขาไม่มีทางรู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าร่างกายตัวเองเกิดการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

 

        จู่ ๆ หนึ่งในจุดดำก็หยุดลง แล้วก้อนเนื้อของเขาในตำแหน่งจุดดำนั้นก็ยุบลงตามฝ่ามือของเขากลายเป็นหลุมสีดำ นั่นไม่ใช่ความนึกคิดของเขาแต่คือหลุมสีดำที่ปรากฏขึ้นจริง ๆ ในขณะที่เขากำลังมองมือตัวเองด้วยความหวาดกลัวในหลุมก็ปรากฏต้นหญ้าเล็ก ๆ ขึ้น! มันเล็กมาก เล็กเหมือนต้นถั่วงอกไม่มีผิดแต่ต้นถั่วงอกกลับเป็นสีแดง

 

        หลังจากหญ้าต้นแรกงอกออกมา ร่างเขาก็ไม่อาจควบคุมได้อีกแล้วจุดดำในร่างกลายเป็นหลุม ในหลุมมีต้นหญ้าปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

 

        เสื้อผ้าบนตัวเจ้าจื่อซานร่วงลงเหมือนเต้าหู้เน่าเพียงครู่เดียวก็กองเต็มพื้นแล้ว จากนั้นดวงตาเขาก็เบิกโตอย่างไม่อาจควบคุมได้แล้วดวงตาทั้งสองก็หลุบลงด้วยความหวาดกลัว

 

        บนร่างเขาเต็มไปด้วยหลุมเล็ก ทุกหลุมมีต้นหญ้าสีแดงที่ขดตัวไปมาราวกับตัวหนอนที่กำลังชอนไชขึ้นมาบนผิวหนัง

 

        นั่นคือหลอดเลือด

 

        หลุมที่ปรากฏขึ้นในร่างเขามีจำนวนนับไม่ถ้วนแล้วหลอดเลือดก็ผุดออกมาราวกับต้นถั่วงอก แค่ระยะเวลาสั้น ๆร่างของเจ้าจื่อซานก็เปลี่ยนไปเหมือนชายที่มีต้นถั่วงอกเต็มตัวไปหมดเขาหันไปหาหลูเทียนเหยด้วยสัญชาตญาณ หวังให้หลูเทียนเหยช่วยเหลือ แต่ขณะที่หันกลับไปนั้นเขาก็เห็นหลูเทียนเหยนอนงอตัวอยู่บนพื้นแล้ว ตามร่างกายก็เต็มไปด้วยหลอดเลือดที่กำลังมุดออกมาอย่างต่อเนื่อง

 

        เจ้าจื่อซานตกใจจนความกล้าหายไปหมดเขาอ้าปากจะส่งเสียงร้อง ในขณะที่เขากำลังอ้าปากหลอดเลือดที่เหมือนต้นถั่วงอกก็พุ่งออกมาจากปากเขาเช่นกัน ปากเขาอ้ากว้างขึ้นมากดูแล้วในปากเหมือนมีต้นถั่วงอกรูปร่างประหลาดเต็มไปหมด

 

       ผู้อาวุโสที่สวมชุดสง่างามเดินเข้ามาจากด้านหลัง เมื่อมาถึงด้านหน้าราชามู่ฉางเยียนผู้อาวุโสท่านนั้นก็โค้งตัวคารวะ “กระหม่อมมาช้าไป อายุมากแล้วฉะนั้นจึงเดินช้ากว่าคนอื่น”

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงมองผู้อาวุโสตรงหน้าแต่ความกลัวที่อยู่ในพระทัยยังเต็มเปี่ยม ทรงไม่ได้กลัวที่พระองค์เองเกือบถูกปลงพระชนม์แต่สิ่งที่ทรงกลัวคือภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าหลูเทียนเหยและเจ้าจื่อซานกลายเป็นคนประหลาด นี่อาจเป็นภาพติดพระเนตรพระองค์ไปตลอดพระชนม์ชีพเลยก็ได้

 

        “ขอบ...ขอบคุณ”

 

        ราชามู่ฉางเยียนตรัสขึ้นด้วยสัญชาตญาณจากนั้นก็ทรงไม่รู้ว่าควรตรัสอะไรต่อ

 

        ผู้อาวุโสยืนตัวตรงจากนั้นก็หันกลับไปมองนอกตำหนักวิหารสวรรค์ “ใกล้รุ่งสางแล้ว”

 

        เขาหันหลังให้ราชามู่ฉางเยียนแล้วมองไปยังด้านนอกตำหนักวิหารสวรรค์ “กระหม่อมจูเก๋อเชียวหยุนจะอยู่ข้างฝ่าบาทและรอพระอาทิตย์ขึ้นเอง”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน