และแล้วพระสนมเหมยหลิงก็กลายเป็นพระสนมที่ฝ่าบาททรงโปรดปรานมากจนถึงขั้นมีรับสั่งให้พระนางย้ายตำหนักไปอยู่ตำหนักใหม่ที่ใกล้ตำหนักของฝ่าบาท
ฮองเฮาทรงทราบเข้าพอดีพระองค์ทรงรีบสั่งการให้องครักษ์ผิงหลางย้ายไปอารักขาพระสนมที่ถูกลืมอีกคนนั่นก็คือ พระสนมจางชุ่ยแทน เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่าบาททรงทอดพระเนตรเห็นผิงหลางซึ่งนั่นจะนำไปสู่การกระตุ้นให้ฝ่าบาททรงมีพระดำริแต่งตั้งให้ผิงหลางเป็นพระสนมอีก
ผิงหลางเดินทางไปถึงตำหนักพระสนมพระองค์ใหม่ก็พบว่าบรรยากาศในตำหนักช่างดูวังเวงไร้ซึ่งผู้คนนางก็เลยคาดการณ์ได้ว่าที่นี่ไร้ซึ่งนางกำนัลและกงกงอีกเช่นเคยสักพักนางก็ได้ยินเสียงร้องไห้
ผิงหลางคิดในใจว่า “ที่นี่คงไม่มีผีหรอกนะ”
“ฮือฮือ ฮือฮือ ฮือฮือ”
ผิงหลางเดินไปตามเสียงและลุ้นว่าเสียงร้องไห้นั่นจะใช่เสียงคนหรือไม่จนกระทั่งนางเดินไปเห็นผู้หญิงสวมเครื่องแต่งกายผ้าดิบกำลังไว้ทุกข์ให้ใครสักคนและนางนั้นกำลังเผากระดาษเงินกระดาษทองอยู่หลังตำหนัก
“ถวายบังคมเพคะ พระสนมจางชุ่ย”ผิงหลางคารวะ
พระสนมทรงปาดน้ำตาและตรัสว่า “เจ้าเป็นใครและมาทำอะไรที่นี่”
“หม่อมฉันชื่อผิงหลาง เป็นทหารองครักษ์ที่จะมาคอยอารักขาพระองค์เพคะ”ผิงหลางแนะนำตัว
“พระสนมที่ถูกลืมอย่างเราจำเป็นต้องมีคนมาคอยอารักขาด้วยอย่างนั้นหรือ”พระสนมจางชุ่ยทรงแปลกพระทัย
“ยังไงพระองค์ก็ทรงเป็นพระสนมนะเพคะว่าแต่พระองค์ทรงไว้ทุกข์ให้ใครอย่างนั้นหรือ” ผิงหลางอยากรู้
“สามีของเราเอง” พระสนมจางชุ่ยตรัสเสียงเศร้า
“อะไรนะเพคะ! หมายถึงฝ่าบาทอย่างนั้นหรือเพคะ” ผิงหลางตกใจ
“สามีของเราไม่ใช่ฝ่าบาท”พระสนมจางชุ่ยตรัสเสียงแข็ง
“หมายความว่ายังไงเพคะหม่อมฉันงงไปหมดแล้ว” ผิงหลางเกาหัว
“สมัยก่อนเราเป็นเพียงหญิงชาวบ้านที่อยู่ตามท้องไร่ท้องนาและเราก็ได้แต่งงานกับเหลยซู่ที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียง แม้อัตคัดขัดสนแต่พวกเราก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขจนกระทั่งวันหนึ่งฝ่าบาทเสด็จมาเยี่ยมเยียนราษฎร เรากับสามีไปนั่งรอรับเสด็จพร้อมๆกับชาวบ้านคนอื่นๆ ในตอนนั้นฝ่าบาททรงทอดพระเนตรมาที่เราและเกิดถูกพระทัยในรูปโฉมของเราเข้าดังนั้นตกกลางคืนฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้นักฆ่าสวมชุดดำแล้วลักพาตัวเราที่กระท่อมกลางทุ่งนาสามีของเราไม่ยอม เขาพยายามขัดขวางสุดชีวิตแต่แล้วเขาก็ถูกนักฆ่าฆ่าตายต่อหน้าต่อตาเรา ตอนนั้นเราถึงกับช็อคหมดสติไปนักฆ่าคนนั้นจึงอุ้มตัวเราไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท พอเราฟื้นเราก็รีบคุกเข่าขอพระเมตตาให้พระองค์ทรงยอมปล่อยเราไปแต่แล้วเรากลับถูกย่ำยีและกลายเป็นคนของพระองค์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาในตอนนั้นเรารู้สึกทุกข์ใจมากที่เราได้กลายเป็นผู้หญิงน่ารังเกียจทรยศสามีตัวเองแม้เราจะไม่เต็มใจ แต่ฝ่าบาทก็ทรงใช้วิธีขืนใจเราทุกคืนจนกระทั่งเราตั้งครรภ์เนื่องจากเราเป็นผู้หญิงที่มีสามีแล้วดังนั้นฝ่าบาทจึงทรงดำริว่าเด็กในครรภ์อาจไม่ใช่ลูกของพระองค์ดังนั้นเราจึงถูกบังคับให้กินยาขับเลือดและตั้งแต่นั้นว่าฝ่าบาทก็ทรงไม่สนพระทัยใยดีเราอีกเลย” พระสนมจางชุ่ยทรงเล่าทั้งน้ำตา
“ทำไมฝ่าบาทถึงทรงอำมหิตเช่นนี้เพคะ”ผิงหลางไม่อยากจะเชื่อ
“เรารู้สึกผิดต่อสามีมากเราทำได้เพียงไว้ทุกข์ให้สามีของเราเท่านั้น” พระสนมจางชุ่ยตรัส
“ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของพระองค์พระองค์ทรงอย่าโทษตัวเองเลยนะเพคะ สามีของพระองค์ทรงอยากเห็นพระองค์ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขมากกว่า”ผิงหลางกล่าว
“เราเคยคิดฆ่าตัวตายแล้วแต่ไม่เคยทำสำเร็จสักครั้ง เราก็เลยคิดว่าสามีของเราคงอยากให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไป”พระสนมจางชุ่ยตรัส
“ทรงเสวยอะไรหรือยังเพคะหม่อมฉันจะไปยกสำรับอาหารมาให้” ผิงหลางเปลี่ยนเรื่อง
“เราทำอาหารทานเองเราจะเข้าครัวแสดงฝีมือให้เจ้าเอง” พระสนมจางชุ่ยทรงอาสา
“ทรงไปขอวัตถุดิบมาจากโรงครัวงั้นหรือเพคะ”ผิงหลางสงสัย
“เราปลูกพืชกินเองน่ะหากวันไหนเราอยากทานเนื้อสัตว์ เราค่อยไปขอแผนกโรงครัว” พระสนมจางชุ่ยทรงเคยเป็นชาวบ้านมาก่อนพระนางก็เลยทรงเคยชินกับชีวิตที่ไม่มีนางกำนัล
“ดูพระองค์ทรงมีความสุข ที่ เอ่อฝ่าบาททรงไม่เสด็จมาที่ตำหนักนี้นะเพคะ” ผิงหลางกล่าว
“เราก็ได้แต่ภาวนาไม่ให้ฝ่าบาททรงจดจำเราได้เมื่อคืนเราก็พยายามหามุมอับ โชคดีที่เราไม่ได้เลือกที่นั่งตรงพระสนมเหมยหลิงนะ”พระสนมจางชุ่ยเกือบเลือกตำแหน่งตรงพระสนมเหมยหลิงในงานเลี้ยงฉลอง
“ตอนนี้พระสนมเหมยหลิงทรงกลายเป็นที่โปรดปรานไปแล้วเพคะ”ผิงหลางคิดว่าชีวิตคนเรานั้นไม่แน่นอนเพราะเมื่อวานพระนางยังเป็นพระสนมที่ถูกลืมอยู่เลย
“เจ้าไปนั่งรอที่โต๊ะเถิดเราจะยกสำรับมาให้” พระสนมจางชุ่ยตรัส
“แต่หม่อมฉันเป็นบ่าวนะเพคะ”ผิงหลางคิดว่าไม่ควรให้เจ้านายเป็นผู้บริการ
“เจ้าอยู่ที่นี่ให้ปฏิบัติกับเราเหมือนเพื่อนคนหนึ่งเถิดเราไม่เคยชินกับการที่ต้องมีใครมารับใช้เรา” พระสนมจางชุ่ยทรงต้องการเพื่อนไม่ใช่สาวใช้หรือทหารองครักษ์
“ให้หม่อมฉันไปช่วยยกดีกว่าเพคะ”ผิงหลางกล่าว
“เจ้าอยู่ที่นี่ก็ดีเหมือนกันเราจะได้มีเพื่อนคุยบ้าง” พระสนมจางชุ่ยเสด็จนำทางไปที่ครัวในตำหนักของพระองค์
“สัญญากับหม่อมฉันจะได้มั้ยเพคะว่าพระองค์ทรงจะมีชีวิตอยู่อย่างเข้มแข็งห้ามคิดสั้นเด็ดขาด” ผิงหลางกล่าว
“แน่นอน! เราจะอดทนรอวันได้รับอิสรภาพเราคงได้ไปใช้ชีวิตอยู่นอกวังในสักวัน” พระสนมจางชุ่ยตรัสอย่างมีความหวัง
“หม่อมฉันก็รอวันนั้นเช่นกันเพคะ”ผิงหลางคิดในใจว่า “คงมีสักวันที่การกอบกู้บัลลังก์จะสำเร็จ”
******************************
พอถึงวันประกอบพิธีบูชายัญซึ่งมีแผนว่าจะจัดพิธีกรรมในค่ำคืนนี้ ในตอนเช้าตรู่เหวยเหนียงจึงมีแผนว่าจะไปพบท่านหยางสือเพื่อปรึกษาหารือเรื่องช่วยเด็กน้อยวัย 8 ขวบแต่ทว่า
“ท่านป้าเป็นอะไรหรือเปล่าเจ้าคะทำไมร้องไห้ตาบวมแบบนั้น” เหวยเหนียงตกใจ
ท่านแม่ของซูเยี่ยนเดินเข้าไปสวมกอดอดีตลูกสะใภ้ “ฮือฮือเหวยเหนียง! เจ้าต้องช่วยลูกชายของข้าด้วยนะ”
“เกิดอะไรขึ้นกับซูเยี่ยนอย่างนั้นหรือเจ้าคะ”เหวยเหนียงอยากรู้
“ฮือฮือลูกชายข้าต้องโทษคดีคบชู้กับพระสนมปิงปิง เขาถูกจับกุมตัวเข้าคุกหลวงและฝ่าบาทก็ทรงตัดสินให้ประหารชีวิตวันพรุ่งนี้ตอนเที่ยงตรง” ท่านแม่ของซูเยี่ยนเล่าทั้งน้ำตา
“อะไรนะเจ้าคะ” เหวยเหนียงตกใจมาก นางคิดในใจว่า “กะแล้วเชียวท่านคงไม่อาจตัดใจจากพระสนมปิงปิงได้”
“เจ้าต้องช่วยชีวิตเขานะข้ามีลูกชายอยู่คนเดียว หากเขาตายไป ข้าจะอยู่ได้อย่างไร” ท่านแม่ของซูเยี่ยนขอร้อง
“ท่านยังมีซูหลินนะเจ้าคะ”เหวยเหนียงกล่าว
“แต่ข้าไม่อยากเสียลูกไปจริงๆได้โปรดเถอะเหวยเหนียง ข้าไม่เชื่อว่าลูกชายข้าจะทำเรื่องผิดมโนธรรมเช่นนั้นข้าเป็นคนสอนให้เขารักษาจารีตประเพณี ดังนั้นเขาต้องถูกปรักปรำอย่างแน่นอน”ท่านแม่ของซูเยี่ยนเชื่อใจลูกชาย
“เอ่อขอให้ข้าคิดแผนการก่อนนะเจ้าคะ” ตอนนี้เหวยเหนียงยังคงคิดอะไรไม่ออก
“ได้โปรดเห็นแก่ที่ซูเยี่ยนเป็นอดีตสามีของเจ้าเถอะนะแม้เขาจะไม่ใช่สามีที่รักและดูแลเจ้าเป็นอย่างดีแต่อย่างน้อยพวกเจ้าก็เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา” ท่านแม่ของซูเยี่ยนกล่าว
“เจ้าค่ะข้าจะไปส่งท่านกลับบ้านเพื่อสงบสติอารมณ์ก่อนจากนั้นข้าจะรีบไปพบท่านหยางสือเพื่อหารือเรื่องนี้นะเจ้าคะ” เหวยเหนียงต้องการที่ปรึกษา
“ขอบใจนะเหวยเหนียง” ท่านแม่ของซูเยี่ยนยอมกลับบ้านแต่โดยดี
เหวยเหนียงจึงเดินไปส่งท่านป้ากลับบ้านพอนางออกมาจากบ้านของซูเยี่ยน นางก็เดินอย่างเหม่อลอย นางคิดในใจว่า “แล้วคืนที่เจ้าบอกกับพระสนมปิงปิงว่าเจ้ารักข้ามันคืออะไร เจ้าแค่พูดเพื่อให้พระสนมปิงปิงยอมตัดใจจากเจ้าใช่มั้ยในที่สุดเจ้าก็ยังรักพระสนมปิงปิงอยู่ เจ้าไม่อาจตัดใจจากพระนางได้จริงๆแล้วแบบนี้ข้าจะช่วยเจ้าได้อย่างไร ในเมื่อเจ้ากับพระนางกล้ามีอะไรกันและโชคร้ายที่ฝ่าบาททรงจับได้เช่นนี้”
สักพักเหวยเหนียงก็เกือบจะชนเข้ากับผิงหลาง
“เหวยเหนียง!” ผิงหลางเรียก
เหวยเหนียงตื่นจากภวังค์ นางมองเห็นเพื่อนนางก็เลยเดินเข้าไปสวมกอดเพื่อนร้องไห้ “ฮือฮือซูเยี่ยนกล้าทำแบบนี้ได้อย่างไร ถึงเขายังรักพระสนมปิงปิงอยู่แต่เขาก็ควรหักห้ามใจสิ ตอนนี้ข้าจะช่วยเขาได้อย่างไร ในเมื่อฝ่าบาททรงจับได้แล้วว่าซูเยี่ยนกับพระสนมปิงปิงลักลอบได้เสียกัน”
“เจ้ารู้เรื่องนี้แล้วงั้นหรือ”ผิงหลางกอดปลอบ
“ท่านป้ามาขอร้องให้ข้าช่วยชีวิตซูเยี่ยนข้าควรทำอย่างไรดี” เหวยเหนียงยังไม่เห็นหนทาง
“พวกเรารีบไปที่ฐานลับของท่านหยางสือก่อนข้าจะเล่าทุกอย่างให้เจ้าฟังเอง” ผิงหลางกล่าวเสียงเครียด
เหวยเหนียงคลายอ้อมกอดแล้วปาดน้ำตาและรีบกล่าวว่า “หมายความว่ายังไง”
“ขอข้าเล่าทีเดียวเถิดนะเหวยเหนียงข้าขอรับรองด้วยเกียรติของข้าว่าท่านซูเยี่ยนถูกปรักปรำจริงๆ ” ผิงหลางรับประกันให้อดีตแม่ทัพ
เหวยเหนียงเห็นว่าผิงหลางแสดงสีหน้าตึงเครียดนางก็เลยยอมฟังและเดินตามผิงหลางไปที่ฐานลับของท่านหยางสือ
******************************
ณ ฐานลับของท่านหยางสือ
เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญดังนั้นท่านหยางสือและฮูหยินจึงพาเหวยเหนียงและผิงหลางไปคุยกันที่ในห้องลับทั้งสามกำลังรอฟังผิงหลางเล่าความเป็นมาอย่างใจจดใจจ่อ
“ข้าเล่าเลยนะ เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อคืน ฮองเฮาทรงมีรับสั่งให้ทหารองครักษ์ทุกคนพักงานได้หนึ่งคืนดังนั้นข้าจึงชวนท่านซูเยี่ยนลอบไปช่วยพาเด็กผู้หญิงวัย 8 ขวบหนีดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ซูเยี่ยนจะอยู่ที่ตำหนักของพระสนมปิงปิง” ผิงหลางเกริ่นเรื่อง
“หรือว่าจะเป็นแผนการของฮองเฮา”หยางสือสงสัย
“แล้วช่วยเด็กสำเร็จหรือไม่”ซูหลินอยากรู้
“มันเป็นกับดักที่ตำหนักของฮองเฮาไม่มีเด็กสักคนและพระองค์ก็ทรงมีรับสั่งให้ทหารแอบซุ่มคอยจับกุมพวกเราโชคดีที่ข้ากับท่านซูเยี่ยนได้หนีทางช่องลับทันเวลาพอดี ดังนั้นทหารจึงจับพวกเราไม่ได้เมื่อคืนท่านซูเยี่ยนจึงไปพักที่บ้านของข้าชั่วคราวเพื่อรอให้ทหารหยุดค้นหาพวกเราก่อน” ผิงหลางเล่า
“แล้วใครกันล่ะที่ลอบมีความสัมพันธ์กับพระสนมปิงปิง”เหวยเหนียงสงสัย
“ชายคนนั้นไม่ใช่ท่านซูเยี่ยนอย่างแน่นอนเขาต้องปลอมเป็นซูเยี่ยนและหลอกมีความสัมพันธ์กับพระสนมปิงปิงเพื่อปรักปรำท่านซูเยี่ยนเขาจงใจนอนกอดพระนางตลอดทั้งคืนเพื่อรอให้ฝ่าบาทเสด็จมาทอดพระเนตรพอพระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นเข้าซูเยี่ยนตัวปลอมก็รีบแต่งตัวแล้วรีบหนีไปต่อหน้าพระพักตร์ของฝ่าบาททิ้งให้พระสนมต้องเผชิญหน้ากับพระองค์โดยลำพัง ในตอนนั้นฝ่าบาททรงกริ้วมากจนกระทั่งเผลอชิงดาบจากทหารองครักษ์และแทงกลางอกของพระนางพระสนมปิงปิงทรงสิ้นพระชนม์โดยพลัน พระนางทรงไม่มีโอกาสที่จะตรัสอะไรได้เลย”ผิงหลางเล่า
“แผนการจัดฉากต้องเป็นแผนการของฮองเฮาแต่แผนการนี้เป็นแผนการเพื่อกำจัดพระสนมปิงปิงเพราะพระนางเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทหรือเปล่านะ” ท่านหยางสือสงสัย
“ไม่น่าใช่นะเจ้าคะน่าจะเป็นแผนการกำจัดท่านซูเยี่ยน เขาต้องถูกประหารวันพรุ่งนี้แล้ว” ผิงหลางคาดการณ์
“ไม่ใช่! เป็นแผนการกำจัดข้าต่างหาก”เหวยเหนียงกล่าว
“หมายความว่ายังไง” ผิงหลางสงสัย
“ข้าจะไปช่วยเด็กผู้หญิงคนนั้นและซูเยี่ยนเอง”เหวยเหนียงเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว
“จะช่วยได้อย่างไรเจ้าเป็นเพียงผู้หญิงอ่อนแอคนหนึ่งเท่านั้น” ท่านหยางสือกล่าว
“ข้าต้องเข้าเฝ้าฮองเฮาและต่อรองกับพระนางด้วยตัวเองเจ้าค่ะ”เหวยเหนียงกล่าว
“ให้ข้าพาพรรคพวกไปปล้นคุกดีกว่ามั้ยจะได้ช่วยได้ทั้งเด็กและซูเยี่ยนด้วย” ท่านหยางสือเสนอ
“ไม่มีประโยชน์หรอกเจ้าค่ะพระองค์ทรงเตรียมการไว้แล้ว ทรงวางกองกำลังลอบจับพวกท่านอยู่ตอนนี้ไม่มีใครล่วงรู้ที่ซ่อนของเด็กและซูเยี่ยนเลยสักคนขืนส่งพรรคพวกไปช่วยพวกเขา ตัวพวกท่านเองจะถูกจับไปเปล่าๆ ” เหวยเหนียงไม่เห็นด้วย
“เจ้ามั่นใจงั้นหรือว่าจะช่วยพวกเขาได้”ผิงหลางสงสัย
“ข้าไม่มั่นใจขนาดนั้นหรอก”เหวยเหนียงรู้สึกกังวลเพราะนางรู้ตัวว่าตนเองกำลังมีเคราะห์
“ให้พรรคพวกของข้าคุ้มกันเจ้าดีมั้ย”ท่านหยางสือเสนอ
“อย่าเลยท่านหยางสือข้าไม่อยากให้พรรคพวกของท่านถูกจับกุม ให้ผิงหลางไปกับข้าก็พอเจ้าค่ะ” เหวยเหนียงกล่าวเพราะนางไม่อยากให้ท่านหยางสือสูญเสียกำลังพลโดยใช่เหตุ
“ข้าสัญญาว่าจะปกป้องเหวยเหนียงเองเจ้าค่ะ”ผิงหลางกล่าวคำมั่น
“ข้าจะรีบไปหารือกับชายนิรนามเผื่อเขาจะช่วยอะไรได้บ้าง” ท่านหยางสือกล่าว
“ขอบคุณเจ้าค่ะ งั้นตอนนี้ข้าขอตัวก่อน”เหวยเหนียงกล่าว
******************************
ณ ที่ประทับของฝ่าบาท
“ทรงเสียพระทัยงั้นหรือเพคะ”ฮองเฮาทรงสังเกตสีพระพักตร์ของฝ่าบาทได้
“ทั้งๆที่เจ้าบอกแผนการให้เราฟังแล้ว แต่พอเราเห็นภาพที่สนมปิงปิงนอนกอดกับชายที่ปลอมตัวเป็นซูเยี่ยนเราเห็นแล้วก็โกรธจัด เราก็เลยพลั้งมือฆ่าสนมปิงปิงตาย” ฝ่าบาททรงรู้สึกผิด
“เรื่องมันเกิดขึ้นแล้วเพคะค่อยจัดพิธีศพให้สมเกียรติก็ได้” ฮองเฮาตรัส
“แต่นางถือว่ามีความผิดฐานคบชู้สู่ชายเราจัดพิธีศพให้สมเกียรติให้นางไม่ได้น่ะสิ” ฝ่าบาทตรัส
“มันก็จริง ทรงอย่าคิดมากเลยเพคะพระสนมปิงปิงจะต้องภูมิใจที่นางมีส่วนช่วยให้พระองค์สามารถกำจัดเสี้ยนหนามอย่างเหวยเหนียงได้”ฮองเฮาตรัส
“แล้วเหวยเหนียงจะยอมมาพบเจ้าเพื่อขอชีวิตซูเยี่ยนอย่างนั้นหรือ”ฝ่าบาททรงสงสัย
“หม่อมฉันดูออกว่านางรักซูเยี่ยนมากแม้เขาจะเคยความจำเสื่อมกลายสภาพเป็นเด็กก็ตามอีกอย่างนางคงต้องการช่วยเหลือเด็กที่เป็นลูกบุญธรรมของหม่อมฉันให้พ้นจากการบูชายัญด้วยเพคะ”ฮองเฮาทรงทราบดีว่าเหวยเหนียงคงไม่ยอมปล่อยให้ซูเยี่ยนและเด็กน้อยตายเป็นแน่
“เพื่อการใหญ่ก็คงต้องมีการเสียสละกันบ้างสินะ” ฝ่าบาทตรัส
“ไหนว่าพระองค์ทรงโปรดสนมเหมยหลิงแล้วไม่ใช่หรือเพคะ” ฮองเฮาทรงดำริว่าฝ่าบาททรงโปรดพระสนมองค์ใหม่แล้ว
“ก็จริง! คืนนี้เราไปหานางดีกว่า”ฝ่าบาทตรัส
ฮองเฮาทรงทอดพระเนตรดูพระสวามีเสด็จไปหาผู้หญิงคนอื่นด้วยพระทัยที่เจ็บช้ำแต่พระนางก็ทรงพยายามข่มพระทัยให้ได้มากที่สุดและทรงพยายามไม่แสดงอาการให้พระสวามีรับรู้ฮองเฮาทรงจับไปที่ท้องและตรัสพึมพำว่า “ไม่เป็นไร แม่ยังมีเจ้าต่อไปเจ้าจะเป็นองค์รัชทายาทคอยสืบต่อบัลลังก์เสด็จพ่อของเจ้าต่อไป”
******************************
ตกเย็นเหวยเหนียงเตรียมตัวเดินทางไปเข้าเฝ้าฮองเฮา นางสูดลมหายใจลึกๆก่อนเดินออกไปจากกระท่อม แต่ทว่าอยู่ดีๆ ชายนิรนามที่สวมชุดดำก็มาหาเหวยเหนียง
“ท่านเป็นใครอย่างนั้นหรือ”เหวยเหนียงตกใจนึกว่าคนร้าย
“ข้าคือคนที่ท่านหยางสือส่งมา”ชายชุดดำกล่าวอ้าง
“ท่านมีธุระอะไรกับข้างั้นหรือ”เหวยเหนียงสงสัย
“กำแพงมีหูประตูมีช่องข้าต้องกระซิบบอกท่าน” ชายชุดดำกล่าว
“งั้นว่ามาสิ” เหวยเหนียงยอมรับฟัง
ชายชุดดำกระซิบอะไรบางอย่างกับเหวยเหนียงจากนั้นเขาก็เดินออกไปจากกระท่อม ทำให้เขาเดินสวนทางกับผิงหลาง
“เจ้าเป็นใครน่ะ” ผิงหลางจับกระบี่ไว้มั่น
ชายชุดดำตกใจ เขารีบกระโดดหนีหายไปทันที
ผิงหลางตามไม่ทัน นางคิดในใจว่า “ทำไมกลิ่นของเขาช่างเหมือนองค์ชายหกไม่มีผิดแต่ไม่ใช่พระองค์หรอก ป่านนี้ทรงไปเที่ยวสำราญอยู่ที่ไหนสักแห่งแล้ว”
“มาแล้วหรอผิงหลางพวกเรารีบไปกันเถอะ” เหวยเหนียงทัก
“ชายคนนั้นมาหาเจ้าทำไม” ผิงหลางอยากรู้
“เขามาขอให้ข้าดูดวงให้เขาน่ะ”เหวยเหนียงจำต้องโกหก เพราะนางรับปากกับเขาไว้แล้วว่าจะไม่บอกใคร
“เจ้าแน่ใจนะว่าจะเผชิญหน้ากับฮองเฮา”ผิงหลางสงสัย
“นี่คือมติสวรรค์ข้าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” เหวยเหนียงพร้อมเผชิญหน้า
“หากท่านซูเยี่ยนรู้เขาต้องไม่ยอมให้เจ้าไปเสี่ยงอันตรายแบบนี้แน่” ผิงหลางรู้ดีว่าอดีตแม่ทัพรักเหวยเหนียงมาก
“ห้ามให้เขารู้เด็ดขาดเจ้าสัญญากับข้านะว่าจะไม่บอกเขาเรื่องนี้” เหวยเหนียงกำชับ
“แต่ว่า” ผิงหลางลังเล
“ถ้าเจ้ายังเห็นว่าข้าเป็นเพื่อนก็ห้ามบอกเขา” เหวยเหนียงยื่นคำขาด
“ก็ได้! ข้าสัญญา”ผิงหลางกล่าว
******************************
ณ ตำหนักของฮองเฮา
“ถวายบังคมเพคะ” หญิงสาวทั้งสองแสดงความเคารพ
“มีอะไรอย่างนั้นหรือเหวยเหนียง”ฮองเฮาทรงรอฟังทั้งๆ ที่ทรงพอจะเดาออก