อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    142 สังหารราชันย์

    “ดูเหมือนว่าอสูรรัตติกาลเหล่านั้น สร้างความตื่นเต้นให้พวกเจ้าได้ไม่น้อยใช่หรือไม่ ?” หนึ่งในร่างสีดำนั้นเอ่ยขึ้น.. 


    “อสูรรัตติกาล…  ที่แท้พวกเจ้าร่วมมือกับแคว้นลู่ !” มู่เชียนเอ่ยเสียงเครียด..  มิน่าเล่าแคว้นเหล่านั้นถึงดูอยากก่อสงครามนัก เป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันคือนางนั่นเอง


    ขณะที่มู่เชียนและเสี่ยวจิ้งจดจำพวกเขาได้จากศึกที่หน้าหมู่ตึกพฤกษา  ลวี่ซานถงก็แสดงท่าทางว่ารู้จักคนกลุ่มนี้เช่นกัน  “เจ้าพวกนี้เอง ?” เสียงเอ่ยลอดไรฟันของเทพจิ้งจอก ทำให้มู่เชียนและเสี่ยวจิ้งหันมามองเขาอย่างแปลกใจ ไม่บ่อยนักที่คนผู้นี้จะแสดงอารมณ์โกรธแค้นออกมาให้เห็น


    “เจ้ารู้จัก ?” 


    เมื่อผู้เป็นนายเอ่ยถาม ลวี่ซานถงก็ไม่คิดปิดบัง “เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ร่างมารที่ทำร้ายข้า ก็แวดล้อมด้วยคนชุดดำที่สวมใส่สัญลักษณ์ดวงตาเช่นนี้  !!”


    ประโยคนี้ของลวี่ซานถงทำให้เสี่ยวจิ้งและมู่เชียนตื่นตัวขึ้นทันที… “ร่างมาร ! พวกมันคือร่างมารหรือ?”


    เทพจิ้งจอกส่ายหน้า  “พวกมันเรียกตนเองว่าทูตรัตติกาล เป็นมนุษย์ธรรมดาที่รับปราณมารต่อเนื่องนานเกินไปเท่านั้น ทว่าร่างมารก็คือ ร่างที่แบกรับจิตวิญญาณของมารรัตติกาลในร่าง….. ร่างเหล่านั้นแล้วมีชีวิตไม่นานก็ตายลงไป ด้วยไม่อาจแบกรับจิตมารของกระจกได้”


    “มารรัตติกาลก็ คือจิตมารในกระจกอาถรรพ์บานนั้น   บ่อยครั้งที่มันส่งจิตวิญญาณส่วนหนึ่งออกมายึดครองร่างของมนุษย์ที่เข้ากันได้กับมัน..   ทำหน้าที่คล้ายร่างแยก เรียกว่า ‘ร่างมาร’ 


    ร่างมารจะคอยรวบรวมสมัครพรรคพวก อาศัยปราณรัตติกาลในร่างแทรกซึมเข้าไปล่อลวงจิตใจคนเหล่านั้น จนตกเป็นทาส กลายเป็นทูตรัตติกาลในที่สุด”


    “ปราณรัตติกาล..” เป็นสิ่งที่ลวี่ซานถงใช้เรียกแทนปราณธาตุมืดจากกระจก ซึ่งแตกต่างจากธาตุมืดปกติในมิติแห่งนี้อยู่บ้าง…  มู่เชียนได้ฟังก็พลันนึงขึ้น ได้ หรือว่า “อสูรรัตติกาลเหล่านั้นก็เช่นกัน ?”


    ลวี่ซานถงหรี่ตาลงก่อนจะพยักหน้าเคร่งเครียด  “นายหญิงให้จื่อฮั่วพาท่านหลบไปก่อน”  ลวี่ซานถงเอ่ยก่อนจะก้าวมายืนบังร่างผู้เป็นนายเอาไว้   เสี่ยวจิ้งเองก็เช่นกัน เขาลุกขึ้นทั้งที่ยังอ่อนแรง พยายามจะก้าวขึ้นมาอยู่ด้านหน้าผู้เป็นนายสาว  ทว่ามู่เชียนกลับยึดมือเขาไว้  ก่อนจะได้ยินเสียงแหบแห้งเมื่อครู่อีกครั้ง 


    “หึหึ…  ธิดาเทพยุทธ์  การจะฆ่าเจ้าไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ”


    “นั่นสิ …” เสียงชราภาพจากร่างชุดดำอีกร่างเอ่ยตอบรับ “กองทัพจากสามแคว้นยังจัดการเจ้าไม่ได้ “


    “คิกคิก” เสียงหัวเราะหวีดแหลมผิดปกติดังขึ้น  “เล่นงานอสูรรัตติกาลของพวกเราไปนับแสน  ย่อมต้องมีอะไรตอบแทนกลับมาบ้างสิ”


    “พวกเจ้าต้องการอะไร ?” มู่เชียนเอ่ยถาม ยิ่งเรียกเสียงหัวเราะจากร่างทั้งสามนั้นให้ดังขึ้น ..  


    “พวกเราต้องการชีวิตของเจ้า….!” ชายชุดดำทั้งสามเอ่ยขึ้นพร้อมเพรียงกันจนน่าขนลุก  จุดประสงค์ของมันชัดเจนมากเช่นกัน  ร่างของหนึ่งในนั้นยื่นมือออกมาระเบิดปราณออกไป  ปราณสีดำสนิทที่ประกอบจากธาตุรัตติกาล ทำให้ร่างของเสี่ยวจิ้งและลวี่ซานถงได้รับความกดดันอย่างมาก มู่เชียนรู้สึกได้ถึงมือของเสี่ยวจื้งในอุ้งมือของนางกำลังสั่นเทา 



    หญิงสาวเปลี่ยนมายืนบังพวกเขาเอาไว้ ปราณอี้เจ๋อสีทองระเบิดออกมา มู่เชียนพยายามควบรวมมันให้เป็นเกราะป้องกัน ทว่ากลับสร้างได้เพียงกลุ่มพลังงานสีทองอันอ่อนนุ่ม   ไม่อาจใช้สะกัดกั้นการโจมตีได้


    “นายหญิงปราณอี้เจ๋อของท่านยังอ่อนแอเกินไป” ลวี่ซานถงส่ายศีรษะ เพื่อห้ามการกระทำอันเปล่าประโยชน์ของนาง “อย่างน้อยควรต้องได้รับการกระตุ้นจากเทพอสูรอีกสองธาตุก่อนจึงจะสามารถสร้างเป็นรูปธรรมได้”   


    มู่เชียนรับฟังอย่างหวาดวิตก  ด้วยปราณจ้าวยุทธ์ระดับสูงของนาง แม้จะเหนือกว่าจ้าวยุทธ์ทั่วไปมาก ทว่าก็เทียบได้กับผู้ฝึกระดับมหายุทธ์ชั้นสูงเท่านั้น  นางในยามนี้….ไม่อาจต่อต้านราชันย์ยุทธ์เหล่านี้ได้อย่างแน่นอน 


    … ทว่าจะอาศัยซานถงกับเสี่ยวจิ้ง เพียงสัมผัสถูกปราณรัตติกาล พวกก็คงถูกกดข่มจนสิ้นท่าแล้ว 


    ‘ทำเช่นไรดี ?!’ คำถามนี้ก้องในสมองของหญิงสาว ลวี่ซานถงย่อมรับรู้ได้ เทพจิ้งจอกคลี่ยิ้มออกมาอย่างผ่อนคลาย


    “ข้ายังมีวิธี” เทพอสูรผมขาวกล่าว ก่อนจะก้าวออกไปขวางนางไว้เบื้องหน้า 


    มู่เชียนคิดจะดึงร่างของลวี่ซานถงเอาไว้อย่างตกใจ ทว่าเสี่ยวจิ้งก็รั้งนางเอาไว้ได้ “วางใจเถอะ ในบรรดาเทพอสูรทั้งหลาย… พี่สามของข้าผู้นี้คือเทพอสูรที่ไม่น่าตอแยที่สุดแล้ว” ดวงตาสีแดงกลมหวานเปล่งประกายรอคอย 


    ‘ไม่ได้เห็นกระบวนท่าอันน่าสะพรึงกลัวนั่นมานานเท่าไหร่แล้วนะ ?’


    “เจ้าเป็นใคร ครึ่งอสูรหรือ ?” เสียงแหลมเล็กจากเจ้าของก้อนปราณรัตติกาลขนาดใหญ่เบื้องหน้าเอ่ย…   พวกมันไม่รู้ว่าข้างกายมู่เชียนมีเทพอสูรถึงสองตน   เห็นเพียงหูจิ้งจอกสองข้างบนศีรษะของลวี่ซานถง จึงได้แต่คาดเดาเท่านั้น 


    “ไม่ว่าใคร.. หากขวางย่อมต้องตาย” เอ่ยจบ ร่างชุดดำก็ยิงกลุ่มปราณมหาศาลก้อนนั้น เข้าใส่เขาเห็นเป็นเส้นสีดำยาวพุ่งเข้าหาลวี่ซานถงด้วยความรวดเร็ว


    เทพจิ้งจอกเห็นภาพนี้ริมฝีปากแดงสดก็เผยรอยยิ้มเย้ายวนออกมา “นายหญิงดูไว้ นี่คือขั้นสุดท้ายของหมื่นธาตุพิษ !”  


    นิ้วชี้ของเขาเหยียดตรงออกไปเบื้องหน้า ก่อนที่ดวงตาสีเขียวครามจะปิดลง ปลดปล่อยสัมผัสระดับสูงของตนออกไป 


    ราวกับภาพช้า ยามที่ปราณรัตติกาลกระทบเข้ากับปลายนิ้วเรียวของเขา กลุ่มพลังงานสีดำสนิทพลันเปลี่ยนเป็นสีเขียว เริ่มต้นจากจุดที่ตกกระทบ ก่อนจะไล่ลามอย่างรวดเร็วไปทั่วก้อนพลังงานทั้งหมดนั้น เพียงเสี้ยววินาทีปราณพิษจากปลายนิ้วของเทพโอสถก็แล่นวาบเข้าสู่ร่างศัตรูโดยที่คนผู้นั้นไม่ทันตั้งตัวแม้แต่น้อย


    “อ้าาากกกก   พลังอะไรกันเนี่ย..!!”  เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดดังจากราชันย์ยุทธ์ตรงหน้า  หมื่นธาตุพิษจากปรมาจารย์ผู้คิดค้น ช่างร้ายกาจเหนือธรรมดา..​ ราชันย์ยุทธ์ผู้นั้นยังไม่ทันรู้ว่าตนถูกโจมตีกลับได้อย่างไร..​ ร่างของเขาก็เริ่มละลายลงไปต่อหน้า ไล่จากแขนข้างที่ส่งกระทบปราณนั้น ก่อนจะลามไปทั่วร่างเพียงไม่กี่ลมหายใจ…  ราชันย์ยุทธ์อันร้ายกาจผู้หนึ่งถูกสังหารลงไปเช่นนี้


    “เจ้า.. เทพโอสถ..  ลวี่ซานถงรึ ?” เสียงชราภาพเอ่ยอย่างแปลกใจ ดูเหมือนคนผู้นี้จะรู้จักเขาดีไม่น้อย


    “แม้จะเป็นเพียงระดับจ้าวอสูรแต่วิชาพิษร้ายกาจอย่างมาก ไม่อาจใช้ปราณกับคนผู้นี้ได้” ร่างชุดดำนั้นเอ่ยออกมา 


    “ข้าจัดการมันเอง” ร่างชุดดำที่มีน้ำเสียงแหบแห้งเอ่ย  ก่อนจะตรงเข้ามาซัดฝ่ามือใส่ลวี่ซานถงโดยไม่ใช้ปราณ  ทว่าศึกกับราชันย์ยุทธ์ที่ใช้เพียงศิลปะการต่อสู้เช่นนี้ ลวี่ซานถงย่อมตกเป็นฝ่ายรับอย่างเลี่ยงไม่ได้  ในมือของเทพจิ้งจอกปรากฏพัดขึ้นเล่มหนึ่ง มู่เชียนรับรู้ได้ว่านั่นคืออาวุธระดับฟ้า.. 


    เมื่อลวี่ซานถงถูกกันออกไป  ร่างชุดดำอีกร่างก็ซัดปราณเข้าใส่ร่างของมู่เชียนทันที… ด้วยความเร็วนั้นมู่เชียนย่อมไม่อาจหลบได้ทัน  ทว่าก่อนที่การโจมตีนั้นจะกระทบร่าง มังกรหนุ่มผมแดงก็โผเข้ามาแบกร่างมู่เชียนใส่หลังไว้ก่อนจะหลบหนีไปได้อย่างเฉียดฉิว


    “เกาะไว้ดีๆ ล่ะ”  ศึกนี้ตึงมือย่างมาก เสี่ยวจิ้งจำต้องใช้ร่างมนุษย์เพื่อต่อสู้  เพลิงเทพอสูรก้อนมหาศาลถูกยิงเข้าใส่ร่างศัตรู  ทว่าชายชราผู้นั้นกลับสร้างเกราะพลังรัตติกาลขึ้นบังเอาไว้


    ปราณรัตติกาลมีอิทธิพลต่อเพลิงของเสี่ยวจิ้ง ไม่ต่างจากเจ้าของร่าง  เพียงสัมผัสกันเกราะนั้นก็สลายการโจมตีของเสี่ยวจิ้งไปอย่างง่ายดาย แม้จะเป็นราชันย์ทั้งคู่ ทว่าด้วยความได้เปรียบนี้ทุกการปะทะ.. เสี่ยวจิ้งย่อมต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้


    ไม่ต่างจากที่คาด.. หลังผ่านการต่อสู้พักใหญ่ ปราณที่สาดใส่กันไปมา ทุกครั้งล้วนเป็นเสี่ยวจิ้งที่ต้องล่าถอย .. ทั้งยังต้องคอยแบกมู่เชียนไว้..  ร่างกายของเขาที่ถูกจู่โจมจากตาข่ายรัตติกาลก็ยังไม่หายดีเท่าไหร่  ทำให้เริ่มตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ  ถูกสะเก็ดปราณส่วนหนึ่งระเบิดใส่แขนซ้ายจนเป็นแผลเหวอะหวะ


    มู่เชียนมีสีหน้าเคร่งเครียด ระคนร้อนใจ…  รีบปล่อยปราณอี้เจ๋อออกมาเยียวยาแผลบนแขนของเสี่ยวจิ้งอย่างรวดเร็ว นางย่อมทราบดีว่าเมื่อครู่หากเสี่ยวจิ้งไม่ใช้แขนรับสะเก็ดปราณก้อนนั้นไว้  ผู้ที่โชคร้ายคงเป็นนาง.. นางไม่ต้องการเป็นภาระของเขา..  


    หญิงสาวหลับตาลง นึกย้อนถึงกระบวนท่าเมื่อครู่ของลวี่ซานถง.. ประกอบกับคำอธิบายของเขายามชี้แนะนางครั้งก่อน …. 


    ‘ปกติแล้วยามใช้หมื่นธาตุพิษ ท่านแบ่งการวิเคราะห์ปราณธาตุออกเป็นกี่ส่วน’ ผู้ชี้แนะเอ่ยถาม


    ‘1,000 ส่วน’ มู่เชียนตอบออกมาทันที ‘แรกเริ่มเป็นร้อยส่วน ทว่าต่อมาเชี่ยวชาญขึ้น จึงใช้ 1000 ส่วน พบว่าผลตอบสนองดีขึ้นมาก’


    ‘นายหญิงช่างมีพรสวรรค์​…. ยามนั้นที่ข้าฝึกฝนนั้น ใช้เวลาไปเกือบสิบปีจึงสามารถบรรลุถึงขั้นนี้ได้’ เทพโอสถหนุ่ม พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ‘ทว่าหากคิดจะใช้หมื่นธาตุพิษให้คล่องแคล่ว อย่างน้อยควรต้องสามารถวิเคราะห์องค์ประกอบปราณธาตุได้อย่างน้อย  10,000 ส่วน’ 


    มู่เชียนจำได้ว่ายามนั้นนางมุ่งมั่นเพียงใดที่จะบรรลุให้ถึงขั้นนั้น 


    ทว่าหลังผ่านการฝึกฝนอย่างหนักกว่าครึ่งปี… ยามที่คิดว่าตนสามารถสัมผัสกับความสำเร็จได้… กลับพบว่าตนเพิ่งเหยียบย่างเข้าสู่จุดเริ่มต้น … 


    ‘ยินดีกับนายหญิงบรรลุขั้นพื้นฐานได้ ทว่าหากคิดจะไปให้ถึงขั้นสุดท้าย… จะต้องสามารถวิเคราะห์ได้ 1,000,000 ส่วน’ เมื่อไม่มีทางเลือกมู่เชียนจึงได้แต่ก้มหน้าฝึกการสัมผัสปราณต่อไปอย่างอดทน






    ‘สิ่งที่เห็นเมื่อครู่ คือผลของวิเคราะห์หนึ่งล้านส่วนหรือ ?’ มู่เชียนคิด ก่อนจะเผยแววตามุ่งมั่นออกมา 


    พรสวรรค์ในการสัมผัสปราณ นางมั่นใจว่าไม่แพ้ผู้ใด แม้แต่ลวี่ซานถงยังเคยกล่าวว่านางพัฒนาได้เกือบจะหกส่วนของเขาแล้ว


    ‘เสี่ยวจิ้ง ปล่อยข้าลงไป ข้าอยากใช้หมื่นธาตุพิษ..!’


    ‘ไม่ได้ !! อันตรายเกินไป…’ มังกรน้อยตอบกลับอย่างรวดเร็ว ระหว่างที่ยังคงรับมือราชันย์ยุทธ์เบื้องหน้าอย่างยากลำบาก


    มู่เชียนมองลวี่ซานถงอีกด้าน   เขาถูกซัดฝ่ามือใส่หลายครั้ง จนเริ่มมีอาการบาดเจ็บแล้ว  ส่วนมังกรน้อยที่แบกนางอยู่นี้ก็ไม่รู้ว่าจะทนได้นานแค่ไหน  นางยิ่งรู้สึกตั้งมั่นกับแผนการณ์ของตนมากขึ้น 


    “เสี่ยวจิ้ง… เชื่อฟังข้าสิ…” มู่เชียนเอ่ยเสียงดังออกมา  ทำให้ดวงตาสีแดงของมังกรน้อยเริ่มปรากฏความไม่แน่ใจ


    “หากผิดพลาด…”


    “ข้าไม่พลาด…” เสียงหวานเอ่ยตัดความลังเลของเขาออกไปอย่างรวดเร็ว


    เสี่ยวจิ้งกลั้นใจพยักหน้า  ร่างมังกรหนุ่มหยุดการเคลื่อนไหว ทว่ากลับยังยึดนางไว้บนหลัง 


    “ไม่ต้องลงไป..  หากเจ้าพลาดก็ยังมีข้าช่วยรับ …” เสี่ยวจิ้งเอ่ย..  เขารับรู้ได้ว่านางคิดจะฝืนกระโดดหนีจากหลังของเขา มังกรหนุ่มจึงยิ่งยึดนางไว้แน่นขึ้น  


    “ไม่เช่นนั้นข้าก็ไม่รับปาก !” เสียงของเสี่ยวจิ้งจริงจังอย่างมาก   มู่เชียนลังเลเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับอย่างจนใจ.. ดวงตาสีน้ำตาลใสวาววับด้วยความมุ่งมั่น…  นางไม่มีทางปล่อยให้เสี่ยวจิ้งบาดเจ็บแทนนางแน่


    เห็นศัตรูหยุดร่างลงโดยไร้สาเหตุ ราชันย์ยุทธ์ผู้นั้นกลับไม่คิดปล่อยโอกาสไป..  ปราณรัตติกาลลูกใหญ่ถูกยิงออกมาใส่ร่างของทั้งสอง…  ขนาดของมันใหญ่กว่าลูกที่ลวี่ซานถงแสดงฝีมือเมื่อครู่ถึงสองเท่า


    “ตายซะเถอะ !” เสียงชราภาพเอ่ยเจือหัวเราะ..  ไม่ว่าสองคนนั้นจะมีอุบายใด การโจมตีนี้จะทำลายทุกความหวังของพวกมันลง.. และเอาชีวิตสตรีผู้นั้นได้ในที่สุด



    หญิงสาวยื่นนิ้วเรียวไปด้านหน้า หลับตาลงปล่อยสัมผัสอันทรงพลังของตนออกไป  สูดหายใจเข้าออกอย่างผ่อนคลาย  วินาทีนั้นทุกอย่างรอบด้านพลันเงียบสงัด ราวกับมู่เชียนลอยอยู่ท่ามกลางความเวิ้งว้าง มีเพียงกลุ่มปราณสีดำสนิทที่พุ่งตรงมาก้อนนั้น ที่นางใส่ใจ …


    “นายหญิง น้องหก !!..  อึ่กก…!!” เสียงร้อนรนของลวี่ซานถงยามเห็นอันตรายกำลังเข้าใกล้คนสำคัญทั้งสอง ไม่ได้เข้าหูมู่เชียนแม้แต่น้อย เทพจิ้งจอกที่กำลังรับมือกับศัตรูร้ายกาจถูกพวกนางทำจนกระวนกระวาย ถูกซัดฝ่ามือเข้าใส่จนล้มลงกับพื้น.. ทว่าดวงตาสีเขียวครามยังคงเบิกโพลงมองมู่เชียน โดยไม่ใส่ใจอาการบาดเจ็บของตนเองสักนิด


    เสี้ยววินาทีที่นิ้วเล็กสัมผัสเข้ากับปราณสีดำสนิทกลุ่มนั้น  มู่เชียนที่ตกอยู่ในความเงียบงันพลันสัมผัสได้ถึงอณูปราณนับล้านเบื้องหน้าอย่างชัดแจ้ง..  ธาตุมืด ธาตุลม ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุไฟ  ธาตุไม้ ธาตุแสง พริบตานั้นปราณเจ็ดธาตุถูกวิเคราะห์และปรับแต่งอย่างรวดเร็ว ปราณธาตุทั้งหลายถูกนางปรับแต่งด้วยความเร็วเหนือแสง ….


    ภาพที่ลวี่ซานถงและเสี่ยวจิ้งเห็นนั้นช่างน่าตื่นตะลึงและปลาบปลื้มใจ สถานการณ์นั่นไม่ต่างจากลวี่ซานถงลงมือเมื่อครู่แม้แต่น้อย..​ ปราณสีดำสนิทกลายเป็นสีเขียวหม่น ไล่ลามไปทั่วในพริบตา ก่อนจะแล่นเข้าสู่ร่างชายชราเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว


    แม้จะไม่คาดคิด ทว่าราชันย์ยุทธ์ผู้นี้ก็มีบทเรียนจากการตายของพรรคพวกคนก่อน จึงพยายามพาร่างของตนกระโดดหนีไป  ทว่าจู่ๆราวกับมีสายฟ้าแลบผ่านขึ้นมาจากปลายเท้า… ทำให้เกิดอาการชาไปทั่วร่าง   วินาทีนั้นชายชราไม่อาจขยับตัวได้… จึงได้แต่เบิกตามองกลุ่มปราณพิษแล่นเข้าสู่ร่างของตนอย่างไร้หนทาง


    “อ้าาากกก….” เสียงร้องโหยหวน จากเจ้าของร่างที่ค่อยๆละลายลงไปนั้นไ ม่ต่างจากราชันย์ยุทธ์คนก่อนหน้า


    ทันทีที่ประสบผลสำเร็จ  ดวงตาสีน้ำตาลของมู่เชียนก็เปิดออกอีกครั้ง ดึงสัมผัสของตนกลับเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง ร่างบางฟุบลงบนหลังของเสี่ยวจิ้งอย่างอ่อนแรง  การใช้สัมผัสขั้นสูงเพียงนี้… เกินระดับของนางไปมาก…  ทำให้ประสาทสัมผัสปัจจุบันของนางได้รับผลกระทบ


    ดวงตา หู จมูก ล้วนไม่อาจรับรู้ได้ชั่วขณะ  ในขณะแขนและขาชาจนแทบจะกลายเป็นหิน….


    “เป็นอย่างไรบ้าง ?”  เสี่ยวจิ้งปล่อยนางลงนั่งกับพื้นด้วยความเป็นห่วง


    มู่เชียนมองเงาร่างเลือนลางตรงหน้า… ในสภาพที่ลิ้นแข็งจนชา นางทำได้เพียงเอ่ยกับเสี่ยวจิ้งในใจ ‘รีบไปช่วยซานถง… !!’


    เสี่ยวจิ้งพยักหน้ารับ… การจัดการด้วยพละกำลัง เขาเป็นผู้ชำนาญยิ่ง 


    ทันทีที่เสี่ยวจิ้งปรากฏตัว … สถานการณ์ของลวี่ซานถงก็ดีขึ้นมาก เสี่ยวจิ้งมีทั้งทั้งพละกำลังมหาศาล และเปลวเพลิงอันรุนแรงที่ปล่อยออกมาเป็นระยะ ด้วยระดับราชันย์ยุทธ์ที่เท่าเทียมกัน ขอเพียงคนชุดดำไม่ปล่อยปราณรัตติกาลออกมา.. เสี่ยวจิ้งย่อมเป็นฝ่ายชนะแน่ 


    พัดของลวี่ซานถงเพิ่งกรีดผ่านใบหน้าของคนชุดดำ มันเอี้ยวตัวหลบไปได้ ทว่ากลับถูกเสี่ยวจิ้งฉวยโอกาศเตะขาเข้าใส่ท้องของชุดดำอย่างจัง.. พลังมหาศาลจากมังกรเทพระดับราชันย์นั้นไม่ใช่สิ่งร่างเนื้อของมนุษย์จะรับได้..  เสียงกระดูกแตก ลั่นอยู่ภายในร่างชายชุดดำคนสุดท้าย  พร้อมกับร่างที่เซถอยหลังไปหลายก้าว  กว่าจะคลายความจุกเสียดลงได้.. กลุ่มเพลิงก้อนใหญ่จากเทพอสูรก็ถูกส่งมาอยู่ตรงหน้าแล้ว


    ราชันย์ยุทธ์ผู้นั้นไม่มีทางเลือกอีก  มันจำต้องสร้างเกราะทมิฬขึ้นมาขวางการโจมตีของเสี่ยวจิ้งไว้ ลวี่ซานถงรอจังหวะนี้อยู่นานแล้ว  เขาพุ่งร่างเข้าไปคิดจะใช้หมื่นธาตุพิษทำลายเกราะและราชันย์ยุทธ์ผู้นี้ไปพร้อมกัน 


    ชายชุดดำสลัดเกราะทิ้งได้ทันการณ์….. ที่แท้เมื่อครู่มันได้เตรียมแผนรองรับไว้แล้ว… วัตถุสีดำก้อนใหญ่ปาออกมาใส่ร่างของลวี่ซานถง  นั่นคือระเบิดปราณ… อาวุธเวทย์ชิ้นหนึ่งที่สามารถบรรจุปราณโจมตีของตนไว้ภายในได้ คล้ายกับลูกแก้วรวมปราณของมู่เชียน เพียงแต่ไม่อาจเพิ่มพลังการโจมตีได้เหมือนลูกแก้วชิ้นนั้น


      


    เมื่อปราณรัตติกาลก้อนมหาศาลระเบิดออกมา เพื่อป้องกันอันตรายเฉพาะหน้า ลวี่ซานถงจำต้องใช้หมื่นธาตุพิษไปสลายปราณก้อนนี้อย่างสูญเปล่า.. 


    ขณะที่สองพี่น้องวุ่นวายกับปราณก้อนใหญ่ลูกนั้น  ราชันย์ยุทธ์ชุดดำผู้นั้นก็ได้จังหวะพุ่งเข้าหาร่างของมู่เชียนที่เพิ่งฟื้นฟูสัมผัสต่างๆของตนกลับมาได้เพียงสองส่วนเท่านั้น  !!


    ‘ขอเพียงสังหารนางได้.. ต่อให้ต้องตายก็คุ้มค่า !!’


    ดวงตาของหญิงสาวยามนี้ ยังมองเห็นเพียงภาพรางๆ ทว่าสัญชาตญาณก็บอกนางว่าร่างที่พุ่งมาด้วยความเร็วนั้น เต็มไปด้วยรังสีแห่งการเข่นฆ่า..    มู่เชียนเรียกดาบแสงวายุออกมา ก่อนจะรวบรวมปราณทั้งหมดที่มีในร่างลงไป  ฟาดออกไปอย่างไม่มีทางเลือก ..  แม้จะรู้ว่าอาจฟันไม่ถูก  หรือถึงฟันถูกการโจมตีของนางย่อมไม่อาจทำร้ายราชันย์ยุทธ์ผู้นั้นได้ ทว่าอย่างน้อยก็ซื้อเวลาได้อีกนิด


    ดวงตาพร่าเลือนของนางคล้ายเห็นแสงสีดำวาบผ่าน.. ตุบ เสียงบางอย่างร่วงลงกับพื้น พร้อมกับรังสีอำมหิตที่จางหายไปจนสิ้น … ลวี่ซานถงและเสี่ยวจิ้งเข้ามาประคองนางไว้  … และบอกกับนางว่า ราชันย์ยุทธ์ผู้นั้น เพิ่งถูกฟันจนร่างขาดออกเป็นสองท่อน !!


    “ข้าสังหารราชันย์ยุทธ์ได้ง่ายดายเพียงนี้เชียว…?!” มู่เชียนเอ่ยด้วยสีหน้างุนงง


    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน