ณ ที่แห่งหนึ่งอันห่างไกลจากจุดปะทะหลังแรงะเิอันมหาศาล มีบางอย่างเลื้อยผ่านเทือกเขาและป่าไม้ไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะมีร่างของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กยืนรออยู่ที่ปลายยอดผาสูง
Tianaga ลดความเร็วของมันลงก่อนจะหยุด งูั์ยกหัวขึ้นสูงก้มมองไปที่ร่างจิ๋วตรงหน้า ก่อนมันจะค่อยๆ ก้มต่ำลง ร่างนั้นยกมือขึ้นแล้วลูบลงไปที่ปลายจมูกของมัน
“เ้าทำดีแล้ว... ที่เหลือจงปล่อยให้เป็หน้าที่ของนักล่าเงาเถอะ” ร่างนั้นพูด ปลายเสียงนุ่มนวลและสง่า
Absum ที่ยืนอยู่ด้านหลังของ Tianaga หันหลังวิ่งออกไปทำหน้าที่ของมันทันที ก่อนที่จะมีแสงสว่างสาดลงใส่ Tianaga แล้วดูดมันขึ้นสู่ท้องฟ้า หายไปพร้อมกับร่างปริศนานั้น
The Unbash Zone E
เ้าหน้าที่ตำรวจสองคนสวมชุดเกราะไฮเทคเต็มตัวกำลังวิ่งขึ้นตึกร้างแห่งหนึ่ง บนข้อมือมีภาพโฮโลแกรมแสดงแผนผังของตึกและสัญญาณจุดสีแดงหนึ่งจุดกะพริบอยู่
“เธออยู่ในนี้ ระวังตัวด้วย” ตำรวจที่นำหน้าเตือนอีกคนที่ตามหลังมา
ตำรวจทั้งสองหยุดลงที่หน้าประตูบานหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เปิดมันออกอย่างช้าๆ และเดินเข้าไปด้านใน มือของพวกเขากำปืนพลังงานสีแดงไว้แน่น แต่ในห้องอันมืดมิดนั้น จู่ๆ ก็มีแสงสีส้มเปล่งประกายออกมาจากกลางห้อง ตำรวจทั้งสองหันควับไปหาต้นแสงทันที
“ไปลงนรกซะเถอะ ไอ้พวกสวะ!”
แสงสีส้มสว่างวาบ ก่อนที่ด้านนอกตึกจะเกิดแรงะเิขนาดย่อม ร่างของตำรวจสองนายปลิวทะลุตึกตกลงมา 5 ชั้น กระแทกพื้นเสียชีวิตทันที
คนที่ยิงใส่ตำรวจเดินออกมาที่มุมตึกซึ่งกลายเป็รูโหว่ มองลงไปที่ศพด้านล่างก่อนจะเบิกตากว้างและรีบวิ่งหลบออกมา เพราะเบื้องล่างคือฝูงหน่วยสวอต (SWAT) ที่กำลังเล็งปืนสวนขึ้นมาทางเธอ พวกสวอตไม่รอช้า ทันทีที่เห็นหน้าเธอก็ระดมยิงเข้าใส่ตึกจนเธอต้องหนีร่นออกมา
“ใช้พวกเดียวกันเป็ตัวทดลองเหรอ?! ไม่คิดจะสงสารตำรวจชั้นผู้น้อยเลยรึไง!” เธอสบถ ก่อนจะถอดอุปกรณ์ที่แขนซึ่งใช้ยิงเมื่อครู่ทิ้งลงพื้น แล้วะโออกจากตึกไปดาดฟ้าตึกข้างๆ
เพียงเพื่อพบยานบินสามลำจ่อไฟส่องสว่างใส่เธอจากสามมุม เธอยืนรออีกไม่กี่วินาที ก่อนที่ปลอกแขนที่ถูกถอดทิ้งไว้จะะเิอย่างรุนแรง ส่งเศษซากตึกกระจายไปกระแทกตัวยานและสร้างกลุ่มควันฟุ้งกระจาย นักบินจากยานลำหนึ่งถูกควันบังมิดไปทั้งเครื่องจนมองอะไรไม่เห็น ก่อนจะได้ยินเสียงเหมือนไฟไอพ่นดังขึ้น นักโทษสาวปรากฏตัวฝ่าควันมาเกาะที่กระจกของยาน จากนั้นใช้มือต่อยเข้าไปที่ข้างตัวยาน ดึงกระชากสายไฟบางอย่างจนกระจกเปิดออกทันที สาวคนนั้นรีบกระชากตัวนักบินร่วงหายไปในควันตึกเบื้องล่าง แล้วขโมยยานขับหนีออกไปทันที
“เธออยู่ในเครื่อง Expex ลำนั้น! ตามไปเร็ว!” เ้าหน้าที่สวอตคนหนึ่งะโ ทุกคนรีบกลับขึ้นรถทันที ขณะที่ยานบินที่เหลืออีกสองลำก็เร่งเครื่องตามเธอไปติดๆ
ในขณะเดียวกัน ที่ตึกสูงอีกมุมหนึ่งซึ่งห่างจากที่เกิดเหตุไปไกล ร่างของคนสองคนกำลังยืนอยู่บนยอดตึก เคและเรย์ที่ถือกล้องส่องทางไกลกำลังจับตาดูเหตุการณ์ทั้งหมด
“นี่น่ะเหรอนักโทษหลบหนี... จากที่ประเมิน ระดับนี้น่าจะเป็ผู้ก่อการร้ายมากกว่านะ” เรย์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ ก่อนจะยื่นกล้องส่องทางไกลให้เค
ด้านล่างตึก บริเวณถนนในเมือง ผู้คนมากมายหยุดยืนดูฝุ่นควันที่ลอยขึ้นสูงจากจุดปะทะ “เอาเถอะน่า จะเป็สุดยอดโจรหรือยอดนักประดิษฐ์หน้าไหน เราก็ต้องไปหิ้วคอมาโดยห้ามให้พวกตำรวจเห็นอยู่ดีแหละ” ฮอน์ลพูดระหว่างเดินแฝงตัวไปกับฝูงชน “ที่น่าปวดหัวไม่ใช่ยัยนั่นเก่งแค่ไหน แต่เป็เราจะรวบตัวยัยตัวอันตรายนั่นยังไงไม่ให้โป๊ะแตก แถมยังต้องหาวิธีแบกกลับฐานอีกต่างหาก”
“ติดต่อท่านจอมพลไปสิ~ เดี๋ยวเขาก็ส่งคนมารับเองแหละ หรือไม่ก็แค่ทรมานยัยนักโทษนั่นให้สลบเหมือดไปตลอดทางกลับก็สิ้นเื่~” A-5 พูดลอยหน้าลอยตาผ่านเครื่องสื่อสาร
“ไม่ได้ลงสนามมาด้วยแท้ๆ แล้วยังจะไม่ช่วยคิดอะไรดีๆ อีกนะ...” เอเลเซียที่เดินตามหลังฮอน์ลอยู่บ่นอุบอิบพร้อมมองซ้ายมองขวาอย่างระแวง
กลับมาที่การหลบหนีของนักโทษ ตอนนี้เธอกำลังขับยานพร้อมบ่นอุบ “ระบบเห่ยๆ พวกนี้มันอะไรกันเนี่ย! The Unbash มีของเล่นดีๆ แค่นี้เองเหรอ?!” เธอบ่นพลางดึงคันบังคับ เชิดหัวยานขึ้นตีลังกาข้ามไปอยู่ด้านหลังยานทั้งสองลำที่ตามมา ก่อนจะสาดะุพลังงานสีแดงใส่จนยานทั้งสองลำะเิกลางอากาศทันที
“ประเมินจากสถานการณ์ เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จในการจับกุมเริ่มลดลง” S-12 พูดขึ้นในระบบสื่อสาร
S-12 และคานาตะกำลังวิ่งอยู่ข้างถนนในบริเวณนั้นและเห็นเหตุการณ์แบบใกล้ชิด พวกเขาพยายามวิ่งตามยานที่นักโทษขับไป “A- A-5 ขะ-ขอ... ข้อมูลอีกรอบที..” คานาตะวิ่งไปหอบไป เอ่ยถาม A-5 ถึงประวัติของเป้าหมาย
A-5 ตอบทันที “มนุษย์ เอเอ็น เพศหญิง เป็นักโทษ—”
“เลิกกวนบาทาสักแป๊บได้ไหม! แค่วิ่งตามยานนี่ก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว!” คานาตะสวนทันควัน
“ก็นี่ไงข้อมูลดิบ~ ฉันทำอะไรผิดงั้นเหรอ?” A-5 เอามือทุบหัวตัวเองเบาๆ แล้วกระแอมเสียงดัง “เอาล่ะๆ ... นักโทษหลบหนี มีความสามารถคือระดับสติปัญญาสูงกว่าคนทั่วไป 4 ถึง 8 เท่า ยัยนี่ไม่ได้ปราดเปรื่องแค่เื่เครื่องยนต์กลไกนะ แต่รวมถึงกลยุทธ์การรบด้วย ถูกจับข้อหาสร้าง DEP เถื่อนไปถล่มบ้านพวกคนรวยที่ค่าแรงงานมนุษย์ สูง 179 เิเ อายุ 32 เกิดที่โรงพยาบาลชานเมืองโซน E ชื่อของเธอคือ เพวเน่ ไร้นามสกุล”
“นามสกุลประหลาดดีแฮะ” ฮอน์ลพูดแทรกเข้ามา เอเลเซียมองแผ่นหลังฮอน์ลด้วยสายตาตายด้านกับมุกฝืดๆ
จอมพลติดต่อเข้ามาในระบบทันที “พวกคุณมัวทำอะไรกันอยู่ครับ? รีบไปคุมตัวเธอมาเถอะ ขืนปล่อยไว้สถานการณ์จะยิ่งบานปลายไปมากกว่านี้นะ”
“รับทราบค่ะท่านจอมพล พวกเรากำลังดำเนินการ แต่งานมันจะง่ายกว่านี้มาก ถ้านักโทษที่ท่าน้าตัวไม่ได้กำลังขับเครื่อง Expex บินร่อนไปมาอยู่แบบนั้น” เรย์ตอบกลับเสียงเรียบ ก่อนจะกางแขนออกทิ้งดิ่งลงจากยอดตึกไปทันที
“นี่ A-5! พอจะแอบเจาะระบบ Expex เครื่องนั้นแบบไร้ร่องรอยได้หรือเปล่า!?” เคถามเร็วรี่ และะโทิ้งตัวตามพี่สาวไปติดๆ
“หมูๆ อยู่แล้วล่ะ~ แต่ถ้ายัยนั่นฉลาดอย่างที่ข้อมูลบอก ฉันคงต้องเตรียมระบบกัน Feedback ที่ยัยนั่นสวนกลับมาแน่ๆ เอาไว้ด้วย~” A-5 พูดพร้อมกดปุ่มใต้โต๊ะตัวเอง จากนั้นคีย์บอร์ดเสริมอีกสองอันก็เลื่อนโผล่ออกมา
“เยี่ยม! ถ้างั้นเราต้องรีบคว้าโอกาสก่อนที่ยัยนักโทษนั่นจะแฮ็กระบบกลับแล้วคว้าตัวออกมาจาก Expex ให้ได้” ฮอน์ลพูดและเริ่มออกวิ่ง “S-12! คานาตะ! ทำยังไงก็ได้สกัดพวกตำรวจเอาไว้ อย่าให้ตามมาถึง!” ฮอน์ลสั่งการต่อ
“หน่วยสวอตแห่มาแทบจะหมดสถานีแล้ว ประเมินหาทางเลือกที่เป็ไปได้ให้ด้วย” S-12 ตอบกลับนิ่งๆ
เรย์และเคถอดชุดสูทออกกลางอากาศ เผยให้เห็นชุดสายลับรัดรูปด้านใน จากนั้นกางปีกพังผืดข้างลำตัวออก ร่อนทะยานไปด้วยความเร็วสูง ฮอน์ลวิ่งเข้าไปในลานจอดรถ ทุบกระจกรถของใครก็ไม่รู้เพื่อขโมยขับออกไปพร้อมกับดึงตัวเอเลเซียขึ้นมานั่ง คานาตะหยุดวิ่ง หันเข้าหาตึกและวิ่งขึ้นไปในชั้นที่สูงพอสมควร รอจังหวะรถสวอตขับผ่านมา จากนั้นเขากดที่ข้าหูสวมหน้ากากเหล็กอัจฉริยะปิดบังใบหน้า แล้วะโทิ้งตัวลงไปบนหลังคารถสวอตทันที
“เสียงอะไรน่ะ!?” สวอตในรถสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงหลังคายุบเหมือนมีอะไรตกลงมาใส่ “ออกไปดูหน่อยสิ!” คนขับะโสั่งคนที่นั่งอยู่ด้านหลัง
เมื่อประตูหลังรถเปิดออก คานาตะกระชากคนเปิดประตูจนตกรถกลิ้งไปกับถนนทันที ตามด้วยการะโถีบขาคู่เข้าไปในตัวรถใส่อีกคนด้านใน เกิดการต่อสู้ตะลุมบอนขึ้น คานาตะรุกและรับอย่างคล่องแคล่ว แต่ด้วยพื้นที่แคบก็โดนกระบองฟาดไปหลายที ทางด้านคนขับที่โฟกัสไม่ถูก หันกลับมามองที่ถนนอีกทีก็เห็น S-12 ยืนตระหง่านขวางอยู่กลางถนนเสียแล้ว คนขับเบิกตากว้างใสุดขีด ก่อนที่ S-12 จะะโลอยตัวขึ้นจากพื้น ปล่อยให้รถพุ่งชนปะทะร่าง จากนั้น S-12 ทรงตัวบนกระโปรงรถ ต่อยหมัดทะลุกระจกกันะุ คว้าคอคนขับมาหักทิ้งอย่างง่ายดาย แล้วมุดเข้าไปขับแทนที่
“เฮ้ย! ไปฆ่าเขาทำไม S-12?!” คานาตะโวยวายขณะกำลังนัวเนียสู้กับพวกที่เหลืออยู่เบาะหลัง
“ภารกิจระบุไว้ว่าห้ามมีผู้พบเห็น การกำจัดทิ้งคือวิธีป้องกันปัญหาที่รัดกุมที่สุด” S-12 ตอบเสียงเย็นเยียบ
คานาตะพยายามออกสเต็ปสู้กับสวอตหลังรถสุดฤทธิ์ แต่จำนวนที่มากกว่าทำให้ตึงมือไปนิด ก่อนจะมีเสียงปืนดังขึ้นทีละนัด ปัง! ปัง! ปัง! S-12 ยิงปืนพกผ่านกระจกมองหลังเจาะกะโหลกพวกสวอตด้านหลังอย่างแม่นยำทุกนัด ก่อนที่คานาตะจะปีนข้ามมานั่งหอบที่เบาะหน้า
“แม่นดีนี่ ไปหัดยิงปืนผ่านกระจกมองหลังมาจากไหนเนี่ย?” คานาตะถามเหนื่อยๆ
“เก่งดีนี่ ไปหัดฝึกศิลปะการต่อสู้มาจากไหน” S-12 ตอบกลับด้วยคำถามหน้าตาย
“อายุ 12... เคยเรียนศิลปะป้องกันตัวมาน่ะ” คานาตะตอบพลางดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาด
ตัดมาที่ เพวเน่ นักโทษหลบหนีกำลังขับยานหนีสุดชีวิต ทว่าจู่ๆ แสงไฟในห้องโดยสารจากสีฟ้าก็กะพริบกลายเป็สีขาว และยานก็เริ่มสูญเสียการควบคุม “อะไรกันเนี่ย?!” ยานที่เธอขโมยมาโดนแย่งสิทธิ์ควบคุมและกำลังปักหัวพุ่งลงพื้น เพวเน่ไม่รอช้า รีบดึงสายเคเบิลจากแขนของตัวเองเสียบเชื่อมต่อเข้ากับแผงคอนโซลยานทันที หวังชิงการควบคุมกลับคืนมา
“ยัยนี่มันบ้าไปแล้ว! เชื่อมระบบประสาทเข้ากับยานโดยตรงเลยเหรอ?!” A-5 ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความใ
“เกิดอะไรขึ้น A-5?!” เค รีบถาม
“แบบนี้ฉันยื้อไว้ได้ไม่ถึงนาทีแน่! อ๊ะ—! มันจะแย่งการควบคุมคืนไปแล้ว!” A-5 สบถ ก่อนจะรีบนั่งลงรัวนิ้วลงบนคีย์บอร์ดเพื่อเปิดศึกชิงระบบ
“สุดยอดเลยแฮะ... A-5 ใเป็กับเขาด้วย~” ฮอน์ลผิวปากแซว ตอนนี้เขาขับรถมาขนาบใกล้กับยานของเพวเน่แล้ว “ไอ้หนู มาจับพวงมาลัยที” จู่ๆ ฮอน์ลก็ลุกขึ้นยืนบนเบาะ
“หา!? ดะ-เดี๋ยวสิ! ฉันขับรถไม่เป็นะตาบ้า!” เอเลเซียทำตัวไม่ถูก รีบถลารวบพวงมาลัยเอาไว้ด้วยความเลิ่กลั่ก
“เหยียบคันเร่งด้านล่างไง เหยียบมิดไปเลย แค่แป๊บเดียวพอ” ฮอน์ลตอบชิลๆ พลางปีนออกไปยืนรับลมบนหลังคารถที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วเกือบ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยที่ขาทั้งสองข้างยืนหยัดมั่นคงไม่สั่นกระดิก เขาเอามือวางไว้ที่ซองปืนลูกโม่ข้างเอว ั์ตาจดจ้องไปที่ยานบินอยู่นาน
“ไอ้ลุง! เร็วๆ สิโว้ย!” เอเลเซียโวยวายแข่งกับเสียงลมปะทะ แต่ฮอน์ลไม่สนใจและยังคงยืนนิ่ง
ในเสี้ยววินาทีนั้น ทุกอย่างรอบตัวฮอน์ลคล้ายหยุดนิ่งลง เขาใช้เวลาเพียงเสี้ยวลมหายใจคำนวณทิศทางลมและองศาความโค้ง ก่อนชักปืนลูกโม่ทวินเบรกเกอร์ออกมาด้วยความเร็วเหนืุ์ ลั่นไกออกไปสองนัดซ้อน ะุเจาะเข้าจุดสำคัญของเครื่องยนต์ยานเป๊ะๆ
เพวเน่รู้สึกได้ทันทีว่ายานกำลังดิ่งพสุธาเร็วกว่าเดิม ก่อนจะเห็นแจ้งเตือนผ่านหน้าจอว่าเครื่องยนต์ดับสนิทแล้ว
“อย่าบอกนะว่าตาลุงนั่นแม่นแค่ตอนจับปืนจริงน่ะ?” เคะโฝ่าลม ก่อนจะร่อนตัวลงไปเกาะที่ข้างยาน โดยมีเรย์เกาะอยู่ที่อีกฝั่ง
“ก็พวกหุ่น DEP มันมีระบบบ้าบออะไรไม่รู้ขึ้นมาบังหน้าจอเล็งเต็มไปหมดนี่หว่า” ฮอน์ลบ่นพึมพำก่อนจะรีบปีนกลับเข้าไปในรถ
เรย์และเคเกาะไต่ไปตามตัวยานจนถึงค็อกพิทด้านหน้า ก่อนจะใช้มีดสั้นงัดเข้าที่ซอกกระจก บังคับให้ระบบ Emergency Eject ทำงาน เพวเน่ถูกดีดตัวออกจากยานทันที แต่เรย์คว้าข้อเท้าเธอเอาไว้ได้ทัน ก่อนที่สองแฝดจะพากันกางปีกร่อนออกมา ปล่อยให้ยานเปล่าดิ่งกระแทกพื้นะเิตูมใหญ่
“พวกแกเป็ใครอีกเนี่ย!?” เพวเน่โวยวายและพยายามดิ้นหนี
เรย์ที่เริ่มรำคาญจึงสับสันมือเข้าที่ท้ายทอย เพวเน่สลบเหมือดไปทันที “ฉันเห็นด้วยกับ A-5 นะ... ถ้าไม่ทำให้สลบ ภารกิจน่าจะยุ่งยากกว่านี้” เรย์พูดเสียงเรียบ ก่อนที่ทั้งสามจะร่อนลงแตะพื้นด้านล่างพอดีกับจังหวะที่ฮอน์ลขับรถมาเทียบทับ
“ได้ตัวหรือยัง! พวกเราแย่แล้ว!” คานาตะะโผ่านวิทยุสื่อสาร ตอนนี้ด้านหลังรถของเขามีกองกำลังสวอตขับไล่ตามมาเป็พรวน
“ทำได้ดีมากจ้ะหนุ่มๆ ~ ทีนี้ก็ทิ้งรถแล้วยอมโดนจับซะดีๆ นะ~” A-5 พูดแซวเสียงใส
“เดี๋ยวส่งพิกัดไปให้ S-12! รีบหาทางสลัดพวกตำรวจซะ แล้วอย่าลืมลบร่องรอยทิ้งด้วย” ฮอน์ลสั่งการ ก่อนที่เรย์กับเคจะขึ้นรถ นำร่างเพวเน่ที่ถูกมัดยัดใส่ท้ายรถแล้วขับหลบหนีไป
S-12 ได้รับพิกัดจุดนัดพบ เขาทำการต่อยกระแทกแผงวงจรใต้พวงมาลัยจนพังยับ จากนั้นคว้าคอเสื้อคานาตะ ะโพุ่งตัวออกจากรถ กลิ้งหลบเข้ามุมอับสายตาริมทาง ปล่อยให้รถสวอตที่พวกเขาขโมยมาวิ่งพุ่งไปเรื่อยๆ ตามแรงเฉื่อย
“รีบถอนตัว อีกไม่นานพวกนั้นต้องรู้ตัวแน่” S-12 เอ่ยขึ้นก่อนที่เสียงะเิตูมใหญ่จะดังตามมาติดๆ
“เมื่อกี้นายทำอะไรไปน่ะ?” คานาตะรีบลุกขึ้นวิ่งตาม
“ฉันทำลายเตาปฏิกรณ์พลังงานของรถ อีกไม่นานพวกมันจะประเมินได้ว่าไม่มีศพอยู่ในกองเพลิง... เพราะงั้นรีบเคลื่อนย้ายเถอะ” S-12 ตอบ
ทีม Arcus ทำภารกิจสำเร็จลุล่วง แต่ทว่า... เ้าหน้าที่สวอตนายหนึ่งที่คานาตะจับโยนลงไปจากรถก่อนหน้านี้ ยังคงรอดชีวิตปลอดภัยดี และเขาเป็คนเดียวที่รอดมาพร้อมกับจดจำรูปร่างของคานาตะได้ ถึงแม้จะจำใบหน้าไม่ได้เพราะหน้ากากบังอยู่ก็ตาม...
ฐานทัพ Arcus
“ทำได้ดีมากทุกคนครับ ผมเริ่มคิดแล้วสิว่าพวกคุณน่าจะถนัดงานภาคสนามแบบนี้มากกว่าไปสู้กับพวกไคริวซะอีกนะเนี่ย” จอมพลปรบมือให้ทุกคนในห้องปฏิบัติการพร้อมกับรอยยิ้มกว้างแบบหุบไม่อยู่
“ไม่เห็นเข้าใจเลยว่าจะดีใจอะไรขนาดนั้น ก็แค่ได้ช่างซ่อม DEP มาเองไม่ใช่หรือไง...” เอเลเซียกระซิบกระซาบกับ S-12
“แล้ว... นักโทษอยู่ที่ไหนคะ?” เลขาของจอมพลเอ่ยถามขึ้น
“อ่ะ- เออ....” คานาตะทำหน้ากระอักกระอ่วน เช่นเดียวกับทุกคนในทีมที่หันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ในห้องทดลองอีกฝั่งตรงข้ามห้องพักทีม A-5 กำลังหัวเราะชอบใจลั่นห้อง ในมือถือปุ่มกดรีโมท และเบื้องหน้าในกรงกระจกคือเพวเน่ที่กำลังดิ้นทุรนทุรายโดนกระแสไฟฟ้าช็อตอยู่... สภาพเดียวกับที่เอเลเซียเคยโดนรับน้องเป๊ะๆ
ก่อนที่จอมพลจะเดินเข้าไปและจับข้อมือของ A-5 เอาไว้ “พอแค่นี้เถอะ A-5 งานของเรา้าทีมเวิร์กนะ... ขืนคุณทำแบบนี้ต่อไป มันจะสร้างความแค้นเปล่าๆ” A-5 ยอมหยุดมือแล้วเดินหลบออกไปเงียบๆ อย่างว่าง่าย โดยมีเอเลเซียยืนแลบลิ้นปลิ้นตาใส่แผ่นหลังเธออยู่
จอมพลปาดเหงื่อ ยืนรวบรวมความคิดอยู่นาน “เอาล่ะ... คุณเพวเน่? ผมเข้าใจดีว่าคุณถูกขังอยู่ในกรงนั่นมานาน ผมเลยมาที่นี่เพื่อยื่นข้อเสนอให้คุณ...”
เลขาของจอมพลเตรียมใจไว้แล้วว่า เพวเน่น่าจะสวนกลับมาว่า 'ไปตายซะ' หรือคำด่าทออะไรสักอย่าง แต่ฝั่งนั้นกลับเงียบกริบ อาจจะเป็เพราะโดนไฟฟ้าช็อตจนหมดแรง
“อย่าไปโดนหลอกเอาล่ะคะท่าน~ ยัยนี่มันร้ายรอบด้าน ถึงขั้นจิตวิทยาก็ยังเก่งสุดๆ ไปเลยนะ~” A-5 ส่งเสียงเตือน
“ผมรู้ตัวดี ผมเลยพยายามคิดคำพูดอยู่นี่ไง” จอมพลถอนหายใจ “ถ้างั้น เพวเน่... คุณสนใจ—”
“แน่นอน ฉันขอเข้าร่วมตามเงื่อนไขที่ว่า ทำงานกับคุณแล้วจะได้รับอิสระ” เพวเน่พูดสวนแทรกขึ้นมาทันที
“ท่านจอมพลยังไม่ทันได้บอกเงื่อนไขเลย เธอรู้ได้ยังไง?” เลขาขมวดคิ้วถาม
“แหม... เื่พรรค์นั้นมันเดาง่ายจะตายไป มีใครก็ไม่รู้มาจับตัวฉันไว้ ที่แน่ๆ ไม่ใช่พวกตำรวจ แถมมีคนทรงเป็ถึงระดับนายพลมายืนคุมในฐานลับแบบนี้ มองจากดาวอังคารก็รู้ว่าเป็องค์กรลับล่ะสิ~” เพวเน่ตอบด้วยรอยยิ้มมุมปาก “แถม... ที่นี่ยังมีเด็กน้อยน่ารักๆ ให้กินด้วยสินะ~” เธอปรายตามองไปที่เอเลเซียด้วยสายตายั่วเย้า พร้อมแลบลิ้นเลียริมฝีปากตัวเองเบาๆ
“ท่าทางยัยนี่ไม่ได้ตั้งใจจะเป็ทอมบอยหรอกมั้ง... นี่มันรสนิยมหญิงรักหญิงชัดๆ ...” ฮอน์ลพึมพำลูบหนวดตัวเอง
“ไม่ใช่หรอก...” คานาตะเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “เธอแค่มองหาเป้าหมายที่ใจอ่อนที่สุดในห้องนี้ เพื่อหลอกใช้ให้ปล่อยตัวเธอต่างหากล่ะ” ทุกคนในห้องหันขวับมามองเขาเป็ตาเดียว เพวเน่เองก็ชะงักและเผลอทำสีหน้าใเล็กน้อยที่โดนอ่านเกมออก
“โฮ่~ งั้นนายล่ะ? ลูกท่านหลานเธอรึไง? ดูจากมาดการพูดการจาแล้วน่าจะใช่” เพวเน่ปรับสีหน้ากลับมาแสยะยิ้มกวนๆ สายตาจดจ้องไปที่คานาตะ “แสดงว่าที่นี่เป็หนึ่งในองค์กรสกปรกของเบื้องบนสินะ พอใช้งานฉันเสร็จจนหมดประโยชน์ก็จะเชือดทิ้ง... ฉันพูดถูกไหมล่ะ หนุ่มน้อย?”
“เธออาจจะคิดว่าตัวเองฉลาดที่สุดในห้องนี้...” คานาตะพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่ามีออร่ากดดันบางอย่างแผ่ออกมา “แต่ฉันอยากจะบอกอะไรไว้อย่างนะ ว่ามนุษย์เรามักมีมุมที่คาดไม่ถึงซ่อนอยู่เสมอ” พูดจบ คานาตะก็ชูรีโมตช็อตไฟฟ้าในมือขึ้นมาให้ดู A-5 เบิกตากว้าง ก้มมองมืออันว่างเปล่าของตัวเองด้วยความตกตะลึง
“ไปล้วงเอามาตอนไหนเนี่ย?!” เอเลเซียร้องลั่น ขณะที่จอมพลยังคงยืนดูสถานการณ์อย่างใจเย็น เช่นเดียวกับ S-12 ที่ยืนนิ่งสังเกตการณ์
“ฮ่าๆๆ! เข้าใจแล้วๆ ~” เพวเน่หัวเราะจนน้ำตาเล็ด “นายจะกดปุ่มปลดล็อกกุญแจมือให้ฉัน แล้วก็เล่นบทพระเอกหว่านล้อมว่าทำงานที่นี่แล้วมันดียังงั้น ดียัง—” เปรี๊ยะ!! พูดไม่ทันจบประโยค กระแสไฟฟ้าก็วิ่งวาบเข้าช็อตร่างเธอเต็มแรง
“เฮ้ย! ปกตินายไม่น่าใช้วิธีแบบนี้นะ คานาตะ?!” ฮอน์ลใ รีบเดินเข้าไปหาเพื่อจะแย่งปุ่มกดมา แต่คานาตะเบี่ยงตัวหลบ และตวัดสายตามองฮอน์ลอย่างมุ่งมั่นดุดัน ฮอน์ลชะงัก หันไปสบตากับ S-12 และเมื่อเห็นสายตาที่สื่อความหมายบางอย่างของไซบอร์ก เขาจึงยอมถอยกลับไปยืนกอดอกที่เดิม
“ท่านคะ ไม่ห้ามเขาหน่อยเหรอคะ?” เลขากระซิบถามจอมพลอย่างร้อนรน
“ปล่อยเขาไปเถอะครับ ผมคิดว่าเขาน่าจะรู้ว่ากำลังสื่อสารกับเธอแบบไหน” จอมพลตอบเรียบๆ และมองดูเหตุการณ์ต่อไป
“เฮ้ย! มันเจ็บนะ—” เพวเน่โวยวาย เปรี๊ยะ!! “หยุดสิ!” เปรี๊ยะ!! “บอกให้หยุ—” เปรี๊ยะ!! โดนช็อตซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยมีเสียงหัวเราะคิกคักสะใจของ A-5 ดังเป็แบ็กกราวด์
คานาตะปล่อยให้เพวเน่พูด และกดช็อตสวนไปทุกครั้ง ซ้ำไปซ้ำมาจนเวลาผ่านไปเนิ่นนาน “พอแล้วๆ!” เพวเน่หอบหายใจ เปรี๊ยะ!! “ขอร้องล่ะ! พอได้แล้ว!”
คานาตะหยุดมือ โยนปุ่มกดทิ้งไปให้ฮอน์ลรับไว้ ก่อนจะเดินเข้าไปยืนประจันหน้ากับเพวเน่ใกล้ๆ กรง “ก็พูดเป็นี่” คานาตะเอ่ยเสียงเรียบ ทุกคนในห้องจึงเพิ่งตระหนักได้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา คานาตะแค่้าบีบให้ยัยตัวแสบยอมคายคำว่า 'ขอร้อง' ออกมาเท่านั้น
“ฉะ- ฉันเข้าใจแล้ว... นายจะสั่งสอนให้ฉันรู้จักการเอ่ยปากขอร้องใช่ไหม? ...” เพวเน่ถามด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อย เหงื่อซึมตามไรผม
“เปล่าเลย” คานาตะตอบ “ฉันแค่อยากให้เธอจำเอาไว้ว่า... เดี๋ยวท่านจอมพลเขาจะเอ่ยปากขอร้องให้เธอช่วย และการที่คนระดับเขายอมก้มหัวขอร้องคนอย่างเธอ... มันก็เทียบเท่ากับตอนที่คนฉลาดอวดดีแบบเธอยอมเปิดปาก 'ขอร้อง' ฉันเมื่อกี้นี้ไงล่ะ” พูดจบ คานาตะก็หันหลังเดินออกจากห้องไปเงียบๆ S-12 มองตามแผ่นหลังนั้นก่อนจะเดินตามออกไป
“ถ้าเธอเข้าใจในสิ่งที่เขาสื่อแล้ว...” เลขาจอมพลกอดอกมองนักโทษสาว “สรุปว่าเธอจะยอมมาร่วมงานกับพวกเราดีๆ หรือจะปล่อยให้คำ 'ขอร้อง' ของเธอเมื่อกี้ เป็แค่การพล่ามเพื่อเอาตัวรอดล่ะ?”
“ให้ตายสิ... โดนเด็กเมื่อวานซืนลูบคมแบบนี้ ฉันยิ่งไม่ชอบใจซะด้วยสิ...” เพวเน่หลบสายตา กัดริมฝีปากเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับจอมพลตรงๆ
“จะให้ฉันทำอะไร?”
