ฉันไม่อยากเป็นตัวร้ายจริงๆ

    บทที่ 49 : ไปหาป๋ายขุย

    ไปหาป๋ายขุย
    “ป๋ายขุย หัวหน้าแก๊งสีขาว...” เย่กู่เฉินพึมพำชื่อของหัวหน้าแก๊งสีขาว ซึ่งเป็นแก๊งใหญ่ในโลกใต้ดินของปักกิ่งเพียงหนึ่งเดียวในตอนนี้ออกมา ก่อนที่ร่างกายของเขาจะค่อยๆ พร่ามัวเลือนรางจางหายไป
    เหตุผลที่เขาหายตัวไป แน่นอนว่าจะไปจัดการกับป๋ายขุยและแก๊งสีขาว กล้าจ้างนักฆ่าอันดับหนึ่งจากเว็บมืดมาฆ่าเขา เขาแน่นอนว่าไม่มีความคิดที่จะปล่อยผ่านเรื่องนี้
    เฉกเช่นเดียวกันกับที่มู่ฉางอันส่งสู่กังมาฆ่าเขา เขาต้องฆ่ากลับอยู่แล้ว ทั้งยังจะเป็นการฆ่ากลับครั้งใหญ่
    แก๊งสีขาวทำชั่วเอาไว้มาก ถ้าหากว่าเขากวาดล้างแก๊งนี้ออกไป มันจะช่วยให้แผ่นดินประเทศจีนสูงขึ้น ช่วยลดจำนวนคนชั่วลงไป เหมือนกับแก๊งสีดำที่เขาได้ทำลายมา
    ต่อไปชื่อของสามแก๊งใหญ่ในปักกิ่ง จะเป็นเพียงอดีตเท่านั้น มันจะไม่มีอยู่อีกต่อไป!
    ในขณะที่เย่กู่เฉินเดินทางไปยังคฤหาสน์ซึ่งป๋ายขุยเป็นเจ้าของ เขาก็คิดไปด้วย เรื่องที่เขาคิดก็คือป๋ายขุย น่าจะไม่ใช่ผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริงในการส่งเฮยชามาฆ่าเขา
    ผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริงควรเป็นหวางเฟิงมากกว่า สาเหตุที่เขาคิดแบบนี้ ไม่ได้มีอะไรมากเลย นอกจากเขากับป๋ายขุยไม่เคยเจอกันด้วยซ้ำ จะมีความแค้นต่อกันได้ยังไง หวางเฟิงต่างหากที่มีความแค้นต่อเขา
    ด้วยความที่หวางเฟิงมีความสัมพันธ์กับสามแก๊งใหญ่ แก๊งสีขาวก็เป็นหนึ่งในนั้น ไม่แปลกที่เขาจะคิดแบบนี้
    และเย่กู่เฉินก็คิดว่าความคิดของเขาน่าจะถูกต้อง แม้จะไม่ได้มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เขาก็มั่นใจมากกว่าครึ่ง
    ‘ไว้รอไปดูความทรงจำของป๋ายขุยก่อน ถ้ามันเป็นหวางเฟิงจริงๆ ค่อยว่ากันอีกที’ เย่กู่เฉินคิดในใจ เขาเพิ่งนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
    เรื่องสำคัญที่ว่านี่ก็คือภายในเดือนนี้ เขาไม่อาจที่จะฆ่าหวางเฟิงได้ เนื่องจากระบบสุนัขพูดเอาไว้ว่าภายในเดือนนี้ ก่อนที่ภารกิจที่มันมอบให้จะสำเร็จ อย่าได้ฝันเลยว่าจะฆ่าหวางเฟิงได้
    นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงได้คิดว่าค่อยว่ากันอีกที หลังจากที่ไปดูความทรงจำของป๋ายขุยแล้วรู้ว่าเป็นหวางเฟิงที่อยู่เบื้องหลัง
    ใช้เวลาไม่นาน เย่กู่เฉินก็มาถึงคฤหาสน์หลังหนึ่ง คฤหาสน์หลังนี้ แน่นอนว่าเป็นของป๋ายขุย หัวหน้าแก๊งสีขาว
    เขาที่ได้ดูความทรงจำของเฮยชามา ทำให้รู้ได้ไม่ยากว่าเป็นคฤหาสน์หลังไหนที่ป๋ายขุยอยู่
    เฮยชาก่อนที่จะไปฆ่าเขา อีกฝ่ายได้มาพูดคุยเรื่องค่าจ้างกับป๋ายขุยที่คฤหาสน์หลังนี้ ดังนั้นการที่เย่กู่เฉินจะรู้และมาถูกที่มันก็เป็นเรื่องปกติ
    ทันทีที่มาถึง เย่กู่เฉินก็กวาดผ่านจิตสัมผัสออกไปที่คฤหาสน์ พริบตาต่อมา เขาก็รู้ว่าป๋ายขุยอยู่ส่วนไหนภายในคฤหาสน์ และคนของแก๊งสีขาวอยู่ที่นี่กันกี่คน คนของแก๊งสีขาวมีราวๆ สามร้อยคน อยู่ที่ภายในคฤหาสน์มากกว่าร้อยคน
    หลังจากที่รู้ว่าป๋ายขุยอยู่ส่วนไหนของคฤหาสน์แล้ว เย่กู่เฉินไม่ลังเลที่จะเข้าไปภายในคฤหาสน์
    การมาของเขา ไม่มีแม้แต่คนของแก๊งสีขาวคนเดียวรับรู้ได้ ย่อมเป็นเช่นนี้ เขาที่เป็นผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่ง คนธรรมดาจะรับรู้ได้ถึงการมาถึงของเขาได้ยังไง
    จากการที่เขาไม่ได้ลงมือทำลายคฤหาสน์เพื่อฆ่าคนของแก๊งสีขาวที่อยู่ภายในคฤหาสน์มากกว่าหนึ่งร้อยคน เป็นที่ชัดเจนว่าเขาไม่ได้มีความคิดที่จะทำลายแก๊งสีขาวเหมือนกับแก๊งสีดำ
    เหตุผลนั้น สืบเนื่องมาจากเขาต้องการดูความทรงจำของป๋ายขุย
    ภายในห้องที่หรูหราที่สุดภายในคฤหาสน์ ป๋ายขุยกำลังนั่งอยู่ที่โซฟา ในขณะที่ดื่มไวน์ราคาแพงชั้นดี
    เขาในตอนนี้กำลังรอรับโทรศัพท์จากเฮยชา ถ้าเฮยชาโทรมาเมื่อไหร่ ก็เท่ากับว่าการฆ่าเย่กู่เฉินเสร็จสิ้นแล้ว
    “ไม่รู้ว่าเย่กู่เฉินคนนี้ไปทำอะไรให้หวางเฟิงโกรธแค้นถึงขนาดอยากที่จะฆ่า” ป๋ายขุยพูดกับตัวเองขณะจิบไวน์ “แล้วทำไมมันถึงไม่ไปฆ่าเอง ทั้งๆ ที่แข็งแกร่งมากขนาดนั้น”
    ในเรื่องนี้ ป๋ายขุยไม่อาจทำความเข้าใจได้เลยว่าทำไม หวางเฟิงถึงไม่ไปฆ่าเย่กู่เฉินเอง
    จริงอยู่ที่ว่าเย่กู่เฉินเป็นคนตระกูลใหญ่ แต่ในความคิดของเขา ด้วยความแข็งแกร่งของหวางเฟิง มันไม่น่าจะมีปัญหาเลยสักนิด
    แต่เรื่องนี้จะเป็นยังไงก็ช่าง เขาไม่ได้ให้ความสนใจมันมากนัก เพราะตอนนี้หวางเฟิงออกไปจากคฤหาสน์ของเขาแล้ว โดยบอกว่าจะไปค้นหาอะไรสักอย่าง กว่าที่จะกลับมาคงมีหลายวัน
    ด้วยเหตุนี้ มันทำให้ป๋ายขุยหายใจหายคอสะดวก อยากที่จะทำอะไรก็ทำได้ เมื่อเป็นแบบนี้ เขาจะไปสนใจเรื่องอื่นให้เสียเวลาทำไม
    หมับ!
    ในขณะที่ป๋ายขุยกำลังจิบไวน์ ดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งอิสระที่ไม่มีหวางเฟิงมาคอยสั่งให้ทำนูนทำนี่ ราวกับเขาเป็นข้ารับใช้ชั้นต่ำ มือข้างหนึ่งก็วางลงที่ศีรษะของเขาอย่างแรง จนป๋ายขุยรู้สึกเจ็บปวด แก้วไวน์ในมือตกลงพื้นแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
    “ไง ป๋ายขุย กำลังสบายเลยนี่?” น้ำเสียงที่เย็นชามากเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังของป๋ายขุย
    “คะ...ใคร?!” ป๋ายขุยที่รู้สึกเจ็บปวดพูดออกมาเสียงสั่น ผสมเอาไว้ด้วยความตกใจ เขาจะไม่ตกใจได้ยังไง ในเมื่อมีใครก็ไม่รู้แอบเข้ามาข้างหลังของเขาได้ โดยที่เขาไม่รู้ตัวได้ ทั้งยังเอามือมาวางที่ศีรษะของเขาอย่างแรงอีก
    ต้องรู้ก่อนนะว่าห้องนี้ถูกเขาล็อคไว้แล้ว การที่จะเข้ามาได้ จำเป็นที่จะต้องปลดล็อคก่อน และเมื่อพยายามปลดล็อคประตู เขาจะไม่รู้ได้ยังไง
    ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าภายในคฤหาสน์หลังนี้และรอบๆ มีคนจากแก๊งสีขาวของเขามากถึงร้อยกว่าคน การที่คนนอกคนหนึ่งจะแอบเข้ามา มันเป็นไปไม่ได้เลย
    “ฉันเอง” เย่กู่เฉินตอบป๋ายขุยอย่างราบเรียบ พลางถอนฝ่ามือออกไป เขาได้ดูความทรงจำของป๋ายขุยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
    มันเป็นอย่างที่เขาคิดจริงๆ หวางเฟิงเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง เป็นคนที่สั่งป๋ายขุยในการจ้างนักฆ่าอันดับหนึ่งจากเว็บมืดอย่างเฮยชาให้มาฆ่าเขา
    แต่เขาก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าหวางเฟิงจะบังคับให้ป๋ายขุยเรียกตัวเองว่า ‘จักรพรรดิหวาง’ นี่มันน่าตลกเกินไปสำหรับเขา
    อย่างไรก็ดี เขาก็พอเข้าใจเล็กน้อยว่าทำไม หวางเฟิงถึงให้ป๋ายขุยเรียกตัวเองว่าจักรพรรดิหวาง
    เหตุผลคงจะหนีไม่พ้น หวางเฟิงที่คิดว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ ทำอะไรก็มักจะสำเร็จอยู่เสมอ จึงได้คิดออกมาได้ว่าตัวเองควรจะเป็นจักรพรรดิ ปกครองผู้คนทั่วทั้งประเทศจีน!
    ความคิดเหล่านี้ เห็นได้ชัดเจนอย่างมากว่าเป็นความทะเยอทะยาน ใฝ่หาในอำนาจของหวางเฟิง
    เมื่อตอบป๋ายขุยแล้ว เย่กู่เฉินก็เดินจากด้านหลังของป๋ายขุยมานั่งลงที่โซฟาฝั่งตรงข้ามของป๋ายขุย
    “ยะ...เย่กู่เฉิน!” ดวงตาทั้งคู่ของป๋ายขุยเบิกกว้างจนแทบที่จะถลนออกมาจากเบ้า เมื่อได้เห็นว่าอีกฝ่ายเป็นเย่กู่เฉิน เรื่องนี้ทำให้เขาตกใจและไม่อยากจะเชื่อ
    “แกมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?” ทันใดนั้น เขาก็รีบร้องถามออกมาเสียงดังด้วยความตื่นตระหนก หลังความตกใจของเขาสงบลงแล้ว สีหน้าของเขาตอนนี้เคร่งเครียดเป็นอย่างมาก
    “ฉันแค่แวะมาส่งแกก็เท่านั้น!” หลินเฉินตอบอย่างราบเรียบเช่นเดิม ส่งในคำพูดของเขา แน่นอนว่าเป็นการส่งไปนรก ตามเฮยชาไป!
    จบบทที่ 49

    คล้ายกับเรื่องฉันไม่อยากเป็นตัวร้ายจริงๆ ที่คุณอ่าน