อู๋ซีเดินขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือมองเห็นท่านจอมพลยืนอยู่จึงเดินอย่างแผ่วเบาไปทางด้านหลังถอดผ้าคลุมของตัวเองออกแล้วสวมคลุมลงบนร่างของผู้ยิ่งใหญ่แห่งอัศวินดำ
“ข้างบนนี่ลมแรงฝนทำท่าจะตกด้วย สวมผ้าคลุมไว้เถอะขอรับจะช่วยให้อบอุ่น เราคงยังต้องเดินทางอีกไกล”
นายพลซื่อชางหันหน้ามายิ้มแย้ม
“ขอบใจเจ้ามาก”
นับตั้งแต่เหตุสงครามใหญ่เมื่อสองปีก่อนนายพลซื่อชางเก็บตัวเงียบทางหนึ่งกักตนฝึกฝีมือส่วนอีกทางเร่งส่องสุมกำลัง ฝึกฝนทหารอัศวินดำ หากศึกใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้งต้องชนะสถานเดียว
การเดินทางลงเรือรบหนนี้เป้าหมายของท่านนายพลก็คือการลิดรอนกำลังของฝ่ายตรงข้าม แยกการทำงานออกเป็นหลายส่วนภารกิจหลักคือการสลายขั้วกำลังของสหพันธ์นักรบซึ่งมีกองกำลังเมฆขาวเป็นแกนนำสำคัญซึ่งแม้จะดูเข้มแข็ง ยากจะต่อกร แต่ความร่วมมือของกองกำลังก็เป็นไปอย่างหลวมๆ มีทั้งปกป้องตัวเองต่อรองผลประโยชน์ และหวังแย่งชิงตำแหน่งผู้นำ
“ทุกอย่างเป็นไปตามแผนไม่มีความผิดพลาดขอรับ”
นายพลซื่อชางร้องอืมม์ดังอยู่ในลำคอ
“ที่สมควรกำจัดทำลายเราก็ส่งคนไปดำเนินการแล้วจะมีบางกลุ่มที่พร้อมเปิดการเจรจา และทุกอย่างปิดเป็นความลับไม่มีทางเข้าหูหลี่มู่อย่างแน่นอน”
“ข้าเชื่อใจเจ้าอีกห้าวันนับจากนี้ค่อยพบกัน”
อู๋ซีขมวดคิ้ว
“ข้าจะต้องไปที่อีกแห่งตามลำพังไม่ต้องจัดคนตามข้าไป”
ขุนพลหนุ่มจำได้แล้วว่าทุกปีท่านนายพลจะต้องปลีกเวลาไปทำธุระบางอย่างตามลำพังไม่เคยเว้นเลยสักปีเดียว แม้สนใจใคร่รู้แต่ไม่กล้าจะเอ่ยปากถามหากจำเป็นต้องรู้ก็ต้องได้รู้เองสักวัน
“ทำไมเจ้าถึงยังไม่คิดแต่งงานมีครอบครัว”
“อะไรน่ะขอรับ”อู๋ซีพูดเสียงดังไม่คิดว่าจะโดนตั้งคำถามลักษณะนี้จากผู้นำของอัศวินดำและไม่เคยคิดเรื่องตบแต่งภรรยามาก่อนด้วย
“ปีนี้เจ้าอายุยี่สิบเจ็ดมีทุกอย่างที่คนหนุ่มอยากมี ถ้าตบแต่งสตรีเข้าบ้าน บางทีจะทำให้เจ้าเป็นคนอ่อนโยนกว่านี้”
อู๋ซีจะอ้าปากตอบแต่ต้องสงบนิ่งเมื่อเห็นดวงตาวาวของนายพลซื่อชางจ้องเขม็งสายลมเย็นพัดผ่านทำให้รู้สึกหนาวสะท้าน
“ข้าเพียงเป็นห่วงและอยากเห็นเจ้ามีความสุขมากกว่านี้เท่านั้นเจ้าก็เป็นเหมือนลูกข้าคนหนึ่งเหมือนกัน”
ขุนพลหนุ่มผงกศีรษะรับแล้วเดินตามหลังจอมพลแห่งกองทัพอัศวินดำไปอย่างช้าๆไม่ยินดีและไม่ร้อนรน นายพลซื่อชางเองเล่า อายุล่วงเลยมาจนป่านนี้แล้วแต่เหมือนตัดขาดจากทุกสิ่ง
แล้วทุกปีซึ่งปลีกตัวไปตามลำพังมีเป้าหมายไปพบใครณ สถานที่แห่งใดกันแน่
……………………………………………………………..
หลังจากลงจากเรือใหญ่แล้วนายพลซื่อชางเปลี่ยนชุดแต่งกายจากชุดจอมทัพอันน่าเกรงขามเป็นชาวบ้านธรรมดาใส่เสื้อทำจากผ้าฝ้ายสีน้ำตาล สวมหมวกปีกกว้างปิดบังหน้าตา หาซื้อม้าตัวหนึ่งแล้วเหยาะย่างไปบนนถนนสายเล็กอย่างไม่เร่งรีบ บางครั้งก็แวะพักตามร้านอาหารข้างทางดื่มชา หมั่นโถว หมี่น้ำแล้วออกเดินทางต่อ ทำเช่นนี้อยู่สามวันก็มาถึงตำบลเล็กแห่งหนึ่งชื่อว่าอึ้งเจี๊ยะและหาโรงเตี๊ยมพัก สั่งสุรามาดื่มพร้อมเนื้อหมัก แล้วเขียนข้อความลงแผ่นกระดาษส่งให้เสียวเอ้อของโรงเตี๊ยมกำชับว่าให้ไปมอบกับคนผู้หนึ่ง ดื่มสุราหมดไปหนึ่งกระปุกก็มีคนมาเยือนก้มหัวคำนับไม่หยุดหย่อน เป็นชายวัยห้าสิบแต่งตัวเรียบร้อย
ผู้ยิ่งใหญ่แห่งกองทัพอัศวินดำถอดหมวกผายมือเชื้อเชิญคน
“ผู้ใหญ่เฉินสบายดีหรือไม่”
“ข้าสบายดี ท่านนาย…เอ๊ย ลุงใหญ่ ปีนี้น้ำไม่ท่วม ฝนตกตามฤดูกาลทำให้ผู้ใหญ่บ้านอย่างข้าพลอยสบายใจไปด้วย”
นายพลซื่อชางเอามือลูบเคราจิบสุราไปพลาง
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่”
ผู้ใหญ่บ้านของตำบลอึ้งเจี๊ยะพยักหน้าพลางควักสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อยื่นให้
“นี่เป็นบัญชีเงินของปีที่ผ่านมาเงินที่ท่านลุงใหญ่ข้าจัดสรรอย่างเหมาะสม หลังจากนำไปบูรณะอารามสงฆ์แจกจ่ายช่วยเหลือคนยากจน ตั้งกองทุนสงเคราะห์เด็กพิการแล้วที่เหลือยังเก็บไว้เป็นอย่างดี อ้อ อีกอย่าง…”
“มีกระไร”
ผู้ใหญ่บ้านเฉิมยิ้มจนนัยน์ตายิบหยีรายงานต่อว่า
“ผู้น้อยเห็นว่าสุสานของตำบลเราขาดการดูแลจึงนำเงินส่วนหนึ่งจ้างคนผู้หนึ่งคอยดูแลทำความสะอาดทุกวันเฒ่าเสิ่นผู้นั้นนับว่าดียิ่ง ทำหน้าที่ไม่เคยมีบกพร่องท่านลุงใหญ่ไปเห็นรับรองว่าจะพอใจแน่นอน”
ซื่อชางจ้องมองหน้าผู้พูดพึมพำชื่อเฒ่าเสิ่น
“เฒ่าเสิ่นมาจากหมู่บ้านอื่นขอรับเดินทางมาตัวคนเดียวป่วยหนัก พอหายป่วยเล่าให้ฟังว่าหมู่บ้านที่เฒ่าเสิ่นอยู่โดนโจรบุกปล้นภรรยาและลูกตายหมด ตัวเองรอดมาได้เพราะไปเก็บของในป่า เลยหนีมาถึงอึ้งเจี๊ยะข้าสงสารเลยให้ไปทำงานดูแลสุสานคงไม่เป็นไรมั้งขอรับ”
นายพลซื่อชางถอนใจครั้งหนึ่ง
“ครั้งนี้ท่านจะพักอยู่นานหรือไม่ข้าน้อยจะได้จัดเตรียมที่พักให้”
“ไม่ต้องหรอกข้ามีธุระสำคัญต้องรีบไป พักที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้นับว่าสะดวกดีทำทุกอย่างไปตามปกติเถิด”
ผู้ใหญ่บ้านเฉินพยักหน้ารับรู้แล้วจากไปอย่างเงียบๆ
จอมคนแห่งอัศวินดำสั่งสุราพร้อมข้าวต้มและไข่เค็มพอกินอิ่มก็เดินออกจากตลาดพักใหญ่ก็มาถึงอารามสงฆ์แห่งหนึ่ง จึงเข้าไปจุดธูป เทียนกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วมุ่งตรงออกไปอีกทางซึ่งเป็นถนนสายเล็กๆผ่านป่าโปร่งแห่งหนึ่งจึงบรรลุถึงสุสานใหญ่ของตำบลอึ้งเจี๊ยะ
เฒ่าเสิ่นผู้นั้นนับว่าใช้ได้สุสานดูสะอาดตา มีดอกไม้ปลูกเรียงราย ได้กลิ่นหอมละมุนเตะจมูก แสงแดดอ่อนๆลอดผ่านกิ่งก้านของต้นไม่ใหญ่ลามเลียไปทั่วบริเวณ
“เจ้าสบายดีหรือไม่”
ผู้นำแห่งกองทัพอัศวินดำพูดเสียงแผ่วเหมือนลมพัดผ่านใบไม้ในขณะที่คุกเข่าลงหน้าหลุมศพหลุมหนึ่ง มือหนึ่งลูบคลำแผ่นป้ายน้ำตาไหลซึมมาคลออยู่ตรงขอบนัยน์ตา
“บิดาคิดถึงเจ้านักหากไม่เพราะมีภารกิจใหญ่รออยู่ ข้าก็ต้องการมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าอีกหลายวันแต่บิดาขอสัญญาว่าครองแผ่นดินได้วันไหน จะต้องกลับมาหาเจ้าอีกแน่บิดาจะเป็นฮ่องเต้ ให้เจ้าเป็นอ๋องน้อยดีหรือไม่”
ทันใดนั้นหูของท่านนายพลพลันได้ยินเสียงบางอย่างแทรกขึ้นมาตามพงหญ้า
“ใคร”
ถามออกไปแล้วซื่อชางก็หันไปมองตามเสียงแล้วพบร่างคนผู้หนึ่งกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ทางด้านหลัง เห็นไหล่สั่นสะท้านเสียงครางเบาๆ
“ข้าถามว่าเจ้าคือใครกัน”
ร่างสั่นระเริกค่อยๆเงยขึ้นอย่างช้าๆ เห็นเป็นผู้เฒ่าสูงวัยผู้หนึ่ง ผมและคิ้วสีขาว ดวงตากำลังเบิกกว้างด้วยความตกใจ
“อย่าทำอะไรข้าเลยข้ากลัว…”
นายพลซื่อชางโคลงศีรษะไปมารู้แล้วว่าผู้เฒ่าตรงหน้าคือใครกัน
“เจ้าคงเป็นเฒ่าเสิ่น”
ชายชราพยักหน้าแล้วก้มศีรษะลงต่ำ
“เอาเถอะๆ อย่ากลัวไปเลยข้าไม่ใช่โจรหรอก” ท่านนายพลบอกแล้วล้วงลงไปในอกเสื้อ หยิบตั๋วเงินออกมาแล้วโยนลงตรงหน้า
“เอาตั๋วเงินนี้ไปตาเฒ่าเอาไปซื้อเสื้อผ้า ของกิน”
เฒ่าเสิ่นคลานไปคว้าตั๋วเงินและหยิบขึ้นมาด้วยท่าทีงกๆ เงิ่นๆ พลางกล่าวขอบคุณไม่ขาดปาก
นายพลซื่อชางหันไปมองหลุมศพครั้งหนึ่งแล้วกล่าวว่า
“ดูแลที่นี่ให้ดีรู้หรือไม่ตาเฒ่า”
ชายชราผงกศีรษะไม่หยุดยั้งแทนคำตอบ
…………………………………………………..
จอมพลแห่งกองทัพอัศวินดำจากไปแล้ว เฒ่าเสิ่นผู้หวาดกลัวพลันหยุดร่ำไห้ลุกขึ้นยืน แผ่นหลังตั้งตรงเหมือนแผ่นหิน ดวงตาเป็นประกาย มีรอยยิ้มผุดตรงมุมปาก ในมือขยี้ตั๋วเงินเป็นก้อนกลมมองไปยังทิศที่นายพลซื่อชางเดินจากไป
เฒ่าเสิ่นเดินไปตรงป้ายหินของหลุมศพนั้น
“ลูกชายของซื่อชางผู้ยิ่งใหญ่โชคร้ายไม่มีโอกาสเสพสุข แต่เจ้าก็อาจจะโชคดีกว่าบิดาที่ตายแล้วก็ไม่ต้องทรมานอีกแต่คนอยู่อาจเจ็บปวดยิ่งกว่า ซื่อชางเจ้าอยากครองแผ่นดินงั้นหรือ ฝันไปเถอะ”
แล้วเฒ่าเสิ่นก็แหงนหน้าหัวเราะเสียงก้องไปทั่วสุสานแห่งนั้น