ป่าสัตว์อสูรหมื่นอสรพิษ
“นายท่านต้องการให้ข้าไปทางไหนหรือขอรับ ?” เฟิงเป้าได้กล่าวถามหวังเหว่ยขณะกำลังมองสำรวจบริเวณโดยรอบ “เจ้าเดินไปทางทิศใต้ของป่า ข้าจะบอกเส้นทางกับเจ้าในระหว่างทาง” “ขอรับนายท่าน” ในระหว่างทางหวังเหว่ยได้บอกกับเฟิงเป้าว่าสัมผัสได้ถึงพลังของสิ่งลึกลับบางอย่างจากทางทิศใต้และคาดเดาว่าอาจจะเป็นของวิเศษที่ถูกใครบางคนเก็บซ่อนเอาไว้ในส่วนลึกของป่าแห่งนี้ โดยตลอดเส้นทางที่หวังเหว่ยและเฟิงเป้าได้ผ่านไป ทั้งสองไม่ได้พบเจอกับสัตว์อสูรประเภทอสรพิษแม้แต่ตนเดียว เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เฟิงเป้าได้พาหวังเหว่ยมาถึงยังทะเลสาบขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เมื่อมาถึงยังหน้าทะเลสาบแห่งนี้ หวังเหว่ยได้ลงจากหลังของเฟิงเป้าและเริ่มต้นเขียนอักษรขนาดใหญ่ขึ้นมาตัวหนึ่ง จากนั้นได้ใช้มือแตะไปที่อักษรเบาๆ วิ้ง วิ้ง อักษรขนาดใหญ่ได้เปล่งแสงสีเขียวสดใสออกมาและล่องลอยออกไปทางด้านหน้าอย่างช้าๆ จากนั้นได้สลายหายไปขณะกระทบเข้ากับบางสิ่งบางอย่าง หลังจากเวลาผ่านไปครู่หนึ่งพื้นดินได้เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงพร้อมกับการปรากฏขึ้นของม่านพลังเวทมนตร์ขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมทั่วทั้งทะเลสาบแห่งนี้เอาไว้ ม่านพลังเวทมนตร์ขนาดใหญ่ค่อยๆสลายหายไป และปรากฏให้เห็นถ้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เฟิงเป้าได้เบิกตากว้างขึ้นทันทีเมื่อเห็นถ้ำขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นตรงหน้า “นายท่านขอรับถ้ำแห่งนี้ปรากฏขึ้นมาแทนที่ทะเลสาบได้อย่างไรขอรับ” เฟิงเป้าได้กล่าวถามหวังเหว่ยด้วยความสังสัย “อืม ถ้ำแห่งนี้ถูกใครบางคนใช้ม่านพลังเวทมนตร์ปกปิดเอาไว้ เจ้าเตรียมตัวให้พร้อม เราจะเข้าไปสำรวจดูภายในถ้ำแห่งนี้กัน” หวังเหว่ยได้ขึ้นขี่หลังของเฟิงเป้าพร้อมกับเขียนอักษรขนาดเล็กรูปแบบหนึ่งขึ้นกลางอากาศ เพื่อเรียกลูกไฟส่องสว่างขนาดเล็กหลายลูกออกมาโดยที่ลูกไฟเหล่านี้ได้ลอยอยู่รอบตัวของหวังเหว่ยและเฟิงเป้า “ข้าพร้อมแล้วขอรับนายท่าน” หลังจากกล่าวจบเฟิงเป้าได้เดินเข้าไปภายในถ้ำตามคำสั่งของหวังเหว่ย ทางเดินภายในถ้ำแห่งนี้มีความสลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก ทำให้เฟิงเป้าก้าวเดินไปตามทางด้วยความระมัดระวัง แต่ด้วยประสบการณ์ที่มากมายในอดีตของหวังเหว่ย ทำให้การหาทางเดินที่ถูกต้องภายในถ้ำแห่งนี้สำหรับหวังเหว่ยไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นแต่อย่างใด แต่หากเป็นคนทั่วไปที่ไม่มีความสามารถในด้านการสำรวจเส้นทางอาจจะหาทางกลับออกไปจากถ้ำแห่งนี้ไม่ได้อีกเลย เวลาผ่านไปสิบชั่วโมง “นายท่านขอรับ! ภายในห้องโถงแห่งนี้มีโครงกระดูกของมนุษย์รวมถึงโครงกระดูกของสัตว์อสูรอยู่เต็มไปหมดเลยขอรับ อีกทั้งภายในห้องโถงแห่งนี้ไม่มีทางเดินให้พวกเราไปต่อ ดูท่าพวกเราคงมาผิดทางแล้วขอรับ” เฟิงเป้าได้กล่าวกับหวังเหว่ยในขณะเดินเข้าไปภายในห้องโถงแห่งหนึ่ง หวังเหว่ยได้ลงจากหลังของเฟิงเป้า จากนั้นได้เดินเข้าไปสำรวจดูโครงกระดูกของมนุษย์รวมถึงโครงกระดูกของสัตว์อสูร แต่เพียงแค่หวังเหว่ยใช้มือสัมผัสเบาๆ ไปยังโครงกระดูก โครงกระดูกเหล่านั้น ได้สลายกลายเป็นเศษผงร่วงลงสู่พื้นดินในทันที “หืม? จากการวิเคราะห์ของข้า มนุษย์และสัตว์อสูรเหล่านี้คงจะต่อสู้กันด้วยเหตุผลบางอย่างจนต้องจบชีวิตลงภายในห้องโถงแห่งนี้ และอายุของโครงกระดูกเหล่านี้จะต้องไม่ต่ำกว่าหลายแสนปีอย่างแน่นอน” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้หันไปพินิจมองกำแพงของห้องโถงทางด้านซ้ายอยู่ครู่หนึ่ง เฟิงเป้าเมื่อเห็นดังนั้นจึงได้กล่าวออกมาว่า “กำแพงทางด้านนั้นมีอะไรหรือขอรับนายท่าน” “อืม พลังของสิ่งลึกลับที่ข้าสัมผัสได้อยู่ภายในห้องโถงแห่งนี้ !” “จริงหรือขอรับนายท่าน! หรือว่าสิ่งลึกลับที่ท่านกำลังตามหา จะอยู่ภายในกำแพงทางซ้ายของห้องโถงขอรับ” เฟิงเป้าได้กล่าวกับหวังเหว่ยพร้อมกับเดินสำรวจจนทั่วบริเวณกำแพงทางด้านซ้ายของห้องโถง แต่ก็ไม่พบกับสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด “อืม ข้ารู้สึกว่ากำแพงทางด้านซ้ายของห้องโถงแห่งนี้ มีบางอย่างผิดแปลกไปจากปกติ ข้าจะลองตรวจสอบดูสักเล็กน้อย” หวังเหว่ยได้เดินสำรวจบริเวณโดยรอบกำแพงของห้องโถงทางด้านซ้าย และเมื่อเดินไปถึงยังจุดหนึ่งหวังเหว่ยได้ยกมือขึ้นเพื่อเขียนอักษรบางอย่างเรียงกันนับสิบตัวอักษรอย่างรวดเร็ว จากนั้นหวังเหว่ยได้ใช้มือแตะไปที่ตัวอักษรเหล่านั้นเบาๆ เพื่อกระตุ้นการทำงานของตัวอักษรเหล่านั้น วิ้ง วิ้ง วิ้ง ตัวอักษรที่เรียงรายกันนับสิบตัวได้เปล่งแสงสีแดงส่องสว่างเจิดจ้าออกมา จากนั้นได้กระจายตัวกันออกไปทั่วทั้งกำแพงของห้องโถงทางด้านซ้าย และได้หายเข้าไปภายในกำแพง เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ได้เกิดการสั่นไหวเล็กน้อยขึ้นภายในห้องโถง เฟิงเป้าจึงได้รีบขยับตัวเข้ามายืนอยู่ข้างหวังเหว่ยเพื่อเตรียมพร้อมปกป้องหวังเหว่ย ในขณะนั้นเองได้มีช่องลับขนาดเล็กช่องหนึ่ง เลื่อนออกมาจากกำแพงทางด้านหน้าของหวังเหว่ย “เรามาดูกันว่าภายในช่องลับนี้ซุกซ่อนอะไรเอาไว้ ถึงขนาดต้องใช้เวทมนตร์ปิดผนึกมิติ” หวังเหว่ยได้กล่าวกับเฟิงเป้าพร้อมกับเดินเข้าไปใกล้กับช่องลับ ที่เลื่อนออกมาจากกำแพงทางด้านซ้ายของห้องโถง ภายในช่องลับ มีกล่องอุปกรณ์อยู่หนึ่งชิ้น และเม็ดยาสมุนไพรหายากอยู่จำนวนหนึ่งวางอยู่ข้างกล่องอุปกรณ์ ซึ่งเม็ดยาเม็ดสมุนไพรหายากเหล่านี้ไม่สามารถใช้การได้แล้ว เนื่องจากการเสื่อมสภาพของเม็ดยาสมุนไพร หวังเหว่ยได้ทำการตรวจสอบกล่องอุปกรณ์และพบว่ากล่องอุปกรณ์ชิ้นนี้ถูกปกปิดเอาไว้ด้วยเวทมนตร์ช่องว่างมิติระดับสูง ซึ่งมีผลทำให้ไม่สามารถมองเห็นกล่องอุปกรณ์ชิ้นนี้ได้ แต่เนื่องจากหวังเหว่ยได้ใช้ "ทักษะเนตรมองเห็นทุกสรรพสิ่ง" เพื่อตรวจสอบดูภายในห้องโถงแห่งนี้อย่างละเอียดมาตั่งแต่ต้น หวังเหว่ยจึงสามารถมองเห็นกล่องอุปกรณ์ชิ้นนี้ได้ “ถึงขนาดต้องใช้เวทมนตร์ช่องว่างมิติระดับสูงเพื่อเก็บซ่อนกล่องอุปกรณ์ชิ้นนี้เอาไว้อีกชั้นหนึ่งเชียวรึนี่! อีกทั้งกล่องอุปกรณ์ชิ้นนี้ยังถูกวางผนึกป้องกันเอาไว้อีกหลายชั้น เห็นทีในครั้งนี้ข้าคงต้องใช้ความสามารถที่แท้จริงสักเล็กน้อยแล้ว !” หวังเหว่ยได้ยกมือขึ้นอีกครั้งเพื่อเขียนอักษรบางอย่าง ในคราวนี้หวังเหว่ยได้เขียนอักษรเรียงกันถึง 256ตัวอักษร จากนั้นหวังเหว่ยได้ใช้มือไปแตะที่ตัวอักษรเหล่านั้นเบาๆ เพื่อกระตุ้นการทำงานของตัวอักษรเหล่านั้น วิ้ง วิ้ง วิ้ง ตัวอักษรที่เรียงรายกันทั้ง256ตัวอักษร ได้เปล่งแสงสีขาวส่องสว่างเจิดจ้าออกมา จากนั้นตัวอักษรที่เรียงรายกันทั้ง256ตัวอักษร ได้หมุนวนรอบกล่องอุปกรณ์อยู่หลายรอบ และได้เรียงตัวกันพุ่งเข้าทำลายผนึกป้องกันของกล่องอุปกรณ์ ทำให้ผนึกป้องกันหลายชั้นของกล่องอุปกรณ์สลายหายไปพร้อมกันกับตัวอักษรทั้ง256ตัวอักษรในทันที จากนั้นกล่องอุปกรณ์ได้เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรงและค่อยๆ เปิดออกจากทางด้านบนอย่างช้าๆ ทำให้หวังเหว่ยมองเห็นสิ่งของที่อยู่ภายในกล่องได้อย่างชัดเจน และสิ่งนั้นก็คือ! ไข่ใบสีขาวใบหนึ่ง หวังเหว่ยได้นำไข่ใบสีขาวภายในกล่องอุปกรณ์ออกมาจากกล่อง และในขณะที่หวังเหว่ยถือไข่ใบสีขาวเอาไว้ในมือ ไข่ใบสีขาวได้เปล่งแสงสีขาวสว่างจ้าออกมา เพื่อขอทำสัญญาสัตว์อสูรกับหวังเหว่ย “หืม? เมื่อเจ้าต้องการเช่นนั้นข้าก็จะทำสัญญากับเจ้า” ในขณะที่หวังเหว่ยตกลงทำสัญญาสัตว์อสูรกับไข่ใบสีขาวภายในมือของตน ได้เกิดปรากฏการณ์แสงสว่างสีขาวพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงมากกว่าหลายหมื่นเมตร และได้จางหายไปในเวลาไม่นาน หลังจากทำสัญญาสัตว์อสูรเสร็จเรียบร้อย หวังเหว่ยได้อุ้มไข่ใบสีขาวเอาไว้และได้ขึ้นขี่หลังของเฟิงเป้าเพื่อเดินทางออกมาจากถ้ำแห่งนั้นในทันที เวลาผ่านไปสิบเอ็ดชั่วโมงหวังเหว่ยได้กลับมาถึงยังทะเลสาบที่พบกับราชินีอสรพิษอสูรวารีและได้กลับเข้าไปภายในมิติแดนอสูรในทันที วูบ
มิติแดนอสูร
ฉิงเหม่ยรู้สึกแปลกใจเมื่อเห็นไข่ใบสีขาวที่หวังเหว่ยได้ถือมาด้วยจึงได้กล่าวถามหวังเหว่ยว่า “นายท่านเจ้าค่ะ ไข่ใบนั้นคือไข่ของอะไรหรือเจ้าค่ะ” “อืม ฉิงเหม่ยข้ามีเรื่องสำคัญมากอยากให้เจ้าช่วย” “ไม่ว่าเรื่องอะไรข้ายินดีช่วยนายท่านอย่างเต็มความสามารถของข้าเจ้าค่ะ” หวังเหว่ยได้ยิ้มให้กับฉิงเหม่ยเล็กน้อยจากนั้นได้กล่าวขึ้นว่า “หลังจากที่ข้าได้ทำสัญญากับไข่ใบนี้ทำให้ข้าได้รู้ว่า ไข่ใบนี้คือไข่ของสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์วิหควายุมิติ ที่หาพบได้ยากและไม่แน่ว่าไข่ใบนี้อาจจะเป็นไข่ใบเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในพิภพแห่งนี้ ฉิงเหม่ยข้าจะให้เจ้ารับหน้าที่ดูแลฟักไข่ใบนี้ให้กับข้า เจ้าไม่จำเป็นต้องทำอะไรมากเพียงแค่ใช้ชีวิตประจำวันของเจ้าไปตามปกติ เมื่อมีเวลาว่างก็แวะมาให้ความอบอุ่นกับไข่ใบนี้บ้างเท่านั้นเอง” “นะ นายท่าน ท่านต้องการให้ข้าทำหน้าที่ฟักไข่หรือเจ้าค่ะ” “เจ้าเข้าใจถูกแล้ว ไม่มีใครเหมาะสมกับหน้าที่นี้เท่ากับเจ้าอีกแล้ว ตั้งใจดูแลไข่ใบนี้ให้ดี ข้าตั้งใจจะให้เจ้าเป็นพี่เลี้ยงให้กับสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์วิหควายุมิติ จนกว่ามันจะโตเลยล่ะ” “จนกว่าจะโตเลยหรือเจ้าค่ะ !” “ฮ่าๆ ใช่แล้ว เฝ้าดูแลไข่ใบนี้ให้ดีล่ะ เมื่อมันฟักออกมา มันจะจดจำเจ้าได้จากพลังปราณอสูรของเจ้าที่คอยเฝ้าดูแลมัน และในอนาคตเมื่อเจ้าต้องการเดินทางไปที่ใด เจ้าสามารถให้สัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์วิหควายุมิติ พาเจ้าเดินทางไปได้ในทุกที่ ที่เจ้าต้องการ ด้วยความสามารถพิเศษในการบินผ่านมิติเพื่อช่วยย่นระยะทาง !” หวังเหว่ยได้พูดเป็นนัยกับฉิงเหม่ยทำให้นางเข้าใจได้ในทันทีว่า สัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์วิหควายุมิติ สามารถช่วยเหลือบิดา มารดาของนางได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นนางจึงได้กล่าวกับหวังเหว่ยว่า “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะนายท่าน ข้าจะทำหน้าที่ดูแลไข่ใบนี้ให้ดีที่สุด” ฉิงเหม่ยได้เดินเข้าไปรับไข่ใบสีขาวจากมือของหวังเหว่ย จากนั้นนางได้เดินไปยังที่พักของนาง และนำไข่ใบสีขาววางเอาไว้บนที่นอนของนางเองอย่างทะนุถนอม จากนั้นนางได้ใช้มือของนางลูบไข่ใบสีขาวอย่างอ่อนโยนและได้กล่าวกับไข่ใบสีขาวว่า “เมื่อเจ้าฟักออกมาและเติบโตขึ้น ได้โปรดพาข้าไปช่วยเหลือบิดา มารดาของข้าด้วย ข้าจะไม่ลืมบุญคุณของเจ้าอย่างแน่นอน” วิ้ง วิ้ง ไข่ใบสีขาวได้เปล่งแสงสีขาวออกมาตอบรับคำกล่าวของฉิงเหม่ยอยู่ครู่หนึ่ง ฉิงเหม่ยเมื่อได้เห็นดังนั้นจึงได้อุ้มไข่ใบสีขาวขึ้นมาลูบอย่างอ่อนโยน หลังจากมองดูฉิงเหม่ยเฝ้าดูแลไข่ใบสีขาวอยู่ครู่หนึ่ง หวังเหว่ยได้หันมามองสำรวจไปทั่วทั้งมิติแดนอสูรและได้เห็นว่าเหล่าสัตว์อสูรอสรพิษทั้ง35,000ตน ฝึกฝน "ทักษะแปลงกายรูปร่างมนุษย์" และ "ทักษะต่อสู้รูปแบบมนุษย์" "ทักษะภาษามนุษย์" สำเร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อได้เห็นดังนั้นหวังเหว่ยจึงได้กล่าวขึ้นว่า “ข้ามีงานให้พวกเจ้าทุกคนทำ ยกเว้นฉิงเหม่ยที่มีหน้าที่ดูแลไข่ของสัตว์อสูรอยู่แล้ว ส่วนเฟิงเฟยให้กลายร่างเป็นสัตว์อสูร ข้าจะขี่หลังของเจ้าออกไปจากมิติแดนอสูร นอกเหนือจากสองคนนี้ให้พวกเจ้าทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ ข้าจะนำพวกเจ้าทั้งหมดออกไปจากมิติแดนอสูร“ “รับทราบ ‘ขอรับ’ ‘เจ้าค่ะ’ นายท่าน” สัตว์อสูรภายในมิติแดนอสูรทั้งหมดยกเว้นฉิงเหม่ยที่มีหน้าที่ดูแลไข่ของสัตว์อสูรได้มารวมตัวกันข้างหน้าหวังเหว่ยอย่างรวดเร็ว หลังจากที่หวังเหว่ยได้ขึ้นขี่หลังของเฟิงเฟยเรียบร้อยแล้ว หวังเหว่ยได้นำสัตว์อสูรทั้งหมดยกเว้นฉิงเหม่ยออกมาจากมิติแดนอสูรในทันที วูบ
ป่าสัตว์อสูรหมื่นอสรพิษ
หลังจากออกมาจากมิติแดนอสูรหวังเหว่ยได้มองไปที่เหล่าสัตว์อสูรอสรพิษในร่างมนุษย์ จากนั้นได้กล่าวขึ้นว่า “ภายในป่าแห่งนี้มีต้นไม้ใหญ่อยู่มากมาย และยังมีสมุนไพรอีกนับพันชนิด ข้าให้เวลาพวกเจ้าห้าวัน เพื่อโค่นต้นไม้ใหญ่ภายในป่าและเก็บรวบรวมสมุนไพรภายในป่าที่พบเจอทั้งหมดมาไว้ที่นี่ ข้าจะนำสิ่งของทั้งหมดเข้าไปไว้ภายในมิติแดนอสูร” “รับทราบ ‘ขอรับ’ ‘เจ้าค่ะ’ นายท่าน” สัตว์อสูรทั้งหมดได้กล่าวขึ้นพร้อมกัน “พวกเจ้าทั้งหมดแบ่งหน้าที่กันตามที่ต้องการและเริ่มงานได้เลย” “รับทราบ ‘ขอรับ’ ‘เจ้าค่ะ’ นายท่าน” เฟิงเค่อ เฟิงเป้า อี้หลิว เหม่ยหลิน เหม่ยจูและสัตว์อสูรอสรพิษร่างมนุษย์ทั้งหมดได้กล่าวขึ้นพร้อมกันอีกครั้ง และเริ่มต้นแบ่งกลุ่มกันออกไปโค่นต้นไม้ใหญ่ภายในป่าและเก็บรวบรวมสมุนไพรภายในป่าทั้งหมดตามคำสั่งของหวังเหว่ย หลังจากทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย หวังเหว่ยได้ใช้ "ทักษะตรวจจับระยะไกล" เพื่อตรวจสอบบริเวณโดยรอบ และได้ตรวจพบสมุนไพรระดับเซียนต้นหนึ่งที่มีพลังแผ่ออกมามากกว่าสมุนไพรเซียนต้นอื่นๆ ภายในป่าแห่งนี้ หวังเหว่ยจึงได้บอกให้เฟิงเฟยเดินไปทางทิศตะวันออกเพื่อตามหาสมุนไพรระดับเซียนต้นนั้น
ห้องพักของหยางเซินภายในเมืองหลวงของอาณาจักรมนุษย์
หยางเซินหนึ่งในสามสุดยอดอัจฉริยะของเมืองหลวง อายุ15ปี ระดับเลเวล33 คลาสอาชีพนักอัญเชิญอสูรฝึกหัดขั้นสูง ได้กล่าวถามผู้ติดตามของตนผ่านกระจกสื่อสารระยะไกลว่า “พวกเจ้าสืบหาร่องรอยของคุณชายแมวขาวเจอหรือยัง ?” “พวกข้ายังไม่พบเบาะแสเลยขอรับนายท่าน ข้าจะส่งคนออกไปตามหาเบาะแสให้มากขึ้นขอรับ” “ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเมื่อถึงเวลาข้าจะสั่งสอนให้เขาได้รู้ซึ้งถึงความต่างชั้นระหว่างข้ากับเขาเอง” หยางเซินได้กล่าวกับผู้ติดตามของตนด้วยความหยิ่งผยอง “พี่หยางเซินข้าเองก็อยากเจอ คุณชายแมวขาวคนนี้เช่นกัน หากท่านสืบหาเบาะแสของเขาได้แล้ว ท่านพาข้าไปกับท่านด้วยนะพี่ชาย” หยางสือน้องสาวของหยางเซินได้กล่าวกับหยางเซินขณะเดินเข้ามาภายในห้องของหยางเซิน “หยางสือ ปีนี้เจ้าก็อายุ14ปีแล้ว เจ้าควรที่จะตั้งใจฝึกฝน ไม่ใช่คิดถึงแต่เรื่องจะออกไปเที่ยวเล่นซุกซนแบบนี้” หยางสือเมื่อได้ยินดังนั้นได้จึงได้บีบน้ำตาและกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า “ข้าเข้าใจแล้วพี่หยางเซิน ข้าจะกลับไปตั้งใจฝึกฝน ไม่มารบกวนพี่อีกแล้ว” “ฮ่าๆ เอาล่ะน้องพี่ พี่ยอมแพ้เจ้าแล้ว ก็ได้ไว้พี่ได้เบาะแสของเขาเมื่อไหร่พี่จะพาเจ้าไปด้วย” “เย้ พี่ชายตกลงแล้วนะ อย่าผิดสัญญาล่ะ” “พี่เข้าใจแล้ว เอาล่ะ เจ้าออกไปได้แล้วพี่จะนั่งสมาธิต่อ” “ข้าเข้าใจแล้ว พี่หยางสือก็พักผ่อนบ้างนะ อย่าเอาแต่ฝึกฝนจนไม่ได้พักผ่อนอีกล่ะ” หยางสือได้ยิ้มให้หยางเซินอย่างน่ารักก่อนจะเดินออกไปจากห้องของหยางเซิน
ห้องพักของเสวี่ยเฟยภายในเมืองหลวงของอาณาจักรมนุษย์
“ฮ่าๆ เสวี่ยเฟย เจ้าสืบได้เบาะแสของคุณชายแมวขาวบ้างแล้วหรือยัง? ข้ายังสืบหาข่าวเกี่ยวกับเขายังไม่ได้เลย” เหยียนเล่อหนึ่งในสามสุดยอดอัจฉริยะของเหมือนหลวง อายุ15ปี ระดับเลเวล33 คลาสอาชีพนักอัญเชิญอสูรฝึกหัดขั้นสูง ได้กล่าวกับเสวี่ยเฟย “หืม? ข้านึกว่าใคร ที่แท้ก็เจ้านี่เองเหยียนเล่อ ข้าเองก็ยังสืบหาเบาะแสของคุณชายแมวขาวไม่ได้เลย คุณชายแมวขาวคนนี้ช่างมีที่มาที่ลึกลับยิ่งนัก” เสวี่ยเฟยหนึ่งในสามสุดยอดอัจฉริยะของเหมือนหลวง อายุ15ปี ระดับเลเวล34 คลาสอาชีพนักอัญเชิญอสูรฝึกหัดขั้นสูง ได้กล่าวกับเหยียนเล่อ “ฮ่าๆ เจ้าไม่ต้องคิดมากไป เมื่อถึงเวลาพวกเราจะได้พบเจอกับเขาแน่นอน” เหยียนเล่อได้กล่าวกับเสวี่ยเฟย “ข้าเองก็คิดเช่นนั้น จะต้องมีสักวันที่ข้าจะได้ประลองวัดฝีมือกับเขา เพื่อพิสูจน์ว่าใครคืออันดับหนึ่งของสุดยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของอาณาจักรมนุษย์” เสวี่ยเฟยสุดยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์อันดับหนึ่งของอาณาจักรมนุษย์ได้กล่าวกับเหยียนเล่อสุดยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์อันดับสองของอาณาจักรมนุษย์