ณ บ้านพักของฟานอวี่ยามพลบค่ำ
“เหนื่อยชะมัด ใครมันจะไปคิดล่ะว่าการหาวิชาที่เหมาะสมมันจะลำบากขนาดนี้ โอ้ย~”
ฟานอวี่บ่นไปมากับตนเองขณะเดินกลับไปยังบ้านพักพร้อมกับบิดลำตัวเพื่อคลายความเมื่อยล้าจากการอ่านตำรามานับไม่ถ้วน
*เสียงทำอาหาร*
“หืม? เ้าเด็กนั้นทำอาหารเป็กับเขาด้วยงั้นรึ?”
เมื่อได้ยินเสียงตะหลิวกระทบกับกระทะดังมาจากห้องครัว ฟานอวี่ก็อดใจไม่ไหวที่จะเปิดเข้าไปดู หากเป็ยามปกตินางคงนอนพักสักครู่ก่อนจะออกจากสถาบันเพื่อไปยังร้านอาหารใกล้ๆนี้
“ท่านกลับมาแล้วอย่างงั้นรึท่านอาจารย์ ท่านไปรอที่โต๊ะก่อนเลย เดี๋ยวเสร็จแล้วข้าจะยกอาหารไปให้”
เมื่อเห็นว่ากูเฉินก้มหน้าก้มตาผัดอาหารที่อยู่ภายในกระทะโดยที่ไม่ได้หันกลับมามอง ฟานอวี่จึงเดินไปยังโต๊ะอาหารและนั่งรอกูเฉินทำอาหารจนเสร็จ
“เสร็จแล้วขอรับ หมูผัดซอสเปรี้ยวหวานกับหม่าโผ่วโตฟุ(ผัดเต้าหู้ทรงเครื่องสไตล์เสฉวน)”
ผ่านไปไม่นานมากนัก กูเฉินก็ยกถาดใส่อาหารมายังโต๊ะพร้อมวางพวกมันลงบนโต๊ะอย่างดีราวกับว่ามาทานที่ร้านอาหาร พร้อมยกหม้อข้าวมาตั้งข้างๆเลย
“หากไม่อิ่มล่ะก็ท่านบอกข้าได้นะท่านอาจารย์ แต่ท่านต้องไปทำเพิ่มเองนะ”
ความรู้สึกซาบซึ้งที่มีลูกศิษย์ดีๆกำลังจะมา แต่มันก็ถูกหยุดไว้ด้วยการกวนเบื้องล่างของกูเฉิน ทำให้ฟานอวี่แทบจะปาตะเกียบที่กำลังคีบหมูอยู่ใส่หน้าเขาเลยทีเดียว
เมื่อทานอาหารเสร็จแล้วฟานอวี่จึงไปอาบน้ำ ส่วนกูเฉินก็ล้างถ้วยหม้อจานชามอยู่ภายในห้องครัวจนเสร็จแล้วเขาก็นอนพักบนโซฟาภายในห้องนั่งเล่น ก่อนจะผลอยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าสะสมที่ไม่ได้นอนมาหลายวันหลายคืน
“ไอ้ลูกศิษย์คนนี้ จะนอนก็ไม่ไปที่ห้องนอน ผ้าก็ไม่ห่ม เป็หวัดขึ้นมาจะทำยังกันฮะ”
ฟานอวี่บ่นออกมาเมื่อเห็นว่ากูเฉินนอนอยู่ในห้องนั่งเล่นโดยไม่ห่มผ้า นางจึงเดินไปยังห้องนอนอีกห้องหนึ่งเพื่อเอาผ้ามาห่มให้กูเฉินที่นอนหลับลึกอยู่บนโซฟา ก่อนที่นางจะไปนอนยังห้องของตนเองที่มันสะอาดอย่างกับเข้าผิดห้องเลย
.
.
.
เช้าวันต่อมา ด้านโรงฝึกของฟานอวี่
“เอาล่ะเด็กๆ ถึงจะเป็วันแรกที่ข้าจะได้สอนพวกเ้าก็เถอะ แต่วันนี้เราจะใช้สนามฝึกร่วมกับอาจารย์ฟางอิง”
ฟานอวี่กล่าวออกมาพร้อมกับหยิบตำราเล่มบางสองเล่มออกมาจากที่ใดก็ไม่ทราบพร้อมส่งพวกมันให้กูเฉินกับเสี่ยวชิงคนละเล่ม
“ภายในนั้นเป็วิชาที่ข้าประยุกต์มาจากวิชาต่างๆเพื่อให้เข้ากับพวกเ้า อย่างน้อยก็หวังว่าล่ะนะ เอาล่ะตามข้ามาได้แล้ว”
เมื่อกล่าวเสร็จฟานอวี่จึงเดินนำทั้งสองไปยังลานฝึกซ้อม ซึ่งมันก็คือลานประลองแบบปิดดีๆนี่แหละ เพราะถ้าขืนให้ทั้งคู่ทดลองวิชาใหม่ที่นี่โรงฝึกเน่าๆแห่งนี้ล่ะก็ เละเทะเป็แน่แท้
.
.
.
ณ ลานฝึกซ้อมภายในสถาบัน
“มิน่าล่ะท่านถึงให้ฝึกร่วมกันกับชั้นของอาจารย์ฟานอิง รวมพวกข้าสองคนสองคนเข้าไปแล้วยังไม่ถึงสิบคนด้วยซ้ำ”
เมื่อกูเฉินเห็นจำนวนลูกเสร็จของฟางอิงเขาก็พูดออกมาอย่างไม่เกรงใจผู้ใด จนทำให้ลูกศิษย์ของคนของอาจารย์ฟางอิงเริ่มไม่พอใจกูเฉิน
“ฮ่าๆๆ อาจารย์ขอโทษด้วยละกันที่ทำให้เ้าต้องผิดหวัง อาจารย์อันดับบ๊วยกับอันดับรองบ๊วยเอามารวมกันได้ขนาดนี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว ฮ่าๆๆ”
ชายผมสีฟ้าน้ำทะเลหน้าตาเรียวคมร่างกายสมส่วนที่ใส่ชุดของอาจารย์สถาบันลู่ได้หัวเราะออกมาหลังจากได้ยินคำพูดของกูเฉิน และเขาคนนี้ก็คืออาจารย์ฟางอิง คู่หูของอาจารย์ฟานอวี่ เพราะทั้งคู่ต้องสอนลูกศิษย์ร่วมกับแบบนี้ตลอดเพราะคนมันน้อย
“ต้องขอโทษด้วยนะที่เ้าเด็กนี่ชอบพูดจาแบบนี้ แต่ถึงจะเป็แบบนั้นฝีมือก็ใช่เล่นเลยล่ะ”
ฟานอวี่ได้กล่าวขอโทษแทนกูเฉินที่มันปากไม่ค่อยจะดี เพราะนางและเขามีความััที่ดีต่อกันมาโดยตลอดจึงไม่ได้ถือโทษโกรธกัน
“เอาน่าๆ ข้าไม่ได้โกรธสักหน่อย ข้าว่าลูกศิษย์ของเ้าน่าจะรู้จักกับลูกศิษย์ของข้านะ”
เมื่อได้ยินฟางอิงกล่าวออกมาแบบนั้น กูเฉินจึงกวาดสายตามองอีกครั้ง ทำให้เขาเห็นเด็กสาวผมสีดำขลับหน้าตาอย่างกับถอดแบบมาจากคุณนายฮง
“หา!? ซื่อหยา ทำไมเ้าถึงเป็ลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ฟางอิงได้ล่ะ”
กูเฉินถึงกับใเมื่อเห็นว่าคนรู้จักที่ฟางอิงหมายถึงนี่ก็คือฮงซื่อหยาลูกสาวของฮงฉวน
“ข้าถูกหลอกมา จะขอยกเลิกก็ไม่ได้อะมันผิดกฏ”
ซื่อหยาเอ่ยออกมาเบาอย่างกับเสียงยุงบินตอมหู ส่วนฟางอิงที่ได้ยินเช่นนั้นก็ทำให้ไม่รู้ไม่ชี้เพราะสุดท้ายเธอก็ยอมรับว่าเขาเป็อาจารย์ที่ดีอยู่ดี
กร๊อบ! กร๊อบ!
“เฮ้ยไอ้ผมยาว ข้าได้ยินมาจากฮงซื่อหยาว่าแกเก่งมากเลยสิ่นะ”
เสียงหักนิ้วดังออกมาจากทางด้านหลังของฟางอิง พร้อมปรากฏร่างของเ้าของเสียงเป็ชายผมตั้งที่มีขนาดร่างกายพอๆกับกูเฉิน แต่หากสังเกตดีๆจะเห็นว่าเขามีมัดกล้ามเนื้อมากกว่ากูเฉิน
“แน่นอน สักยกปะล่ะ”
ไม่รอให้อีกฝ่ายท้าเขาสู้ เปิดก่อนย่อมได้เปรียบ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และดูเหมือนว่าชายคนนั้นจะโมโหมากกว่าเดิมเสียอีก
“ได้แน่นอน มีอะไรก็เอาออกมาให้หมด แพ้แล้วจะได้ไม่มีข้ออ้าง”
ชายคนนั้นตอบรับคำท้าของกูเฉินทันที มันถึงกับทำให้ฟางอิงถอนหายใจพร้อมกับส่ายหน้าไปมา
“ถ้าการประลองครั้งนี้จะช่วยให้พวกเขาพัฒนาขึ้นเ้าคงไม่โกรธข้านะ”
ฟางอิงหันไปถามฟานอวี่ที่ยืนอยู่ข้างๆเสี่ยวชิง
“แน่นอน ข้าก็อยากเห็นเหมือนกันว่าลูกศิษย์ของข้าจะเป็อย่างไรเมื่อต้องสู้กับนักสู้ขั้นกลาง”
นางไม่ได้ห้ามปรามแต่อย่างใด กลับกัน นางอยากจะเห็นมันซะด้วยซ้ำ
“ถ้าอย่างนั้น ชูเล่ย ข้าอณุญาตให้เ้าประลองฝีมือกับกูเฉิน”
เมื่อฟานอวี่เห็นด้วยกับการประลองในครั้งนี้ ฟางอิงจึงประกาศอนุญาตให้ลูกศิษย์ของตนได้ประลองฝีมือ
“เ้าบอกให้ข้าใช้ทุกอย่างที่ข้ามาสิ่นะ งั้นข้าก็ไม่เกรงใจล่ะนะ”
กูเฉินกล่าวออกมาพร้อมกับชักกริชออกมาจากฝัก และใช้พลังปราณลบคมมีดออกไป ก่อนจะนำไปให้อาจารย์ทั้งสองตรวจสอบเพื่อความสบายใจ ถึงภายนอกจะดูเป็เพียงกริชโทรมๆ แต่มันก็เป็ถึงอาวุธชั้นยอดที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร
“เหอะ ก็แค่กริชโทรมๆเ้าคิดว่ามันจะช่วยอะไรเ้าได้รึไง”
เมื่อชูเล่ยเห็นกูเฉินนำกริชออกมาสู้ มันก็ทำให้เขารู้สึกดูแคลนออกมาอย่างช่วยไม่ได้เพราะสภาพของมัน
“หะ! ระวังไอ้ของโทรมๆนี่มันจะตีหัวเ้าด้วยก็แล้วกัน”
[วรยุทธไร้สังกัด : ปลดปล่อยศาสตรา]
ทันทีที่พูดจบ กริชภายในมือซ้ายของกูเฉินก็กลับกลายเป็กระบี่ ราวกับว่ากริชเมื่อครู่เป็เพียงภาพลวงตาอย่างไรอย่างนั้น สร้างความตกตะลึงให้ผู้คนรอบข้างไม่น้อย เพราะไม่เคยมีใครทำอะไรแบบนี้มาก่อน เว้นแต่เพียงซื่อหยาที่ไม่ได้ใอะไรไปด้วยกับเขา
“ระวังตัวด้วยนะ”
ซื่อหยาพูดออกมาเบาๆ ต่างจากตัวเธอที่เคยเป็เมื่ออยู่ภายในเขตตระกูลฮง และเธอก็หมายถึงทั้งคู่นั้นแหละ