อรพยายามแสร้งดำเนินชีวิตในฐานะนักศึกษาให้ดูปกติ จากประธานรุ่นที่เคยสดใสร่าเริง คอยทักทายเพื่อน ๆ ในทุกเช้า กลับกลายเป็นเด็กสาวที่เลือกปลีกตัวออกจากกลุ่ม มุ่งมั่นนั่งเขียนและรวบรวมรายงานเพียงลำพังในมุมเงียบสงัด
เหล่าเพื่อน ๆ ที่พบเห็นต่างอดสงสัยไม่ได้ แต่ก็ไร้ผู้ใดกล้าเอ่ยปากทักถาม ความเงียบที่ห่อหุ้มตัวเธอราวกับกำแพงกั้นไม่ให้ใครกล้าเข้าใกล้ และเมื่อเพื่อนสนิทอย่างก้านพลู ผู้ซึ่งเคยตัวติดกับเธอไม่ห่าง ยังมิได้เข้ามาเอ่ยถามหรือคลายข้อข้องใจเสียเอง ก็ยิ่งทำให้ทุกคนรู้สึกหนักแน่นว่าคงไม่มีใครเค้นหาคำตอบจากอรได้เป็นแน่แท้
อรแทบไม่เอื้อนเอ่ยวาจากับผู้ใดเลยแม้แต่น้อย เมื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับรายงานเสร็จสิ้นก็เลือกก้าวลงจากเรือนด้วยท่าทีสงบงัน เหล่าชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาต่างพากันเอ่ยทักทายตามมารยาท หากแต่อรทำได้เพียงยกยิ้มบางเบาเป็นการตอบรับ ก่อนจะก้าวผ่านไปโดยไม่เอื้อนปาก ไม่แม้แต่จะสนทนากับใคร
แม้แต่ยามอยู่ภายในบ้าน เหล่าบริวารหรือแม้กระทั่งคำปุ่นก็ไม่กล้าปรากฏกายให้เธอได้เห็นหน้า ความว่างเปล่าที่รายล้อมราวกับขับไสให้เธอแปลกแยกออกไปจากทุกสิ่ง และที่สุดแล้ว สถานที่ที่กลายเป็นที่ประจำของอรหาใช่เรือนใหญ่อีกต่อไป หากแต่เป็นเพียงเถียงนาของเหล่าชาวบ้าน ที่เธอเลือกไปนั่งอยู่เงียบ ๆ เพียงลำพังดุจถูกตัดขาดจากผู้คนทั้งมวล.
ระยะเวลาล่วงเลยเกือบอาทิตย์เต็มที่อรเก็บงำวาจา ไม่แม้แต่จะพูดคุยกับพ่อท่านผู้เป็นที่เกรงขามของหมู่บ้าน อีกเพียงไม่กี่วัน พวกเธอก็จะได้เดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ กันแล้ว อรจึงรับหน้าที่เป็นดั่งเสียงตามสาย คอยบอกกล่าวเพื่อน ๆ ให้เริ่มจัดเก็บสัมภาระ เตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางกลับ อีกทั้งยังคอยประสานงานกับทางอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเพื่อตรวจทานและนัดหมายเวลาเดินทางอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
เหล่าชาวบ้านเมื่อทราบวันกำหนดเดินทางกลับ ต่างก็ทยอยนำของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ มามอบให้เหล่านักศึกษาเป็นการล่วงหน้า กลิ่นอายแห่งความอบอุ่นที่ไม่เคยขาดหายจากน้ำใจของผู้คนในหมู่บ้าน ยังคงส่งทอดถึงเด็กหนุ่มสาวจากกรุงเทพฯ อย่างไม่เปลี่ยนแปลง
ทว่า สำหรับอรแล้ว สิ่งเหล่านี้กลับดูเป็นเพียง ‘การเสแสร้งสิ้นดี’
ยามค่ำ ทุก ๆ ชีวิตได้ดำเนินชีวิตตามปกติเหมือนดั่งเคย บรรยากาศที่ไม่ได้เงียบสงบ แต่กลับมีเสียงร้องเพลงสนุกสนานกลางโถงห้องครัวลานหมู่บ้านสร้างความสนุกสนาน แต่อรไม่ได้เข้าไปร่วมวงด้วย เพียงแต่่เดินปลีกตัวมายังเถียงนาตามเคย เสียงจิ้งหรีด กบ เขียด ร้องราวทักทายผู้คนที่อยู่ในระแวกนี้
อรนั่งมองบรรยากาศโดยรอบที่เต็มไปด้วยความมืดของยามค่ำ ลมเย็นผัดผ่านผิวหนัง แต่แทบไม่สะท้านตัวอรเลยแม้แต่น้อย อรได้แต่นั่งครุ่นคิดเรื่องราวต่าง ๆ เธอไม่รู้เลยว่าต้องทำอย่างไรต่อไปต่อจากนี้
“กะตะมาเร โชวะบันตา…..”
เสียงสวดแผ่วเบา ราวกับลอยมาตามลมยามพลบค่ำ แต่กลับก้องสะท้านเข้าไปถึงโสตประสาทของอรทั้งที่เป็นเพียงเสียงเบา ๆ ทว่ามันกลับแน่นชัดเกินกว่าจะเป็นเพียงเสียงลมพัดพา ความรู้สึกเหมือนถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกสวดซ้ำ ๆ กำลังบีบรัดเข้ามา บังคับให้เธอหลุดออกจากห้วงภวังค์ในทันที
อรค่อย ๆ ขยับตัว ลุกขึ้นจากที่นั่งด้วยจิตใจที่ไม่อาจสงบได้ สายตาเพ่งมองไปยังความมืดรอบด้าน ริมฝีปากแห้งผากขณะสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ความเงียบรอบกายยิ่งขับให้เสียงสวดนั้นชัดเจนขึ้น รอบกายมีเพียงลมที่พัดต้องใบไม้ให้เสียดสีกัน เสียงกรอบแกรบยิ่งทำให้เธอรู้สึกคล้ายถูกใครสักคนซ่อนเร้นเฝ้ามองอยู่ อรเหลียวซ้ายมองขวา สายตากวาดผ่านเงามืดตามมุมเรือนและพงหญ้า แต่กลับไม่มีแม้เงาร่างผู้คน
“จงหลุดจากเนื้อ จงละจากกาย….”
เสียงนั้นยังคงดังไม่ขาดสาย แม้เสียงสวดนั้นแผ่ว แต่ก็ชัดเจนเกินกว่าจะเป็นเพียงลมพัดพา และทุกถ้อยคำที่ลอดเข้ามาในโสตประสาทล้วนสั่นสะเทือนถึงกระดูกดำ ราวกับมีมนต์บางอย่างที่แฝงเร้นอยู่ในนั้น
ฟึ่บ!
ราวกับมีบางสิ่งเคลื่อนไหววูบผ่านต้นไม้ใหญ่ข้างเถียงนา เงามืดนั้นพริบตาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เธอเพ่งสายตาฝ่าความมืดในป่าทึบที่ทอดยาวเบื้องหน้า พยายามจับให้ได้ว่ามันคือสิ่งใด
ในชั่วขณะนั้นเอง สีส้มแสดก็ปรากฏแว่บขึ้นกลางความมืด เด่นชัดเกินกว่าจะเป็นเพียงภาพลวงตา สีสันนั้นเป็นเอกลักษณ์ เป็นสีของเส้นผมที่เธอรู้จักดี และไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปว่าเจ้าของเรือนผมสีต้องตานั้นคือ
‘ยา’
อรพยายามเร่งฝีเท้าไล่ตาม ร่างบางของยาเดินตัดผ่านป่าทึบเข้ามาอย่างช้า ๆ แต่กลับแฝงความว่องไวที่ทำให้อรแทบไม่ทันตั้งตัว แม้ร่างของอรจะพุ่งทะยานด้วยความเร็วเต็มกำลัง แต่หัวใจและปอดก็เริ่มร้องเรียกความพักผ่อน
ใบไม้และกิ่งไม้ขวางทางกระทบกับร่างเธอเสียงดัง ก่อให้เกิดเสียงกรอบแกรบในความเงียบของป่า ทุกฝีเท้าที่วิ่งตามทำให้เธอได้ยินเสียงลมหายใจตัวเองดังชัด เจือด้วยความตึงเครียดที่เกาะกุมจนเกือบทำให้ร่างกายสั่น
ในขณะเดียวกัน ยากลับเดินอย่างสงบ ราวกับก้าวทุกก้าวถูกคุมด้วยจังหวะของป่า ความว่องไวแต่ละก้าวของเธอทำให้ร่างของอรที่วิ่งไล่ตามรู้สึกเหมือนไล่ตามเงาที่ไม่เคยจับต้องได้ ความห่างระหว่างสองร่างค่อย ๆ ถูกบดบังด้วยความมืดและหมอกบาง ๆ ที่ปกคลุมป่า
แม้จะเป็นป่าลึก แต่เส้นทางนั้นกลับคุ้นเคยสำหรับทั้งอรและยา ราวกับสองร่างนี้เคยผ่านมันมาก่อน พวกเธอฝ่าเถาวัลย์และต้นไม้สูงใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านบังแสงอาทิตย์จนแทบลอดลงมาไม่ถึงพื้นดิน
เส้นทางคดเคี้ยวและเต็มไปด้วยรากไม้เก่าที่โอบอุ้มดินเอาไว้ทำให้ทุกย่างก้าวต้องระมัดระวัง แต่สำหรับพวกเธอทั้งสองคน คงเป็นที่ที่คุ้นชิน ราวกับเคยผ่านมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง ป่าแห่งนี้ ผู้คนต่างห้ามอย่างเคร่งครัดด้วยเรื่องราวลึกลับและความหวาดกลัว
เป้าหมายอยู่เบื้องหน้า เขากาฬภพ ภูเขาลูกสูงสง่าที่ซ่อนความลึกลับอันเกินบรรยายเอาไว้ กลิ่นชื้นเย็นจากลำธารและเสียงใบไม้เสียดสีกันในลมเย็นทำให้บรรยากาศรอบตัวดูเงียบสงัด อรรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่แผ่ซ่านอยู่รอบ ๆ ราวกับมันคอยจับจ้องทุกฝีก้าวและรอคอยให้เธอก้าวเข้าใกล้
“ไออร!”
เสียงเรียกดังขึ้นทันใด เมื่ออรกำลังก้าวเท้าไล่ตามร่างของยาอยู่ท่ามกลางความมืดของป่าลึก มือบางของก้านพลูปรากฏขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว มารั้งแขนของเธอเอาไว้แน่นจนหัวใจแทบกระตุก
“มึงมาได้ไง!”
อรแทบตะลึงด้วยความตกใจ มองไปรอบตัว เห็นเพียงต้นไม้สูงใหญ่ทาบเงาลงมากับแสงจาง ๆ ของเดือน ความมืดและเงารอบตัวเหมือนพยายามกลืนกินเธอเอาไว้ พื้นดินขรุขระและกิ่งไม้ที่พรางสายตา ทำให้การเคลื่อนไหวทุกก้าวเต็มไปด้วยอันตราย
แต่การที่ก้านพลูปรากฏตัวตรงนี้ ท่ามกลางป่าลึกเกินกว่าเขตแดนปลอดภัยของพ่อท่าน เป็นสิ่งที่คงไม่ใช่เรื่องง่าย สัมผัสพิเศษที่เต็มเปี่ยมอยู่ทั่วร่างกายของก้านพลู คงไม่ใช่เรื่องราวที่น่าสนุกเป็นแน่กับการออกจากป่าในค่ำคืนนี้.
อยากคุยด้วย…
เรียนนักอ่านทุกท่าน
นิยายเรื่องกัมปนาท ใกล้ที่จะถึงจุดพลิกผันและเข้าใกล้ตอนจบเข้ามาเต็มที ชาตั้งใจในการเรียบเรียงนวนิยายเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ปะปนไปกับการทำงานและใช้ชีวิตประจำวัน อาจเกิดการผิดพลาด หรือ สับสนบ้าง แต่ชาตั้งใจและพยายามอย่างสุดซึ้งเพื่อให้นวนิยายเรื่องนี้ดำเนินการต่อให้จนจบ บางตอนอาจสั้นหรือยาวไปบ้าง แต่เกิดจากเรียบเรียงและแบ่งเรื่องราวในแต่ละตอนมาอย่างดีว่าจะดำเนินเรื่องไปในทิศทางไหน
ทั้งนี้อยากขอบพระคุณยอดอ่านที่น่าตรึงตราใจ เป็นแรงกำลังใจให้ชาได้มีแรงเขียนเรื่องนี้ต่อไป อยากขอขอบพระคุณหลายคนที่รออยู่ และจะมาอัพเดทให้ในทุกอาทิตย์เลยนะคะ
ขอบคุณค่ะ
Cha Mo Rain