ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 45-2 (เล่ม 3): ข้อผิดพลาดที่มองไม่เห็น

            เช้าวันรุ่งขึ้นผมนั่งทำงานในห้องส่วนตัวใช้นิ้วเลื่อนจอคอมพิวเตอร์ด้วยจิตใจเหม่อลอยคิดเรื่อยเปื่อยแปลกใจตนเองเหมือนกันช่วงที่มาถึงที่นี่ใหม่ ๆ ยังอยากกลับบ้านไปยุคเดิมยอมให้ธรณีไปส่งตามหาบ้านตนเองคิดทฤษฎีความเป็นไปได้หลากหลายรูปแบบมาอธิบายการข้ามเวลาสู่โลกอนาคต ทว่าตอนนี้กลับรู้สึกเฉื่อยชาราวกับว่าพลังไฟนั้นดับมอดไปแล้วกลัวโน่นนี่ไปหมด แค่รื้อนาฬิกาเปิดดูวงจรข้างในยังไม่อยากให้ทำวันเสาร์นี้ธรณีชักชวนไปนิทรรศการอะไรสักอย่างซึ่งจัดที่จังหวัดพุกามเขาบอกว่าอาจจะมีรายละเอียดเหตุการณ์ปี พ.ศ. 2563 ช่วงเวลาหลังจากที่ผมจากมาบันทึกไว้อยู่ถ้าเป็นเดือนแรกผมคงกระหายอยากไปจนตัวสั่น แต่ตอนนี้กลับเฉย ๆแถมมีลางสังหรณ์ว่าจะคว้าน้ำเหลว ไม่ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพิ่มจากเดิมคำพูดของธรณียังวนเวียนอยู่ในหัว

            “ถ้าอยากได้คำตอบก็ต้องกล้าเสี่ยงบ้างสุดท้ายท่านก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความจริงของอดีตและอนาคตได้อยู่ดี”เขากล่าวไว้เมื่อคืน

            ผมดึงสติกลับมาจดจ่องานตรงหน้าเห็นลิงก์อันหนึ่งโดดเด่นอยู่หน้าแรกของเว็บไซต์ข่าวสำนักซัมนิวส์

            ถ่ายทอดสดประชุมสภา ประจำวันที่ 25 มกราคม สากลศักราช 2091

            เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ร่างกฎหมายพ.ร.บ. ประชาคมโลก ของปิติวัฒน์จะถูกบรรจุเข้าสภาเพื่อรับหลักการในวาระที่หนึ่ง ถือว่าเร็วกว่าคาดการณ์ไว้ตอนแรกวันหนึ่งเชื่อเลยว่าผู้แทนประชาชนยุคนี้ขยันทำงานหามรุ่งหามค่ำจริงไมตรีมอบหมายให้กฤษฏิ์เดินทางเข้าสภาไปติดตามเรื่องนี้แล้วดีแล้วที่ตนเองไม่ได้ไปนั่งในนั้น ไม่งั้นคงลุ้นจนปวดเศียรเวียนเกล้าแน่แต่หัวหน้าให้งานอีกแบบมาแทน คือสรุปข้อดีข้อเสียของกฎหมายที่ปิติวัฒน์และเพื่อนสมาชิกพรรคแมวพลัดถิ่นเคยหาเสียงไว้เพื่อเตรียมเอาไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่เขาพูดในสภาวันนี้ จับผิดว่าตระบัดสัตย์แปรเปลี่ยนคำพูดหรือไม่ถือว่าเป็นหัวข้อข่าวที่ผมเลือกทำเป็นอันแรก ๆแทบไม่ต้องย้อนดูคลิปหลายอันย้อนหลังเลย เพราะผ่านหูมาหลายรอบตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ๆที่ไปรณรงค์ในพื้นที่เอฟอีเอ พอทำเสร็จก็มุ่งหน้าทำข่าวอื่นต่อความยุ่งเหยิงช่วงเช้าช่วยเบนความสนใจไปจากเรื่องน่าปวดหัววุ่นวายทั้งหลายได้เป็นอย่างดีผมยอมรับว่าช่วงบ่ายเมื่อวานหลังจากดูคลิปแอบถ่ายก็เสียสมาธิไปพอควรดีที่เสร็จทันเวลาก่อนเลิกงาน

            ผมส่งไฟล์เข้ากลุ่มแชตของทั้งสามแผนกให้เหล่าบรรณาธิการอ่านแล้วเตรียมไปเติมพลังด้วยอาหารเที่ยงที่โรงอาหาร ผมตัดสินใจแล้วยิ่งทำเป็นตื่นกลัวหลบหน้าผู้คนจะยิ่งถูกมองในแง่ลบสู้ทำตัวเข้มแข็งไม่สะทกสะท้านไม่ได้เพียงครู่เดียวพนักงานบริษัทก็น่าจะเลิกนินทาผม แล้วหันไปสนใจเรื่องซุบซิบอื่นแทน

            นาคียะห์: เดี๋ยว 13.00 น. มาหาเราที่ห้องหน่อย

            หัวหน้าบรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจส่งข้อความเข้าไปในกลุ่มโดยแท็กชื่อผมไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรถึงเรียกเข้าพบ เดาว่าน่าจะสั่งงานเพิ่มไม่ก็ให้แก้จุดที่ผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ผมพิมพ์ตอบตกลงแล้วลงลิฟต์มาชั้น B5โรงอาหารเวลานี้เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่ส่งเสียงจอแจดังไปทั่วผมเดินเบียดเสียดเข้าไปต่อแถวรอรับอาหารที่สั่งไว้ล่วงหน้าพยายามเชิดหน้ารักษาบุคลิกที่ดูมั่นใจไว้ ทั้งที่เป็นเป้าสายตาของพนักงานส่วนหนึ่งเพิ่งเห็นเช้านี้ว่าสหายทำวิดีโอสั้นอัพโหลดในเรียลลิสติซิซึมเพิ่มอีกอัน โดยตัดต่อเอาหน้าผมมาใส่ตัวแมวแล้วยืนชูป้ายโบกไปมาซึ่งมีข้อความเขียนไว้อย่างเจ็บแสบว่า

            โปรดเลือกพรรคแมวพลัดถิ่น เราอยากมีที่อยู่

            ครั้งแรกที่เห็นผมโกรธเลือดขึ้นหน้าแต่เพียงครู่เดียวก็ระงับอาการได้ ปล่อยให้มันทำอะไรตามอำเภอใจไป

            “คนยุคนี้มีวิจารณญาณแยกแยะได้“ ผมกระซิบท่องคำพูดประจำของธรณีซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            ตอนที่ผมได้อาหารแล้วกำลังมองหาเก้าอี้ว่างก็เหลือบไปเห็นธรณีนั่งกับสหายที่เก้าอี้แถวสุดท้ายปลายสุดโถงโรงอาหารผมเลยต้องเดินย้อนกลับมาเล็กน้อยเพื่ออยู่ห่างจากมันให้มากที่สุดโชคดีที่คนด้านขวามือลุกพอดี เลยเข้าไปเสียบแทนที่ ถือว่าได้ทำเลดีเหมาะที่จะสังเกตการณ์จากระยะไกลได้ ธรณีพูดคุยออกท่าทางกับชายหน้าหล่ออย่างถูกคอ

            คงเป็นเรื่องงานพรรคแหละ

            ผมปลอบใจตัวเองแต่ก็อดใจที่จะหวาดระแวงไม่ได้หวังว่าธรณีคงไม่หักหลังเอาความลับของผมไปเปิดเผยให้มันฟังนะแต่ถ้าเขาอยากทำจริงคงทำตั้งนานแล้ว ผมคงคิดมากไปเอง สักพักหนึ่งธรณีก็กินเสร็จผุดลุกยืนแล้วเดินถือถาดอาหารก้าวออกอีกประตูที่อยู่อีกฝั่ง ผมแอบซุ่มมองเงียบ ๆโดยอาศัยเหล่าพนักงานที่เดินก่ายไปมาเป็นเกราะกำบัง

            สหายยังคงนั่งเอ้อระเหยอยู่ที่เดิมไม่ถึงห้านาทีต่อมาหญิงสาวร่างหนึ่งก็เข้าไปนั่งแทนที่ไม่ใช่สาวชุดเดรสสีแดงที่ชื่อแจน แต่เป็นคนที่ผมคาดไม่ถึง

            “อีฟ”ผมอุทานในใจ ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือนัดกันมา ผมแกล้งทำเป็นก้มหน้าก้มตาทานข้าวผัดกะเพราไข่ดาวต่อซึ่งเป็นเมนูพื้นฐานเหมาะกับวันที่ไม่อยากคิดอะไรให้รกสมอง

            ทั้งคู่ยังคุยกันต่อแม้ไม่ได้ดูสนุกสนานเพลิดเพลินอะไร แต่ก็พูดกันน้ำไหลไฟดับส่วนใหญ่สหายเป็นคนเปิดประเด็นก่อน ผมได้แต่นั่งมองภาพนั้นจนข้าวหมดจานไปนานแล้วแต่ดูเหมือนการสนทนาของพวกเขาจะไม่มีวันจบ

            “แบบนี้ นัดกันมาแหง”ผมพึมพำให้ตัวเองฟัง อาจเป็นเพราะความอิจฉาริษยาบางอย่างทำให้คิดไปไกลเรื่องที่ทั้งคู่คุยกันต้องมีการเอ่ยชื่อประชาแน่นอนบางทีสหายอาจกำลังนินทาผมหวังให้อิสราหัวเราะเยาะ หรือมันกำลังล้วงความลับจากอิสราบางทีแฟนเก่าผมจะตัดใจแล้วกลับไปเริ่มขั้นตอนการพิสูจน์ตนเองใหม่ตั้งต้นจากการยอมเปิดใจพูดคุย ตามมาด้วยการพาฝ่ายชายไปหาพ่อแม่ที่บ้านแล้วก็ไปจบที่การเดทกันก่อนจะลงเอยที่ห้องนอน

            ผมหยุดจินตนาการอันบรรเจิดไว้เพียงแค่นั้นอิสราไม่มีทางยอมรับมันง่าย ๆ หรอก ในช่วงที่พวกเราเป็นแฟนกันยังมีข่าวว่าสหายแอบไปกิ๊กกับหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่แจนได้ยินว่าอยู่ทีมฟีดแบ็กเหมือนกัน ในช่วงนั้นพวกเขาไปกินมื้อเที่ยงด้วยกันทุกวันแสดงว่าสหายเองไม่ปิดบังว่าตนเองเลือกคู่ครองแบบพีเอ็มถ้าอิสรายอมรับได้ก็หมายความว่าเธอไม่ใช่คนที่ผมเคยรู้จักอีกต่อไปเธอเปลี่ยนตัวเองจากเอ็มเอ็มไปเป็นเอ็มพี ทัศนคติในเรื่องนี้มันเปลี่ยนแปลงง่ายขนาดนั้นเลยหรือผมเชื่อว่าชายที่แต่งงานกับผู้หญิงแล้วแอบไปมีอะไรกับชายอื่นเป็นเกย์ตั้งแต่แรกเริ่มเพียงแต่บริบททางสังคมรอบตัวเขาอาจปิดกั้นไม่อนุญาตให้นิสัยที่แท้จริงนี้แสดงออกมาเท่านั้น

            ผมเคาะเท้าเป็นจังหวะตามวินาทีที่ผ่านไปอย่างร้อนรนทั้งคู่ยังไม่ลุกไปไหนสักที เวลาพักจวนเจียนหมดลงทุกขณะผมต้องไปพบนาคียะห์โดยมีเวลาเดินทางไม่ถึงสิบนาทีคงต้องตัดใจปล่อยให้ทั้งคู่จู๋จี๋กันต่อ ผมลุกขึ้นยืนพร้อมกับหันหลังให้ทั้งคู่ยกขวดน้ำดื่มให้หมดแล้วเตรียมจากไปอย่างเงียบเชียบ หวังว่าพวกเขาจะไม่เห็น

            ด้วยความที่มัวแต่เหม่อลอยผมจึงไม่ทันสังเกตเห็นชายคนหนึ่งที่พุ่งพรวดมาจากทางขวาร่างของเราปะทะกันเข้าอย่างจัง...โครม!...เสียงถาดอาหารและจานชามร่วงกราวลงพื้นดังสนั่นหวั่นไหวผมสะดุ้งเพราะความแสบร้อนของน้ำซุปที่หกราดเป็นหย่อมบนแขนเสื้อบนพื้นโรงอาหารกลาดเกลื่อนไปด้วยเศษชามเซรามิกที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยปะปนอยู่กับกองอาหาร

            “เราขอโทษ”ชายตัวเล็กพูดเสียงสั่นเมื่อเห็นสภาพแขนของผม

            “ทำอะไรของท่าน เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ”ผมด่ากลับอัตโนมัติมั่นใจว่าไม่ใช่ความผิดตนแน่เพราะยืนตรงนี้หลายวินาทีแล้วก่อนที่ชายร่างเล็กจะโผมาชนเขาอาจจะเหม่อลอยไม่ต่างกัน

            { เมื่อเห็นสีหน้าตกใจปนสำนึกผิดของคู่กรณีผมจึงหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อสงบสติรู้สึกเหมือนเห็นภาพตนเองในกระจกเงาเด็กชายวัยประถมปลายกำลังยืนสั่นเทาไปทั้งตัวด้วยความกลัวต่อหน้าบุพการีพ่อผมถือไม้ไผ่เรียวยาวสองไม้บรรทัดไว้แน่นในมือขวา ชูขึ้นเตรียมพร้อมฟาดลงโทษซ้ำได้ทุกเมื่อความเจ็บแสบแผลที่น่องและบั้นท้ายปะทุขึ้นมาอีกครั้งราวกับว่าเพิ่งเกิดหมาด ๆพ่อตวาดด่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหูชาในขณะที่น้ำตาท่านไหลอาบแก้มส่วนแม่ก็ร้องไห้โฮขณะที่พยายามจับแขนพ่อต้านทานแรงท่านไว้ สุดท้ายก็ไม่สำเร็จพ่อกระหน่ำหวดอาวุธนั้นลงบนร่างกายผมอีกผมในตอนนั้นแหกปากตะโกนร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด น้ำตาเจิ่งนองเต็มหน้าจิตใจบอบช้ำไม่แพ้ร่างกาย ทุกอย่างเกิดจากความผิดพลาดของผมเองไม่อาจแก้ไขให้คนคนนั้นหวนกลับมามีชีวิตเหมือนเดิมได้อีกคนที่พวกเราทั้งสามคนรักสุดชีวิต ถึงพ่อแม่จะโศกเศร้าเสียใจหนักแค่ไหนแต่สุดท้ายพวกเขาก็ยังให้อภัยผมและบอกให้ลืมเรื่องนี้ไปราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นแต่แรก}

            ความเจ็บแสบจากน้ำแกงร้อน ๆ ที่ลวกแขนดึงสติผมให้กลับมาผมกล่าวยกโทษให้ชายร่างเล็ก “ไม่เป็นไร เราไม่ได้เป็นอะไรมาก”

            ผมก้มลงช่วยเขาเก็บเศษชามเซรามิกชิ้นใหญ่ๆ ที่แตกเกลื่อนพื้นกลับมาใส่ถาดตามเดิมและใช้ช้อนตักอาหารบางส่วนมากองรวมกันในภาชนะอย่างระมัดระวังคราบน้ำซุปที่เลอะเต็มพื้นทำให้สะอิดสะเอียน

            “ขอบคุณมากครับ ท่านไปเถอะที่เหลือเดี๋ยวแม่บ้านจะจัดการเอง” ชายผู้นั้นบอกพลางยิ้มให้อย่างซึ้งใจผมพยักหน้า

            “ขยันสร้างเรื่องตลกจริงนะเรา”เสียงหนึ่งพูดขึ้นอย่างขบขัน รู้ทันทีว่าเป็นสหาย ผมสปริงตัวลุกขึ้นยืนหันไปเผชิญหน้ากับศัตรูคู่อาฆาตผมโดยไม่เอ่ยปากตอบโต้อะไรมันกำลังหัวเราะด้วยท่าทางเย้ยหยัน

            “เราไม่เป็นไรหรอก แค่มีแผลเลือดออกเอง”สหายทำเสียงล้อเลียนผม ทำเอาคนส่วนหนึ่งในที่นั้นหัวเราะตามผมเพิ่งสังเกตว่าความเจ็บปวดบริเวณน่องเป็นของจริง พอดึงขากางเกงขึ้นดูก็เห็นเลือดไหลซิบ ๆ จากแผลถลอกยาวเท่าปากกาพาดผ่านตามแนวขวางซึมทะลุความหนากางเกงไปเป็นรอยเปื้อนที่เห็นได้จากด้านนอก น่าจะเกิดจากเศษเซรามิกที่กระเด็นมาบาด

            “ท่านไปทำแผลก่อนเถอะ ดูไม่ลึกไม่ถึงเจ็ดวันน่าจะหาย” เสียงหนึ่งดังขึ้น ผมเพิ่งสังเกตว่าอิสรายืนตรงนั้นด้วยเราสบตากันแวบหนึ่ง แทนที่จะหัวเราะเยาะผม นัยน์ตาเธอกลับฉายแววสงสารปนชื่นชมเสียงซุบซิบนินทาดังมาจากคนบางกลุ่ม ซึ่งเดาว่าติดตามเรื่องซุบซิบนินทาของพวกเรามาโดยตลอด

            ผมฝืนใจก้าวออกมาจากวงไทยมุงอย่างรวดเร็วความเจ็บปวดไม่ได้เป็นอุปสรรคให้เคลื่อนที่ช้าลงจนกะเผลกไม่ได้เหลียวหลังกลับไปดูด้วยซ้ำว่าเลือดเปื้อนเป็นทางหรือไม่ผมคิดแค่ว่าขืนอยู่ตรงนั้นต่อไปก็ไร้ประโยชน์คนที่มองว่าเป็นตัวตลกมีมากกว่าคนที่สงสาร ยิ่งต่อปากต่อคำกับสหายยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้นขณะนี้มันถือไพ่เหนือกว่า และผมควรปล่อยอิสราไปมีความสุขกับคนอื่นไม่ใช่เห็นแก่ตัวยึดติดกับตนเอง แม้หวังลึก ๆ ว่าสักวันเธอจะกลับมายังไงตอนนี้มีเรื่องที่ควรให้ความสนใจมากกว่า

            ผมตรงไปชำระแผลที่ขาด้วยสบู่ในห้องน้ำที่ใกล้ที่สุดโชคดีที่เลือดหยุดไหลเองตามธรรมชาติแล้ว ผมล้างรอยด่างวงสีน้ำตาลบนแขนเสื้อและเนื้อตัวส่วนที่เปื้อนคราบอาหาร ไม่มีเวลาและไม่ได้เตรียมชุดมาเปลี่ยนจำเป็นต้องไปพบนาคียะห์ทั้งสภาพนั้น โดยพับแขนเสื้อขึ้นไปปกปิดร่องรอยได้ส่วนหนึ่งส่วนคราบเลือดที่เปื้อนขากางเกงอยู่ด้านหลัง เธอคงไม่เห็น

             

            “ท่านทำอะไรมาทำไมแขนเสื้อเปียก” นาคียะห์ทักขึ้นเป็นประโยคแรกผมดูถูกทักษะช่างสังเกตของบรรณาธิการหัวกะทิคนนี้ผิดไปหรือไม่ก็ความผิดปกติคงเห็นได้ชัดเจนจริง อย่างน้อยก็มีกลิ่นน้ำซุปที่หลงเหลืออยู่

            “อุบัติเหตุนิดหน่อยครับไม่มีอะไร” ผมไม่ได้กังวลเรื่องนี้มาก ยังไงเนื้อผ้าชนิดนี้ก็แห้งไวเรื่องกลิ่นพอกลับไปทำงานในห้องคนเดียวคงไม่สร้างปัญหาให้ใครส่วนคราบเลือดก็ค่อยขจัดออกตอนซักผ้า

            หัวหน้ากองบรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจเชิญผมนั่งเก้าอี้ตรงข้ามเธอ

            “เอาล่ะงั้นเข้าสู่ประเด็นเลยแล้วกัน” นาคียะห์บอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เราปรึกษา ปณิธิแล้วว่าจะไม่จ้างท่านต่อ”

            “อะไรนะครับ”ผมถามย้ำ คิดว่าตนเองได้ยินผิดไป

            “พวกเราสองคนไม่ให้ท่านทำงานพิเศษแล้วมีผลตั้งแต่บ่ายนี้เป็นต้นไป” หญิงวัยกลางคนเอ่ยขึ้น เนื้อความไม่เปลี่ยนจากเดิม

            “ทำไมกันครับเราทำผิดอะไร” ผมเผลอทุบโต๊ะ แม้จะไม่แรงมากแต่เธอน่าจะรู้สึกถึงการสั่นสะเทือนได้นาคียะห์ชี้ไปที่จอภาพขนาดใหญ่ที่อยู่ทางด้านขวามือตำแหน่งเดียวกับห้องของไมตรีน่าจะสร้างด้วยแปลนมาตรฐานเดียวกัน เธอโยนภาพจากเครื่องเอวีเอสอีของตนไปใส่แวบแรกที่เห็นบทความผมก็จำได้ทันที มันคือข่าวการดวลดีเบตระหว่าง สส.สองคนในประเด็นปัญหาเรื่องการส่งออกที่ทำเมื่อวานช่วงเช้า

            “จริงๆ ก็มีหลายครั้งแล้ว แต่ข่าวนี้หนักที่สุด บอกเลยว่า...มั่วมาก”เธอเน้นเสียงคำสุดท้ายชัดถ้อยชัดคำ

     

    คล้ายกับเรื่องประชา : 2090 (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน