Battling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์

    ตอนที่ 50 เหยี่ยวตีนแดงแย่งรังสาลิกา

    BRCO - บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ โดย MingGuang
    ตอนที่ 50 เหยี่ยวตีนแดงแย่งรังสาลิกา
    กรงเล็บยักษ์ประหนึ่งทำจากทองคำพุ่งขึ้นสู่เบื้องบน ปกคลุมทั่วผืนฟ้า!วินาทีนั้นเอง แม้แต่หลินสวินก็ตกตะลึงจนทั้งร่างเย็นเฉียบ นั่นมันอะไรกันกระนั้นเพียงครู่เดียว กรงเล็บทองคำและแสงของมันก็เลือนหายไป ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิม แม้แต่แผ่นดินก็หาได้สั่นสะเทือนอีกต่อไปทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเสียจนหลินสวินไม่ทันตั้งตัว เกิดเหตุอันน่าสะเทือนขวัญนั่นขึ้นได้อย่างไรครั้นคุมสติได้ เขาก็ควบม้าต่อไปด้วยความระแวดระวังกว่าก่อนหมู่เขาสามพันคีรีอันตรายถึงชีวิตอย่างที่คาดไว้ไม่ผิด เพิ่งออกจากหมู่บ้านเฟยอวิ๋นมาไม่ถึงพันลี้ ก็ต้องมาประสบพบกับสถานการณ์ชวนขวัญหนีดีฝ่อเช่นนั้น ซึ่งอาจจะเป็นฝีมือของสัตว์ปีศาจที่คาดไม่ถึงก็เป็นได้ ครั้นไปต่ออีกเพียงสิบกว่าลี้ เขาก็พบเข้ากับรอยแตกของเนินเขา ก้อนหินหลายขนาดหนักตั้งแต่หลายหมื่นชั่งถึงหลายแสนชั่งกระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมดภูมิประเทศละแวกนั้นก็หดหู่และรกร้างจนใจหาย ผิวดินแตกระแหงไร้ชีวิตชีวา ไม่มีแม้หญ้าแทรกตัวขึ้น ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับพงไพรไกลออกไปที่อุดมไปด้วยพืชพรรณนานาชนิดหลินสวินตระหนักได้ว่ากรงเล็บทองคำมหึมานั่นผุดขึ้นมาจากบริเวณนี้ ทว่าไม่อาจแน่ใจได้เลยว่ามันผุดขึ้นมาจากแห่งหนใดทันทีที่ย่างกรายเข้ามาในบริเวณนี้ เจ้าม้าเกล็ดก็เริ่มอยู่ไม่สุขอีกครั้ง กีบเท้าของมันสั่นระริกราวกับจะเซล้มได้ทุกเมื่อความหวาดผวาวาบขึ้นในใจของหลินสวินเช่นกัน เขาไม่หาญกล้าจะอยู่แถวนั้นนานและตัดสินใจค่อยๆ ขี่ม้าอ้อมหลบพื้นที่ตรงนั้นออกมาแทนหลังจากเดินทางออกมาไกลหลายสิบลี้แล้ว ความหวาดหวั่นก็ปลาสนาการไปจากใจเขาในที่สุด เจ้าม้าเกล็ดเองก็กลับมาสงบเสงี่ยมอีกครั้ง“แปลกสิ้นดี” หลินสวินครุ่นคิดอยู่นาน ทว่าก็ยังนึกไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขาส่ายศีรษะไล่ความคิดนั้น คิดเพียงแต่จะต้องเดินทางต่อจนบ่ายแก่ ราตรีใกล้จะเข้ามาปกคลุมเต็มที เขาก็พบเข้ากับลำธารเชี่ยวกรากแห่งหนึ่ง ซึ่งเกิดจากสายน้ำหลากไหลผ่านหุบเขาทั้งหลายลงมาสายน้ำนั้นย้อมสีแดงฉานประหนึ่งโลหิตเดือดพล่านใต้แสงอาทิตย์อัสดง งดงามจับตายิ่งนักหลินสวินลงจากหลังม้าตรงมาริมลำธาร เขาพบพื้นที่ปลอดภัยใกล้กองหินพะเนิน และตั้งใจที่จะค้างแรมตรงนั้นสักคืน ก่อนเริ่มเดินทางต่อพรุ่งนี้เช้าเขาจับปลาสองตัวขึ้นมาจากลำน้ำ จุดกองไฟและเริ่มประกอบอาหารค่ำให้ตัวเองกิน โดยมีม้าของเขานอนเหยียดเกียจคร้านอยู่ใกล้ๆ และกรนอย่างสบายใจเฉิบบรรยากาศรอบตัวตอนนี้ช่างเงียบสงบเป็นพิเศษขณะเดียวกัน ห่างออกไปหลายสิบลี้ คนกลุ่มหนึ่งกำลังก้าวย่างกันอย่างเร็วรี่ หัวหน้ากลุ่มเป็นเพียงชายหนุ่มอายุน้อยสวมชุดคลุมงามสง่า เจ้าของดวงตาหรี่เล็กและจมูกงองุ้มประหนึ่งนกเหยี่ยว แผ่รังสีสังหารอันเลือดเย็นออกมาจากร่าง ข้างๆ เขายังมีบุรุษร่างกายกำยำมากกว่าสิบคนติดตามมา แต่ละคนล้วนดูไม่ธรรมดา โดยเฉพาะชายชราในชุดคลุมสีเทาหนึ่งในนั้น แม้รูปร่างผอมบาง แต่นัยน์ตาของเขาแหลมคมประดุจสายฟ้าฟาดประกายเป็นสีม่วง ลมหายใจลุ่มลึกประดุจขุมนรกอันมืดมิด ชวนประหวั่นพรั่นพรึงเป็นที่สุดกระนั้นดวงหน้าของเขากลับซีดเผือดเล็กน้อย ยิ่งกว่านั้นยังมีรอยแผลน่ากลัวบริเวณหัวไหล่ หนังเปิดออกกินเข้าเนื้อ ลึกเสียจนแทบจะมองเห็นกระดูกขาวโพลนข้างใต้แม้ว่ารอยแผลเป็นนั้นจะหยุดหลั่งเลือดแล้ว ทว่ายังมีประกายแสงสีทองประดุจห่าฝนแผดเผาอยู่ภายใน ทำให้แผลนั้นไม่อาจฟื้นฟูสภาพได้“ต้องขอบคุณผู้อาวุโสสิงเถิง ที่ทำให้เราได้ครอบครองสมบัติชิ้นนั้นจากเจ้าสัตว์เดรัจฉานนั่นเสียที เมื่อกลับไปแล้ว ข้าจะให้บิดาข้าตบรางวัลให้ท่านเพื่อตอบแทนคุณความดีนี้”ชายหนุ่มอายุน้อยซึ่งนำขบวนอยู่ระเบิดเสียงหัวเราะที่เปี่ยมล้นไปด้วยความตื่นเต้นและทะนงตน“คุณชาย ท่านชมข้าเกินไปเสียแล้ว”ชายชราชุดคลุมสีเทาฝืนยิ้มกล่าว หน้าของเขาขาวซีด รอยแผลบนไหล่ยังคงมีเพลิงสีทองไหม้ระริกอยู่ ด้วยสองคิ้วที่ขมวดมุ่น เห็นได้ชัดว่าเขากำลังกัดฟันยับยั้งความเจ็บปวดอย่างเต็มที่“ผู้อาวุโสสิงเถิง ท่านแน่ใจนะว่าไม่เป็นไร”ชายหนุ่มถามด้วยความเป็นห่วง“แม้พลังเพลิงผลาญของสาลิกาลี้ลับจะรุนแรงเหลือเชื่อ แต่หากใช้เวลาหน่อยข้าก็จะกลับมาหายดีได้ กระนั้นด้วยความที่ข้าเหาะเหินไม่ได้เสียแล้ว จึงถ่วงให้ท่านเดินทางได้ช้าลงไปด้วย”ชายชราผู้นั้นให้ความเคารพต่อผู้อ่อนวัยกว่าอย่างชัดเจน ถ้อยคำของเขาเปี่ยมไปด้วยความนอบน้อมพลันชายหนุ่มก็นึกอะไรบางอย่างออก และอดหัวร่อด้วยความพึงพอใจออกมาไม่ได้ “ผู้อาวุโสสิงเถิง ท่านคิดว่าสิ่งนี้คือมหาสมบัติไร้เทียมทาน ที่ท่านราชครูแห่งหอดูดาวหลวงประจำนครต้องห้ามกล่าวถึงรึเปล่า”สิงเถิงตรึกตรองอยู่พักหนึ่งแล้วตอบ “คุณชาย จากที่ข้าคาดเดา ท่านอาจจะเข้าใจถูกแล้วก็เป็นได้ ด้วยเพราะที่มาของสมบัตินี้ก็ยังเป็นปริศนา และแน่นอนว่าไม่ใช่ของเจ้าสัตว์เดรัจฉานตัวนั้น”ชายหนุ่มหัวเราะร่าแล้วกล่าว “อย่างไรก็ดี เรื่องมหาสมบัติไร้เทียมทานนี้ เห็นทีจะดึงดูดบุคคลสำคัญหลายคนจากนครต้องห้ามให้ถ่อมาไกลถึงหมู่เขาสามพันคีรี นับเป็นการรวมตัวกันของเหล่าผู้ทรงพลังและมีอำนาจที่สุด ทั้งยังเป็นที่จับตาของคนทั้งโลกก็ว่าได้ อย่างไรเสียเราก็ได้สมบัตินี่มาไว้ในครอบครองแล้ว เห็นทีคนอื่นจะต้องจนตรอกกันละ!”สิงเถิงขมวดคิ้วมุ่นแล้วแนะ “คุณชาย ระวังคำพูดของท่านเสียบ้างเถิด เราต้องเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่ให้แพร่งพรายออกไป หาไม่แล้วคงมีคนคิดจะมาฉวยเอาไปจากเราเป็นแม่นมั่น”ชายหนุ่มพยักหน้ารำพึง “ใช่ๆ จริงของท่าน”ขณะเดียวกัน ประกายเย็นเยียบก็ฉายผ่านดวงตาของเขา ชายหนุ่มกวาดตามองคณะเดินทางของตนแล้วประกาศ “ได้ยินที่ผู้อาวุโสสิงเถิงบอกแล้วใช่ไหม ต่อแต่นี้ไป ข้าไม่อนุญาตให้ใครพูดถึงเรื่องนี้อีกเป็นอันขาด ใครบังอาจปากพล่อยพูดออกมา ข้าจะจัดการมันผู้นั้นให้ถึงที่สุด”คณะเดินทางรีบตอบรับแข็งขัน “ขอรับ”ไม่นานลำธารกว้างสายยาวก็ปรากฏแก่สายตาของพวกเขา“คุณชาย นี่ก็มืดแล้ว เราค้างแรมกันตรงนี้ก่อน แล้วค่อยเดินทางต่อพรุ่งนี้ดีกว่าไหม”สิงเถิงถามขึ้นในทันใด“เช่นนั้นก็ได้”หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มก็ตอบตกลง สิงเถิงเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาพวกเขาทุกคน ด้วยเพราะมีพลังปราณสูงถึงระดับมหาสมุทรวิญญาณ กระนั้นเขากลับได้รับบาดเจ็บไม่ใช่น้อยๆ ในเมื่อเขาเอ่ยปากขอให้หยุดพักกันก่อน ตนย่อมไม่อาจปฏิเสธได้“คุณชาย เหมือนจะมีใครอยู่ตรงนั้น!”ตอนนั้นเองที่หนึ่งในคณะเดินทางพูดโพล่งขึ้นมา แล้วชี้ไปที่ริมแม่น้ำฝั่งตรงข้ามซึ่งมีควันไฟแลเห็นมาแต่ไกลคณะเดินทางทั้งหมดพลันฉุกใจขึ้นมาทันที ใครก็ตามที่อาจหาญลุกล้ำเข้ามาในเขตหมู่เขาสามพันคีรี ย่อมหาได้เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาเป็นแน่ไหนจะบุคคลระดับสูงอีกมากมายที่พากันแห่มาตามล่ามหาสมบัติไร้เทียมทานกันที่นี่อีกเล่า เห็นท่าจะไม่ดีแน่หากพวกเขาต้องมาปะทะกับยอดฝีมือเอาตอนนี้“ทุกท่านใจเย็นๆ เขาเป็นเพียงเด็กที่เพิ่งบรรลุขั้นที่สี่ของระดับกำลังภายในเท่านั้น”สิงเถิงมองปราดเดียวก็ประเมินสถานการณ์ออก จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสบายอารมณ์“อ้อ อย่างนั้นเราลองแวะไปเยี่ยมเขาสักหน่อยเถอะ”ครั้นสบายใจขึ้นแล้ว ชายหนุ่มก็ใช้วิชาตัวเบานำขบวนทะยานข้ามแม่น้ำไปดังเช่นที่สิงเถิงกล่าวไว้ เขาเป็นเพียงเด็กชายวัยสิบสามจะสิบสี่ สวมเสื้อผ้าเก่าเก็บที่ทอจากป่านหยาบๆ แม้จะสะอาด แต่เมื่อเข้าสู่สายตาคณะของชายหนุ่มแล้ว กลับดูซอมซ่ออย่างเห็นได้ชัดแน่นอนว่าเด็กชายผู้นั้นคือหลินสวินนั่นเองเขาเองก็เพิ่งรับรู้ได้ว่ากำลังมีคนเข้ามาใกล้ ยามเห็นว่าคนกลุ่มหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาทางเขา ก็อดตกใจอยู่ลึกๆ ไม่ได้หากเขาประเมินไม่ผิด แทบทุกคนในนั้นบรรลุระดับจิตผสานวิญญาณกันหมดแล้ว เพราะต่างก็แผ่รัศมีของจิตผสานวิญญาณออกมากันทั้งสิ้นต้องใช่เป็นแน่ไหนจะบรรยากาศของชายชราในชุดคลุมสีเทาผู้นั้น ที่น่าครั่นคร้ามกว่าเป็นไหนๆ อีกเล่า!ได้เห็นกลุ่มคนปรากฏตัวขึ้นกลางดงพงไพรเช่นนี้ ก็ทำให้หลินสวินหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะระแวงไว้ก่อน“ฮ่า ดูเหมือนจะเป็นเด็กดอยที่อาศัยอยู่ในเขตหมู่เขาสามพันคีรีแห่งนี้”ชายหนุ่มเหลือบมองหลินสวินแล้วย่นจมูกใส่ด้วยท่าทีรังเกียจ ก่อนโบกมือไล่พลางกล่าว “ไอ้หนู พวกข้าจะค้างแรมที่นี่คืนนี้ หากเจ้ายังมีสมองก็จงไสหัวไปเสีย วันนี้ข้าอารมณ์ดี จะยอมปล่อยเจ้าไปให้เอาบุญ”ผู้ร่วมเดินทางของเขาหลุดขำออกมาอย่างอดไม่ได้ชายชราในชุดคลุมสีเทาขมวดคิ้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้แย้งอะไร อีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กผู้ชายธรรมดาที่ไม่มีค่าให้ใส่ใจนัก“ขอบ...ขอบคุณขอรับ”หลินสวินเอ่ยตะกุกตะกักด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อมยำเกรง ก่อนรีบจูงม้าของเขาเดินจากไปครั้นเห็นว่าเด็กชายตอบรับอย่างคนขลาดเขลา คณะเดินทางทุกคนต่างก็ระเบิดเสียงหัวเราะอีกครั้ง“อย่างที่คิดไว้ไม่ผิด ไอ้เด็กนั่นมันก็แค่เต่าในกระดอง อ่อนหัดไร้ประสบการณ์สิ้นดี แค่คุณชายเอ่ยไม่กี่คำก็ยอมจากไปแต่โดยดีแล้ว ฮ่าๆๆ”หนึ่งในคณะเดินทางประจบชายหนุ่มผู้นั้น ทำให้ชายหนุ่มหัวเราะพลางกล่าว “ไอ้เต่าน้อยนั่นมันก็ยังฉลาด ยังรู้ตัวว่าถ้าไม่หนีมันจะลำบาก แต่...มันก็ขี้ขลาดไปหน่อยล่ะนะ”“คุณชาย นั่นไม่เป็นความจริงแม้เพียงนิด ต่อให้มันมีความกล้ากว่านี้อีกร้อยเท่าพันเท่า ถ้าต้องเผชิญหน้ากับคนอย่างท่าน ไอ้เต่าน้อยนั่นมันก็ทำได้แค่หนีเช่นกัน”คำยกยอปอปั้นทั้งหลายพรั่งพรูออกมาในบัดดล ทำเอาชายหนุ่มหัวร่อได้ไม่หยุดหย่อนสิงเถิงทำได้เพียงขมวดคิ้วมุ่น แต่ก็มิอาจแก้ไขอะไรได้ ชายหนุ่มผู้นี้เป็นถึงบุตรชายคนโตของหลิ่วอู่จุน ข้าหลวงใหญ่ประจำมณฑลทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจักรวรรดิ ซึ่งฐานันดรศักดิ์สูงส่งอย่างยิ่ง จนแม้แต่สิงเถิงเองก็มิกล้าเอ่ยปากปรามพวกเขาหาได้สังเกตเห็นเลยสักนิดว่า ห่างไปราวสิบกว่าลี้หลินสวินหยุดวิ่งหนี และปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งแทน เขาทอดสายตาเย็นชาประหนึ่งแสงดาวลงมายังริมแม่น้ำที่อยู่ห่างออกไปนั้นวินาทีนั้นไม่มีความตื่นตระหนกตกใจหลงเหลืออยู่ในสีหน้าของเขาอีกแล้ว เปลี่ยนกลับมาเป็นสงบนิ่งดังเดิม ทั้งยังถือคันธนูยักษ์ที่ทำจากกระดูกสีขาวเอาไว้ในมือแม้จะยอมถอยออกมาตอนที่ถูกคนเหล่านั้นปรามาสและเฉดหัวไล่ ทว่าความจริงหลินสวินกลับโกรธแค้นเป็นที่สุดแต่เขาทำอะไรไม่ได้เพราะระดับปราณของเขาต่ำกว่าคนเหล่านั้น หากประมือกันซึ่งๆ หน้า เขามีอันได้ถูกปลิดชีวิตง่ายดายราวกับโยนเส้นฟางต้านกระแสลม“น่าหงุดหงิดชะมัด”หลินสวินรำพึงกับตัวเอง เขารู้อยู่เต็มอกว่าไม่มีทางที่จะจัดการพวกนั้นได้ ต่อให้เขาจะเฝ้ารออยู่บนต้นไม้อย่างนี้ แต่เขาเองก็ลังเลเหลือเกินที่จะหนีไปโดยไม่ลงมือทำอะไรเลยขณะนั้นเอง ผืนดินก็สั่นสะเทือนเลือนลั่นมาแต่ไกล ฉับพลันก็เกิดประกายแสงสีทองสว่างจ้า แหวกฝ่าความมืดมิดผุดขึ้นมาจากสักแห่งไกลออกไป กรงเล็บมหึมาอันเดียวกับที่เขาเห็นก่อนหน้านี้!หลินสวินจับจ้องมองมันทันที ก่อนที่รอยยิ้มแปลกๆ จะผุดขึ้นที่มุมปากของเขา ด้วยเพราะกรงเล็บนั้นผุดขึ้นมาจากริมฝั่งแม่น้ำที่เขาเพิ่งจากมา!คนพวกนั้นจะต้องรับกรรมไปเต็มๆ!หลินสวินเกือบหลุดขำออกมาแล้ว พับผ่าเถอะเขากระโจนลงจากต้นไม้อย่างว่องไว แล้วพุ่งปรี่ไปยังริมฝั่งแม่น้ำอย่างเงียบเชียบปานสายลมพัดหลินสวินสงสัยนักว่าคนพวกนั้นจะฉิบหายหรือไม่ และขณะเดียวกัน เขาก็ใคร่รู้เหลือเกินว่าไอ้กรงเล็บยักษ์นั่นมันอะไรกันแน่เพียงครู่เดียวหลินสวินก็ต้องหยุดกึกและตะลึงกับสิ่งที่เห็นตรงหน้าสัตว์ปีศาจร่างสีทองร่างกายใหญ่โตมโหฬารประดุจภูผาสูงพลันปรากฏแก่สายตาของเขาในที่สุด มันกำลังพุ่งทะยานอยู่ใต้ท้องฟ้ายามราตรี เปล่งแสงสีทองเรืองรองไปทั่วทั้งตัว เฉิดฉายเสียจนท้องฟ้าสว่างไสวไปด้วย!

    TBCเข้าไปพูดคุยกับผมได้ที่ FB Group : Battling Records of the Chosen One แปลไทย by Ming Guang นะครับ

    คล้ายกับเรื่องBattling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ ที่คุณอ่าน