The Lost Swordsman

    บทที่ 32 ได้มา เสียไป

    วื้อออออ.....วืบบบ!!!
    เนตรสีทองพลันเจิดจรัสได้เพียงชั่วครู่ก็วูบดับ พร้อมทั้งดวงตาปริศนาก็ได้ปิดลงโดยไม่ทิ้งร่องรอย ราวกับว่าไม่เคยมีอยู่ตั้งแต่แรก ทว่า เรื่องที่ผ่านมาย่อมนับเป็นความจริงอันเที่ยงแท้ บ่งบอกถึงความสำเร็จในการผนึกดาววาสนาผสานกายได้อย่างแน่นอน
    ‘สำเร็จแล้วใช่ไหม ถึงสัมผัสได้ว่ามีบางสิ่งอยู่ในตัวข้าแม้จะบางเบา’เหมาเว่ยค่อยๆเปิดเปลือกตาและเปล่งเสียงถามผู้เป็นอาจารย์ด้วยความใคร่รู้”ท่านอาจารย์ สำเร็จแล้วใช่หรือไม่ครับ?”
    “การผนึกดาววาสนา เรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ ท่านอาจารย์”เหมาเว่ยเอ่ยปากถามไถ่ออกไปเป็นครั้งที่สอง
    แต่เสียงที่ควรจะตอบกลับพลันไร้วี่แววจนชายหนุ่มต้องหันหลังกลับ และภาพที่ปรากฏเป็นเพียงใบหน้าซีดขาว ดวงตาทั้งสองปูดโปนหลั่งเลือดสีแดงออกมาอยู่ตลอด บ่งบอกถึงอาการของปีศาจโอสถที่นับว่าไม่สู้ดีนัก
    ”ท่านอาจารย์!! ทำไมถึงเป็นแบบนี้ รึว่า...จะเป็นเพราะข้า?”
    “มะ...เหมาเว่ยเงียบก่อน ฟังให้ดี ข้ามีเวลาเหลืออีกไม่มาก”เสียงแหบแห้งตอบกลับมาอย่างยากลำบาก
    “เหลือเวลาอีกไม่มาก รึว่าท่านกำลังจะ...ไม่ ข้าไม่ยอม ข้าจะรักษาท่านเอง ข้าไม่ยอมให้ท่านเป็นอะไร ท่านอาจารย์!!”
    “ไร้ประโยชน์ หากเมื่อดาววาสนาสูญสลายก็เท่ากับดวงวิญญาณถูกทำลาย ต่อให้เจ้ามีความสามารถมากกว่านี้ รึมียาวิเศษอยู่ในมือก็ช่วยข้าไม่ได้ ฟังนะเหมาเว่ย อย่าได้โทษตัวเองและจมอยู่กับเรื่องของข้า เจ้าจงเร่งนำยาเม็ดนี้ไปให้นาง ฝากไปให้นางแทนข้าด้วย เหมาเว่ยยย!!”ปีศาจโอสถนำเม็ดยาระดับลี้ลับขึ้นมาและส่งให้กับเหมาเว่ยกับมือ
    “ท่านอาจารย์ไม่ ข้าไม่ยอมให้ท่านตาย ข้าไม่ยอมม!!”เหมาเว่ยบังเกิดความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ด้วยความต้องการของตนกลับมีคนที่ต้องตายไปต่อหน้า
    “ฟังข้า ฟัง.....ข้า...!!!! จงไปที่นิกายบุปผาหยก ถามหาประมุขคนก่อน จากนั้นก็ให้ใช้ยานี่รักษานางเข้าใจไหม? เจ้าเข้าใจที่ข้าพูดไหม เหมาเว่ย!!!”ปีศาจโอสถเปล่งเสียงพร้อมทั้งกุมหัวไหล่เหมาเว่ยเอาไว้ เพื่อเป็นการฝากความหวังและสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้าย
    “ครับ ศิษย์เข้าใจ แต่ว่า...”
    “เกิดเป็นคนก็ต้องตายมีอะไรต้องกลัว แต่ปีศาจโอสถอย่างข้าได้มีโอกาสพบศิษย์เช่นเจ้าก็นับเป็นวาสนา คนมีความสามารถอย่างเจ้าต่อไปต้องยิ่งใหญ่ หากวันใดนิกายบุปผาหยกมีภัยหวังว่าเจ้าจะเห็นแก่หน้าข้า ช่วยเหลือพวกนางโดยไม่บ่ายเบี่ยง”
    เหมาเว่ยพยักหน้าหลั่งน้ำตาคลอพร้อมเปล่งเสียงรับปากหนักแน่น”ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างเด็ดขาด ความจริงท่านควรจะได้ไปช่วยเหลือนางด้วยมือของท่านเอง แต่ความใจร้อนของข้ากลับทำร้ายท่าน ทั้งหมดมันเป็นเพราะข้า เป็นเพราะข้าทั้งหมด ข้าทำให้ท่านต้องมีสภาพแบบนี้ ข้าขอโทษท่านอาจารย์ ข้าขอโทษ!!!”
    “ไม่ เจ้าหยุดโทษตัวเองได้แล้ว ทุกอย่างล้วนถูกฟ้าลิขิต ข้าภูมิใจที่มีศิษย์ดีๆเช่นเจ้า และต่อไปถ้านางฟื้นขึ้นมาแล้วล่ะก็ ข้าฝากบอกนางด้วยว่าข้ารักนาง บอกนางด้วยว่าข้ารักนางเพียงใด ข้ารักนาง ข้ารักนางงงงงงงง!!”
    “ท่านอาจารย์ ไม่นะ ท่านอาจารย์!!!!!”
    วูบบบบ!!!
    เมื่อสิ้นเสียงสุดท้ายของผู้เป็นอาจารย์ ร่างกายที่เคยเคลื่อนไหวพลันแข็งทื่อก่อนฝ่ามือข้างที่กุมหัวไหล่ของเหมาเว่ย ได้ค่อยๆแตกสลายกลายเป็นผุยผงลุกลามเข้าไปจนถึงลำตัว ในไม่ช้าร่างทั้งร่างของปีศาจโอสถก็ได้กลายเป็นธุลีปลิวไปตามสายลม ท่ามกลางเสียงร้องเรียกของผู้เป็นศิษย์ที่แสนจะเจ็บ ทำให้อาจารย์ต้องจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับโดยมิได้ตั้งใจ
    “อ้า.....!!! ท่านอาจารย์ ข้าผิดต่อท่าน ข้าผิดต่อท่านนนนนน!!!”
    .
    .
    .
    'ท่านอาจารย์ต้องมิได้พบหน้าหญิงที่หลงรักก็เป็นเพราะข้า เพราะข้า!! น่าเศร้าใจยิ่งนัก ท่านใช้เวลาทั้งชีวิตก็เพื่อช่วยเหลือนาง แม้กลับไม่มีวันได้พบกันอีก'
    ผ่านไปหนึ่งวันเต็มกับการที่เหมาเว่ยต้องจมอยู่กับความทุกข์และความเสียใจ เขาได้นำแผ่นไม้มาสลักไว้เป็นป้ายหลุมศพเพื่อไว้อาลัยให้แก่ผู้เป็นอาจารย์สอนสั่งวิชาปรุงยาเป็นครั้งสุดท้าย แม้ว่าตามจริงทั้งคู่จะรู้จักกันได้ไม่นาน แต่ความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์ที่เกิดขึ้นนับเป็นของจริง การจากไปของปีศาจโอสถจึงส่งผลกระทบต่อจิตใจเหมาเว่ยเป็นอย่างมาก
    และยิ่งการตายที่เกิดขึ้นเป็นเพราะตนเองด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้เหมาเว่ยไม่อาจทำใจกลับมาเป็นปกติได้ในเร็ววัน
    “ศิษย์อกตัญญูเหมาเว่ยผิดต่อท่าน แม้แต่ร่างกายก็ไม่เหลือ ข้าผิดต่อท่านนักท่านอาจารย์”เหมาเว่ยค่อยๆบรรจงปักป้ายหลุมศพลงบนดิน พร้อมทั้งพูดกับผู้เป็นอาจารย์แม้จะรู้ว่าไม่มีวันจะได้ยินอีกแล้ว”ท่านจงหลับให้สบาย สิ่งที่ท่านมอบหมายข้าจะทำให้สำเร็จ นิกายบุปผาหยกจะไม่มีวันถูกใครรังแก ข้าสัญญา!!”
    ฉึบบ!!
    ‘ข้าจะมัวเสียเวลาต่อไปไม่ได้แล้ว ข้าควรทำตามคำสั่งเลิกจมอยู่กับความทุกข์อย่างที่ท่านอาจารย์เคยกล่าว ยังมีเรื่องอีกตั้งมากที่รอให้ข้ากลับออกไปจัดการ’
    ต่อมาเหมาเว่ยก็ได้คุกเข่าสงบนิ่งไว้อาลัยต่อหน้าป้ายหลุมศพที่บรรจงสร้างขึ้น จากนั้นก็นำถุงจักรวาลของผู้เป็นอาจารย์ขึ้นมาตรวจดู ซึ่งนอกจากเสื้อผ้าของปีศาจโอสถได้ถูกฝังลงดิน ก็ยังมีของใช้อีกบางส่วนถูกฝังลงไปพร้อมกันอีกด้วย
    ทว่า ก็ยังมีของจำเป็นที่เหมาเว่ยนำมาเป็นเก็บไว้ใช้ เพราะผู้เป็นศิษย์อย่างเขาย่อมสมควรสืบทอดสิ่งที่ได้มาจากผู้เป็นอาจารย์ ตำรา สมุนไพรและสิ่งที่ใช้ปรุงยาบางส่วนอย่างเช่นเตาปรุงยา ก็ถูกเหมาเว่ยนำติดตัวออกไปในการเดินทางครั้งนี้ที่กำลังจะเกิดขึ้น
    ‘ท่านอาจารย์ ของเหล่านี้ข้าขออนุญาตนำออกไปใช้’เหมาเว่ยนำของทุกอย่างที่ค้นได้ เก็บกลับไปในถุงจักรวาลก่อนที่จะก้มลงโขกศีรษะให้แก่ผู้เป็นอาจารย์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจาก และได้ออกเดิยทางไปสู่เส้นทางหลักระหว่างอาณาจักรในเวลาต่อมา
    .
    .
    .
    ณ ยอดเขาพยัคฆ์ม่วง
    หลายวันต่อมาเหมาเว่ยก็ได้เดินทางมาจนถึงสำนักพยัคฆ์อัสนี และเข้าพบกับอาวุโสว่านเพื่อส่งสิ่งที่เป็นดั่งภารกิจของเขา มอบหญ้าปีศาจที่ได้เก็บกลับมาเพื่อช่วยเหลือเจ้าสำนักให้ฟื้นจากอาการบาดเจ็บที่ได้รับ
    “คารวะผู้อาวุโส”
    “เหมาเว่ยเจ้ากลับมาแล้ว ข้ากำลังร้อนใจอยู่พอดี”
    “ขอบคุณผู้อาวุโสที่เป็นห่วงข้า นี่ครับ หญ้าปีศาจ”เหมาเว่ยล้วงหยิบต้นหญ้าที่เก็บมาได้ส่งให้อาวุโสว่าน
    “ดี ดีมาก เจ้าไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”อาวุโสว่านรับสิ่งที่เหมาเว่ยส่งให้ก่อนที่จะสังเกตเห็นสีหน้าที่ผิดแปลกไปจากทุกที”เหตุใดถึงได้ทำหน้าเช่นนั้นล่ะ เจ้าดูแปลกไปนะเหมาเว่ย”
    “ข้าไม่เป็นอะไร แค่รู้สึกไม่สบายนิดหน่อย”เหมาเว่ยยังทำทีเป็นปกติ ไม่ต้องการเผยความในใจอันแสนเจ็บปวดให้แก่ผู้ใดได้ทราบทั้งนั้น
    “งั้นหรอ เช่นนั้นเจ้าไปพักก่อน เดี๋ยวข้าขอตัวนำหญ้าปีศาจไปรักษาท่านเจ้าสำนัก แล้วจะรีบกลับมา”
    “ครับ”
    จากนั้นอาวุโสว่านก็เร่งก้าวเท้าออกไปเพื่อส่งหญ้าปีศาจให้ถึงมือท่านเจ้าสำนัก ซึ่งก็เป็นโอกาสเดียวกับที่ลูกศิษย์ของอาวุโสว่านอย่างซานป๋อ จะเข้ามาพูดคุยกับเหมาเว่ยอย่างเช่นทุกครั้งไป
    “ศิษย์น้อง เจ้าดูเปลี่ยนไปมากเลยนะ ถึงสีหน้าจะแปลกๆ แต่ผิวพรรณและเส้นผม ล้วนบ่งบอกว่าเจ้าสำเร็จพลังยุทธในระดับที่สูงขึ้นไปอีกแล้ว หรือว่าเจ้าจะก้าวสู่ระดับปรมาจารย์ได้สำเร็จ?”
    เหมาเว่ยเหลือบมองสีหน้าของซานป๋อเล็กๆก่อนจะพยักหน้าและพูดว่า”ใช่ ข้าสำเร็จพลังยุทธระดับที่สูงกว่าก่อนจริงๆ ว่าแต่ท่านเถอะเป็นอย่างไรบ้าง”
    “พลังยุทธของข้ายังอ่อนด้อยกว่าเจ้านัก ยังเป็นระดับหลอมรวมอยู่เลย”
    “ว่าแต่ท่านพอจะรู้จักนิกายบุปผาหยก และนิกายนักบุญบ้างรึไม่?”เหมาเว่ยถือโอกาสถามถึงสองนิกายที่ต้องการจะไปเยือนสักครั้ง
    “นิกายบุปผาหยก แน่นอนว่าข้ารู้จัก ส่วนนิกายนักบุญ ข้าก็ยิ่งรู้จักดีเลยเชียวล่ะ รึว่าเจ้าอยากจะเข้าร่วมนิกายพวกนี้”
    “เข้าได้ด้วยหรอ ข้าก็เป็นศิษย์ของที่นี่แล้วนะ”
    “เฮ่ยยย เจ้าเป็นศิษย์นอกที่ไม่สามารถรับตำแหน่งใดๆของสำนักพยัคฆ์อัสนีได้ แต่ก็เพราะฐานะแบบนี้เจ้าก็สามารถเข้าร่วมนิกาย สำนัก หรือพรรคใดๆก็ได้เช่นกัน”ซานป๋อเว้นช่วงชั่วครู่ก็เริ่มกล่าวต่อ“นิกายบุปผาหยก เห็นที่เจ้าจะเข้าร่วมไม่ได้ ที่นั่นโด่งดังในใต้หล้าก็จริง แต่ก็รับเฉพาะศิษย์ผู้หญิงไม่รับผู้ชาย มิหนำซ้ำยังมิชื่นชอบติดต่อคบค้าสมาคมกับสำนัก นิกายหรือพรรคใดด้วย เห็นทีเจ้าคงต้องผิดหวังแล้วล่ะ”
    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ข้ามิได้อยากจะเข้าร่วมสักหน่อย แล้วนิกายนักบุญล่ะ? เป็นสถานที่แบบใดกัน”
    “เจ้าไม่รู้อะไรซะบ้างเลย หากกล่าวถึงสุดยอดสถานที่อันยิ่งใหญ่ที่บ่มเพาะผู้ฝึกตนนั้น นอกจากห้าอาณาจักรแล้วก็ยังมีคฤหาสน์วิหคดำ เกาะผู้กล้าและนิกายนักบุญ”
    “ท่านนี่รู้เยอะจริงๆ”
    “คฤหาสน์วิหคดำ มีที่มาจากอาณาจักรเพลิงหงสา เป็นอดีตองค์ชายที่ผิดหวังกับการได้เป็นจักรพรรดิ จึงตัดขาดกับราชวงศ์และก่อตั้งกองกำลังของตนขึ้นมาในภายหลัง และใช้ชื่อว่าคฤหาสน์วิหคดำ กองกำลังที่ถูกสร้างขึ้นนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ว่ากันว่าขนาดกองกำลังระดับล่างๆยังมีพลังยุทธอย่างต่ำก็ระดับปรมาจารย์เชียวนะ พวกระดับสูงๆยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะเก่งกล้าเพียงใด เคล็ดวิชาต่างๆที่ได้สืบทอดมาจากผู้ก่อตั้งหรือองค์ชายวิหคดำ ล้วนเป็นยอดวรยุทธทั้งสิ้น”
    “น่าสนใจจริงๆ แล้วเกาะผู้กล้าล่ะ”
    “เกาะผู้กล้า ล้วนเกิดขึ้นจากการรวมตัวของผู้ฝึกตนที่ไร้สังกัด พอเริ่มมีจำนวนมากเข้าก็ได้ก่อตั้งและอาศัยอยู่ในเกาะที่ถูกเรียกว่าเกาะผู้กล้าหรือเกาะลมกรดในอดีต นานๆทีจะออกมารับศิษย์สักคนสองคน”
    “แล้วนิกายนักบุญ?”
    “นิกายนักบุญนับว่าเก่าแก่ที่สุด แรกเริ่มถูกก่อตั้งด้วยคนสนิทของหกนักบุญในอดีต ที่ต้องการจะปกป้องผู้คนที่อ่อนแอและสถานที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับนักบุญทั้งหกจากยุคบรรพกาล และที่สำคัญ ก็มิได้เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ต่างๆในหกอาณาจักรอีกด้วย ก็อย่างเช่น วิหารนักบุญที่ถูกสร้างขึ้นภายหลัง และอื่นๆเช่นสถานที่ที่เคยใช้เป็นที่ร่วมปรึกษาของนักบุญทั้งหก หรือแม้สุสานเองก็ตามที”
    “แต่ละแห่งที่ข้าได้ฟัง ล้วนสุดยอดทั้งนั้นเลย”
    “ยังไม่หมดหรอกนะ เจ้ารู้ไหม ทั้งสามแห่งที่กล่าวไปล้วนมีรากฐานมาอย่างยาวนาน ไม่ค่อยมีผู้ฝึกตนคนใดอยากที่จะมีเรื่องด้วยหรอก เคยมีคำกล่าวที่ว่า หากผู้ใดซึ่งไร้หนทางหรือถูกตามล่า แต่ถ้าสถานที่หนึ่งในสามแห่งนี้ยอมรับให้เข้าไปอยู่ในการปกครองแล้วล่ะก็ ต่อให้เป็นอำนาจของอาณาจักรทั้งห้าก็ไม่มีอันใดต้องกลัว”
    “ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลย?”
    “ใช่แล้ว ในบรรดาที่ข้ากล่าวไปทั้งหมด นิกายนักบุญเปิดรับศิษย์บ่อยที่สุด ขอเพียงมีความสามารถมากพอ ก็จะได้เข้าร่วมหากผ่านการทดสอบไปได้”
    “ศิษย์พี่อายุยังน้อย แต่กลับรู้เรื่องในยุทธภพมากมายเพียงนี้ ข้าล่ะเลื่อมใสท่านจริงๆ”
    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ไม่ขนาดนั้นหรอก”
    ‘นิกายนักบุญ คฤหาสน์วิหคดำ เกาะผู้กล้า น่าสนใจจริงๆ’เหมาเว่ยอมยิ้มเล็กๆก่อนจะเอ่ยปากต่อ”ท่านช่วยวาดแผนที่ไปสู่นิกายบุปผาหยกให้ข้าหน่อย จะได้หรือไม่?”
    “อ่าว ทำไมเป็นนิกายบุปผาหยก?”
    “เอาน่า..!”
    “ได้ๆ”ซานป๋อลงมานำกระดาษและพู่กันขึ้นมาจากวาดแผนที่ให้แก่เหมาเว่ย พร้อมทั้งเปล่งเสียงเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อีกเล็กๆ”เอ่อ ช่วงที่เจ้าไม่อยู่ พวกพรรคตระกูลเซี่ยมาทวงคน ถามหาผู้ที่สังหารคนของมันจริงๆ”
    เหมาเว่ยขมวดคิ้วหลังจากที่ได้ยิน“แล้วเป็นอย่างไรบ้าง”
    “พวกมันยังไม่กล้าลงมือ อย่างน้อยชื่อเสียงของเจ้าสำนักเราก็ยังสร้างความหวาดหวั่นให้แก่พวกมันได้บ้าง แต่หากออกไปจากที่นี่เจ้าต้องระวังให้มากนะ พวกมันข่มขู่ทิ้งท้ายไว้ว่า จะจัดการกับเจ้าถ้าได้พบกันข้างนอก แล้วอีกอย่าง พวกมันบอกว่าจะสืบหาที่มาของเจ้า พร้อมกับหาทางเล่นงาน ก็ประมาณไปตามรังควานคนที่บ้าน ไม่ก็คนที่เจ้ามีความสนิทสนมด้วยน่ะ”
    “ท่านว่าอะไรนะ?”
    “มีอะไรหรือศิษย์น้อง สีหน้าเจ้าดูกำลังตกใจมากเลยนะ”
    “ศิษย์พี่ข้าขอตัวก่อนล่ะ ไว้จะกลับมาเอาแผนที่ภายหลัง ข้าไปนะ”
    “เดี๋ยวเหมาเว่ย จะรีบร้อนไปไหน แผนที่ใกล้จะเสร็จแล้ว เหมาเว่ย! อะไรของเจ้า”
    ฟุบ ฟุบ ฟุบบบ!!
    ‘ไม่ได้ ข้าจะรอช้าไม่ได้ บางทีโรงเตี๊ยมอาจตกอยู่ในอันตรายหากพวกมันสืบได้ว่าเป็นของข้า’เหมาเว่ยเร่งจากไปด้วยความร้อนใจโดยทันที มิได้สนใจเสียงเรียกของซานป๋อแม้แต่น้อย
    เพราะหากโรงเตี๊ยมหมี่เหลืองถูกสืบได้ว่ามีเหมาเว่ยเป็นผู้เช่า ไม่ว่าจะเป็นเสี่ยวเอ้อที่เขานับคนเหล่านั้นเป็นพี่น้อง การค้าที่สร้างขึ้นมาในอดีตหรือแม้แต่ความลับที่ปกปิดไว้ใต้บ่อน้ำ จะมิต้องถูกทำลายด้วยฝีมือคนตระกูลเซี่ยไปหมดแล้วหรอกหรือ