โดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร

    ตอนที่ 122 ทะยานสู่เทวะ

    “หลบไปอย่ามาขวาง!”

    ราฟที่กำลังเดือดได้ที่ตวาดขึ้นพร้อมกับรวมพลังเปลวไฟอันมหาศาลโจมตีไปที่เซนซึ่งตอนนี้กำลังนั่งหลับตาทำสมาธิเพื่อดูดกลืนพลังของยาอยู่

    “เจ้าคงไม่ได้ลืมพวกข้าหรอกใช่ไหม”

    มาตินและเกียร์มอร์เอาร่างกายของตนเองมาขวางเบื้องหน้าของราฟเอาไว้ อย่างไรก็ตามพลังของราฟนั้นไม่ได้ลดลงเลยยิ่งนานมันกลับยิ่งเพิ่มขึ้น

    “บึ้ม!”

    เปลวเพลิงสองสีเข้าปะทะกันระหว่างสีแดงและสีม่วงทำให้เกิดคลื่นความร้อน และคลื่นสั่นสะเทือนของอากาศอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตามกลับเป็นฝ่ายเกียร์มอและมาตินที่ได้รับบาดเจ็บ แม้พวกเขาจะรวมพลังกันต้านทานแต่ก็ยังไม่สามารถที่จะเอาชนะการโจมตีของอีกฝ่ายหนึ่งได้

    “ข้าล่ะไม่เข้าใจจริงๆ เหตุใดเจ้าจึงได้ไว้ใจคนโง่สองคนนั้นว่าจะคุ้มกันตัวเจ้าได้”

    ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้เรนได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับไอเย็นที่แช่แข็งพื้นที่รอบๆ ตัวของเขาในรัศมีเกือบสิบเมตร เรนนั้นห่างจากร่างของเซนไม่ไกลแล้วทำให้มาตินและเกียร์มอสามารถรู้สึกได้ถึงความเย็นที่ปรากฏขึ้นเบื้องหลังของพวกเขาอย่างกะทันหัน

    “ใครจะยอม!”

    เกียร์มอตัดสินใจแยกกันกับมาตินเพื่อที่จะขัดขวางเรน ทำให้ทั้งคู่ต่างต้องรับมือกับศัตรูตัวต่อตัว

    “ขนาดรวมกันสองคนพวกเจ้ายังเอาชนะราฟคนเดียวไม่ได้ แต่นี่เจ้าถึงกับแยกมาสู้กับข้าคนเดียว?”

    เรนกล่าวขึ้นพร้อมกับแสดงรอยยิ้มอย่างดูถูกออกมา อย่างไรก็ตามท่าทางของเกียร์มอและมาตินนั้นมั่นคงอย่างมาก แม้ว่าจะรู้ว่าตนเองนั้นอ่อนแอกว่าและบางทีในการต่อสู้ครั้งนี้พวกเขาอาจจะต้องเอาชีวิตเข้าแลกก็ตาม นี่คือจิตใจของผู้คนในตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุด พวกเขาไม่ได้ปลูกฝังแต่ความภาคภูมิใจเท่านั้น แต่จิตใจเองก็แข็งแกร่งดั่งหินผาด้วยเช่นกัน

    “ขอแค่ถ่วงเวลาได้ก็พอแล้ว”

    เกียร์มอกล่าวขึ้นพร้อมกับตั้งท่าเตรียมต่อสู้ อย่างไรก็ตามรอยยิ้มอันน่าขนลุกก็แสดงออกมาบนใบหน้าของเรน

    “เรนเจ้าเผลอแสดงรอยยิ้มน่าเกลียดนั่นออกมาอีกแล้ว”

    ราฟที่อยู่ไม่ไกลได้กล่าวเตือนสหายของตน ในขณะเดียวกันเรนก็ได้กล่าวขึ้นมาว่า

    “มันอดไม่ได้จริงๆ พวกเขาไร้เดียงสาเกินไป ที่ต้องการถ่วงเวลาพวกเรา….”

    ร่างของเรนได้หายไปหลังจากถูกล้อมด้วยหมอก ทำให้เกียร์มอนั้นรู้สึกขนลุกบริเวณกลางหลัง เขารู้ทันทีว่าตอนนี้ศัตรูได้มาอยู่เบื้องหลังของเขาแล้ว

    “คิดว่าจะทำได้สักวินาทีไหมนะ”

    เสียงของเรนดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้มันใกล้อย่างมากราวกับกระซิบอยู่ข้างหูของเขา

    “อย่ามาดูถูกกันนะ!”

    สภาพของเกียร์มอเปลี่ยนเป็นบ้าคลั่งอย่างฉับพลัน กล้ามเนื้อที่ใหญ่อยู่แล้วของเขามันกลับขยายขึ้นเป็นเท่าตัว พร้อมกับนัยตาเปลี่ยนเป็นสีแดงบ่งบอกถึงความคลั่งฉับพลันนั้นอุณหภูมิที่ติดลบรอบตัวของเรนถูกความร้อนแผดเผาที่แผ่ออกมาจากร่างของเกียร์มอค่อยๆ ละลายมันจนหมดสิ้น

    “บูมมมมมมมมม!”

    เสาเปลวเพลิงขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นล้อมรอบตัวของเกียร์มอ ตอนนี้เขากำลังเดิมพันทุกอย่างกับการสกัดกั้นศัตรูเบื้องหน้าของเขา

    “เจ้าถึงกับยอมเสียอายุขัยของตัวเองเพื่อที่จะหยุดข้า”

    ใบหน้าของเรนที่เปื้อนยิ้มอันแปลกประหลาดเมื่อสักครู่ที่ผ่านมาบัดนี้มันได้หายไปแล้ว และถูกแทนที่ด้วยใบหน้าที่ตกตะลึงผสมกับความหงุดหงิดที่แสดงออกมาผ่านทางสายตา

    ตามที่เรนได้กล่าวถึงการแลกอายุขัยของตนเองเพื่อสำแดงพลังที่เกินขีดจำกัดออกมานั้นถือว่ามีแต่คนบ้าเท่านั้นที่กล้าทำ อย่างไรก็ตามในห้องโถงใหญ่แห่งนี้กลับมีคนบ้าถึงสองคน ไม่ทันที่ราฟจะกล่าวอะไรออกมามาตินก็ได้สังเวยอายุขัยของตนเองไปเช่นกัน ด้วยการแลกเปลี่ยนเช่นนี้ทำให้พลังของทั้งสองฝ่ายไม่ห่างไกลกันมากนัก

    …..

    ขณะเดียวกันเซนที่นิ่งไปนั้นไม่ได้เข้าสู่สภาวะหลับใหล แต่กำลังดำดิ่งสู่สมาธิในระหว่างนั้นเขาได้พบกับความทรงจำในอดีตมากมายมันเริ่มตั้งแต่ที่เขามายังโลกใบนี้และถูกทิ้งให้ดำดิ่งไปสู่ทะเลลึก จนมาถึงเหตุการณ์ล่าสุด สุดท้ายแล้วชีวิตของชายหนุ่มนั้นมันเหมือนกับโชคชะตาได้กำหนด มันอาจจะดูเหมือนเขาโชคร้ายที่ต้องถูกทอดทิ้ง แต่เขากลับพบกับสมบัติสวรรค์ที่ช่วยชีวิตของเขาเอาไว้นับครั้งไม่ถ้วนในหลายๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมา

    แต่ส่วนนั้นมันเป็นเพียงความทรงจำส่วนหนึ่งเท่านั้น มันเทียบไม่ได้กับระยะเวลาพันปีที่เซนดำรงอยู่ภายในแดนอเวจีเป็นเวลาพันปี เขาดิ้นรนและเอาตัวรอดไม่เว้นในแต่ละวันเขาเผชิญหน้ากับเจ้าอเวจีและพ่ายแพ้อีกฝ่ายอย่างยับเยิน เขาถูกเจ้าอเวจีตามล่าจนเกือบถูกฆ่าตายอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายแล้วเขาก็รอดกลับมาโลกฝั่งนี้ได้

    ในห้วงลึกของโลกที่ไม่รู้จักนั้นเซนลืมตาขึ้นช้าๆ พร้อมกับเรื่องราวต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นในหัวกลายเป็นแตกสลายและว่างเปล่าไปช้าๆ วิวทิวทัศน์ที่เซนเห็นนั้นไม่ใช่ห้องโถงที่อยู่ในโบราณสถานของดินแดนแห่งหายนะ แต่มันกลับเป็นสถานที่ที่มีแต่น้ำที่สงบนิ่งและสูงเลยข้อเท้าของชายหนุ่มมาเพียงนิดเดียวเท่านั้น พร้อมกับท้องฟ้าที่ไร้สีสัน มันมีเพียงสีเทาเพียงสีเดียวเท่านั้น

    เบื้องหน้าของชายหนุ่มปรากฏร่างที่คุ้นเคยขึ้น รูปร่างของมันคล้ายมนุษย์อยู่บ้างมีสีดำและแขนขาที่ยาวผิดปกติพร้อมกับเล็บที่น่าขนลุกและปีกสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ มันกำลังยืนจ้องมองชายหนุ่มอยู่พร้อมกับเอียงศีรษะโดยใช้สายตาอันน่าขนลุกนั้นจ้องมองมาที่เซน

    “เจ้าคือปีศาจที่อยู่ในตัวข้าสินะ…นี่เป็นครั้งที่สามแล้วใช่ไหมที่เราได้พบกัน”

    ท่าทางของเซนสงบนิ่งอย่างมากปราศจากอาการหวาดกลัวไม่เหมือนกับครั้งแรกที่เขาเคยได้พบมันตอนนั้นแม้แต่จะขยับตัวเขายังทำไม่ได้

    “….”

    ปีศาจยังคงนิ่งเงียบพร้อมกับเฝ้ามองเซนต่อไป เซนนั้นไม่ได้สนใจว่ามันจะตอบกลับมาหรือไม่แต่เขามีเรื่องที่ต้องการกล่าวกับมัน

    “ขอบคุณเจ้ามาก แม้ว่าตัวตนของเจ้าคนอื่นจะเห็นว่ามันชั่วร้ายแต่เพราะเจ้าข้าจึงเอาชีวิตรอดจากแดนอเวจีมาได้”

    “นั่นหมายความว่า….เจ้าเป็นหนี้ชีวิตข้า”

    ปีศาจเริ่มกล่าวตอบ ภาพของปีศาจก่อนหน้านี้กลายเป็นเลือนรางเมื่อเซนสังเกตดูอีกทีเขากลับพบตัวเขาอีกคนที่ดูเหมือนกับเขาราวกับฉายออกมาจากรูปถ่าย อย่างไรก็ตามตัวตนของเขานั้นกลับเป็นสีเทาและยืนยิ้มอยู่เบื้องหน้าเขา มันคือปีศาจที่กำลังใช้น้ำเสียงของเขากล่าวกับเขา

    “เจ้าต้องการสิ่งใด ข้าสามารถให้เจ้าได้ทุกอย่างแม้แต่ชีวิตของข้า แต่ข้าขอทำสิ่งที่ข้าต้องทำให้สำเร็จก่อน”

    เซนรู้ว่าอีกฝ่ายนั้นไม่ได้ช่วยเหลือเขาฟรีๆ แน่นอนมันต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน เมื่อปีศาจได้ยินสิ่งที่เซนกล่าวมันก็ฉีกยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิมโดยใช้ใบหน้าของเซนเอง

    “ข้าไม่ต้องการชีวิตเจ้า ข้าเพียงต้องการให้เจ้าสัญญาว่าจะทำบางอย่างให้ข้า”

    “ข้าจะทำมันแน่นอน”

    “ถ้าอย่างนั้นถือว่าเราสัญญากันแล้ว ข้าจะมอบพลังให้กับเจ้า แต่ดูเหมือนเจ้าในตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้พลังนี้”

    “วูบบบบบบบบบ!”

    โลกทั้งใบเบื้องหน้าของเซนราวกับถูกดูดกลืนหายไปจากความว่างเปล่า ไม่มีท้องฟ้าไม่มีผิวน้ำที่สงบนิ่งเหลือเพียงแต่ความมืดมิดไร้ที่สิ้นสุด ในขณะเดียวกันพลังอันมหาศาลของเซนก็ได้เอ่อร้นออกมา มันเป็นผลมาจากตัวยา จากระดับกึ่งเทวะนั้นกลับทะยานขึ้นสู่ระดับเทวะในพริบตาเดียว

    …..

    คล้ายกับเรื่องโดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร ที่คุณอ่าน