ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 4 ตอนที่ 4 อูหลินเฟิง ปะทะ กู่ซือเอิน 1

            " การเอาชนะอีกฝ่าย ขอเพียงทำให้อีกฝ่ายพูดว่ายอมแพ้หรือทำให้ออกจากลานประลองได้จะถือว่าชนะ การประลองจะจบลงภายในสิบนาที หากว่าไม่อาจสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้จะถือว่าเสมอ ถ้าพร้อมแล้วก็เริ่มได้เลย"เสียงของเสี่ยวหยูดังออกมาให้ ผู้เข้าแข่งขันจากทั้งสิบการประลองได้ฟัง รวมถึงผู้ชมที่อยู่บนอัศจรรย์ก็ได้ยินเช่นกัน

            ..

            'สี่คน แถมยังเป็นจอมยุทธ์ทั้งหมดด้วย มีคนที่มาจากสถาบันเทพราชันด้วย?? ดาวสีทองและเลขหกที่หน้าอก ศิษย์หลักสาขาสายข่าวงั้นหรือ?'อูหลินเฟิงคิดในใจ รู้สึกว่าดวงของเขาจะซวยไม่น้อยอาจนอกจากจะอยู่คนละฝั่งกับสตรีที่ชื่นชอบ อีกฝ่ายกลับมีจอมยุทธ์ถึงสี่คน แถมยังเป็นจอมยุทธ์ขั้นกลางสามคน มีชายหัวโล้น สตรีที่สวมชุดม่วง และ เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลสวมชุดเครื่องแบบของสถาบันเทพราชันที่มีดาวสีทองและเลขหกประดับที่อก ส่วนกู่ซือเอินเป็นจอมยุทธ์ขั้นสูง

    เครื่องแบบของสถาบันเทพราชัน เป็นเครื่องแบบที่ใช้สีทองและขาว โดยที่หน้าอกของชุดจะมีสัญลักษณ์ดาวแต่ละสี ที่บ่งบอกถึงสถานะของตนเอง และ เลขที่บ่งบอกสาขาที่ตนเองสังกัดอยู่ ดาวสีขาวหมายถึงศิษย์สายตรงของผู้อำนวยการของสาขาใดสาขาหนึ่ง ดาวสีทองคือตำแหน่งของศิษย์สายหลัก ดาวสีเงินคือศิษย์สายใน ดาวสีทองแดงคือศิษย์สายนอก ไร้ดาวคือศิษย์ทั่วไป

            "อีกฝ่ายมีคนเดียวงั้นหรือ...แบบนี้ก็ง่ายยิ่งนัก" จอมยุทธ์หัวโล้นกล่าวออกมา เมื่อเห็นว่าฝั่งของตนมีถึงสี่คน แต่อีกฝ่ายมีเพียงคนเดียวเท่านั้น นึกในใจว่าตนเองต้องชนะอย่างแน่นอน 

            กู่ซือเอินกลับไม่ได้สนใจฝั่งของตนเอง นางมองตรงไปยังอูหลินเฟิงแล้วกล่าวว่า "อย่าออมมือ"

    คำพูดนี้เป็นบอกทั้งกับอูหลินเฟิงและคนทั้งสามฝั่งเดียวกับนาง เมื่อได้ยินแบบนั้นอีกสาม คนก็หันไปหานางเป็นทางเดียว คำกล่าวของกู่ซือเอินราวกับกำลังบอกว่าชายหนุ่มที่มีระดับลมปราณเพียงแค่ระดับหกขั้นสูงมีความแข็งแกร่งที่ไม่ธรรมดา

            "หือ แม่นางรู้จักกับชายคนนี้งั้นหรือ...บอกให้อีกฝ่ายยอมแพ้ดีกว่ามั้ง"สตรีชุดม่วงกล่าวด้วยความแปลกใจ สตรีชุดดำข้างๆ นางที่เป็นถึงจอมยุทธ์ชั้นสูงกลับพูดว่าอย่าออมมือ

            “ข้าเคยเห็นหน้าท่าน ท่านคือกู่….” ชายผมสีน้ำตาลที่เป็นลูกศิษย์ของสถาบันเทพราชันสาขาที่หก สาขาข่าวสารเขาย่อมต้องเคยเห็นหน้ากู่ซือเอินที่ติดอันดับร้อยมังกรทะยาน แถมยังติดอันดับสูงถึงอันดับที่สิบเอ็ด แต่เขายังไม่ทันกล่าวชื่อของกู่ซือเอินออกมา นางก็ได้เคลื่อนไหวไปก่อนเสียแล้ว

    กู่ซือเอินไม่พูดอะไรอีก เร่งลมปราณของตนเองและเกร็งกล้ามเนื้อขาพุ่งไปหาอูหลินเฟิงอย่างรวดเร็ว

            "เร็วมาก!" สตรีชุดม่วงที่เห็นความเร็วของกู่ซือเอินกล่าวออกมาอย่างตกตะลึง ไม่ใช่เพียงแค่นางแต่ว่า อีกสองคนที่เหลือรวมถึงผู้ชมบางส่วนก็ตกตะลึงเช่นกัน ความเร็วของนางพอๆ กับ ราชันขั้นกลางที่เชี่ยวชาญด้านความเร็วเลยทีเดียว

    กู่ซือเอิน ซัดฝ่ามือเข้าไปที่กลางลำตัวของอูหลินเฟิง นางกะแรงที่จะทำให้อูหลินเฟิงออกไปจากสนามประลองเท่านั้น แต่ฝ่ามือที่ควรจะโดนตัวของอูหลินเฟิง กลับทะลุร่างนั้นไปอย่างง่ายดาย

            'ภาพมายาจริงๆ ด้วย'กู่ซือเอินคิดในใจ นางเองก็ไม่คิดว่าอูหลินเฟิงจะพ่ายแพ้ง่ายดายนัก ร่างมายาของอูหลินเฟิงได้ซ่อนยันต์อาคมระเบิดเอาไว้ภายในหลายใบ ยันต์แต่ละใบส่องแสงสว่างออกมา พร้อมที่จะระเบิดออกมาได้ตลอดเวลา แต่ว่าร่างของกู่ซือเอินก็สามารถหลบออกมาได้อย่างรวดเร็ว  ตูม! ตูม! ตูม! ยันต์ระเบิดพลาดเป้าหมาย ไม่อาจทำอะไรกู่ซือเอินได้แม้แต่น้อย นั้นก็เพราะว่ากู่ซือเอินย่อมรู้วิธีสู้ของอูหลินเฟิง

            "ภาพมายา? ชายคนนั้นใช้พลังจิตได้?"ชายหัวโล้นกล่าว เมื่อเห็นว่าร่างของฝั่งตรงข้ามหายไป แถมยังปรากฏยันต์ระเบิดขึ้นมาอีกด้วย

            “เหมือนว่าจะเคยเห็นชายคนนั้นที่ไหนมาก่อน?” ชายผมสีน้ำตาล ทำท่านึกเขาว่าเขาเคยเห็นอีกฝ่ายมาก่อน แต่นึกเพียงไม่นานก็สามารถรับรู้ได้ทันที “อันดับที่หนึ่งร้อยของร้อยมังกรทะยาน อูหลินเฟิง ” แม้ว่าเขาจะเคยเห็นหน้าอีกฝ่ายผ่านอันดับของร้อยมังกรทะยานแต่ว่าอันดับที่หนึ่งร้อยนั้น ไม่ได้เป็นอันดับที่สูงส่งมากมายนัก

            “หือ? อันดับที่หนึ่งร้อย เป็นเพียงนักสู้ระดับหกขั้นสูงงั้นเหรอ ไม่ใช่ว่าอันดับของปีนี้ทุกคนแทบจะเป็นชนชั้นจอมยุทธ์หมดแล้วไม่ใช่หรือ” ชายหัวโล้นกล่าวอย่างแปลกใจ เขานึกว่าในปีนี้ความแข็งแกร่งของร้อยมังกรทะยานจะอยู่ในกลุ่มของจอมยุทธ์ทั้งหมดแล้วแท้ๆ กลับมีนักสู้ระดับหกหลุดมาได้คนหนึ่งงั้นหรือ

            “จากข้อมูลขอเป็นนักฝึกสัตว์ ความแข็งแกร่งไม่ได้มาจากระดับลมปราณของตนเอง” ชายผมสีน้ำตาลกล่าว

            “อย่ามัวแต่คุยกันสิ...อีกฝ่ายหายไปไหนก็ไม่รู้” สตรีชุดม่วงกล่าวเตือนสติเพื่อนร่วมกลุ่ม

            “เรื่องนั้นข้าเห็นด้วย” อยู่ๆ เสียงของอูหลินเฟิงก็ปรากฏออกมาข้างหลังของพวกเขาทั้งสามคน พร้อมๆ กับร่างของเขาที่มีกังปี้เกาะอยู่บนไหล่ปรากฏออกมาจากอากาศ

            “ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!/มาตอนไหนกัน/ได้ไง” จอมยุทธ์ขั้นกลางทั้งสามคนต่างตกใจที่อูหลินเฟิง สามารถผ่านสัมผัสปราณของพวกเขาเข้ามาใกล้ขนาดนี้ได้อย่างง่ายดาย โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย ทั้งสามต่างชักอาวุธของตนเองออกมาทันที

    สตรีชุดม่วงนำพัดออกมา ชายหัวโล้นหยิบขวานยักษ์ออกมา และ ชายหนุ่มผมน้ำตาลจากสถาบันเทพราชันนำดาบคู่ของตนเองออกมา แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเพียงนักสู้ระดับหก แต่กลับสามารถติดร้อยมังกรทะยานได้ไม่ว่าอย่างไรย่อมต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ถึงแม้จะเป็นเพียงอันดับที่หนึ่งร้อยก็ตาม

    แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้เคลื่อนไหวก็ได้มีเงาของกู่ซือเอินพุ่งผ่านหัวของพวกเขาทั้งสามคนไปด้วยความเร็วสูง

            “ถ่วงเวลานางไว้ก่อนกังปี้” อูหลินเฟิงหันไปสั่งกับกังปี้

            “เจี๊ยบ” กังปี้รับคำจากนั้นมันได้ขยายร่างของตนเอง กลายเป็นลิงยักษ์ที่มีมือขนาดใหญ่ ชกตรงเข้าไปยังกู่ซือเอินที่ชกเข้ามาเช่นเดียวกัน ตึง!!! เสียงการปะทะของหมัดดังสนั่นพร้อมกับแรงลมรุนแรง เพียงการปะทะเดียวก็บอกได้ว่าทั้งสองนั้นชกกันด้วยความรุนแรงมากเพียงใด

    กู่ซือเอินที่มีร่างกาย เป็นถึงร่างเทพอสูรอมตะในตำนาน ในด้านของร่างกายมีทั้งพละกำลัง ความเร็ว และพลังฟื้นฟูที่มหาศาลกว่าคนทั่วไป แรงต่อยของนางย่อมต้องไม่ธรรมดา แต่ว่ากังปี้ก็เป็นถึงสัตว์อสูรสายเลือดวิวัฒน์ที่วิวัฒนาการมือของตนเองให้มีความใหญ่โตและแข็งที่สุดภายในร่างกาย มันย่อมสามารถปะทะถ่วงเวลากับกู่ซือเอินได้ เพราะว่าตอนนี้มันเองก็เป็นถึงชนชั้นจอมอสูรขั้นสูงแล้ว

    เมื่อเห็นว่าหมัดแรกถูกสามารถหยุดไว้ด้วยบัตรของอีกฝ่าย กู่ซือเอินจึงโคจรลมปราณของตนเองออกมาทันที

            ปราณเทวราชพันพิษ ฝ่ามืออสรพิษ

            มือของนางค่อยๆ กลายเป็นสีฟ้าอันเป็นสัญลักษณ์ของปราณเทวราชขั้นพันพิษ นางเลือกที่จะประสานพิษของตนเองเข้ากับพลังหมัดที่รุนแรงและต่อยเข้าไปอีกครั้ง

            วิชาวิญญาณ เชื่อมประสานวิญญาณหยิบยืมพลัง

            กังปี้ก็เลือกที่จะต่อยสวนมาอย่างไม่เกรงกลัวหมัดที่ประสานพิษไว้ มือของกังปี้จากที่มีขนสีขาวขนของมันค่อยๆ กลายเป็นสีเขียว นั่นก็เพราะว่ามันก็ได้รับพลังของเสี่ยวปินที่เป็นอสรพิษเกล็ดหยก ใช้พิษสลายปราณต้านพิษเทวราชของกู่ซือเอิน

            ‘แข็งแกร่งถึงขนาดนี้เชียวหรือ’ นางเองก็รู้จักกังปี้เป็นอย่างดี เมื่อก่อนวานรแขนยักษ์ตนนี้ไม่ได้แข็งแกร่งมากขนาดนี้ เหมือนว่าในเวลาที่ผ่านมาอีกฝ่ายเองก็ฝึกหนักมากเช่นกัน แต่ว่าพิษสลายปราณแม้จะเป็นพิษที่แข็งแกร่ง แต่ก็ทำได้เพียงแค่ถ่วงเวลาเท่านั้น เพราะไม่ว่าอย่างไรเทวราชพันพิษก็เหนือกว่าพิษสลายปราณ

            “วานรแขนยักษ์ตัวนี้แข็งแกร่งยิ่งนัก” ชายหัวโล้นกล่าวอย่างตกตะลึง มิน่าล่ะอีกฝ่ายถึงอยู่ในร้อยมังกรทะยาน เพราะว่ามีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งถึงขนาดนี้ เขาหันไปถามกับชายหนุ่มผมสีน้ำตาลที่ดูเหมือนจะมีข้อมูลของอูหลินเฟิงผู้นี้ “เจ้านั่นยังมีสัตว์อสูรอื่นที่แข็งแกร่งอีกหรือไม่”

            “จากข้อมูล เขายังมีอสรพิษเกล็ดหยก หมาป่าขนเพลิงอีกแปดตัว อินทรีย์ขนเทาหนึ่งตัว และอาชาขนวารี” ชายผมสีน้ำตาลกล่าว นั่นคือข้อมูลที่เขาได้อ่านภายในบันทึกของร้อยมังกรทะยานปีนี้

            ‘มีข้อมูลของข้าเยอะซะจริง แต่ว่ายังมีข้อมูลของฮุยฮุยอยู่ ทั้งๆ ที่ข้าปล่อยมันเป็นอิสระแล้ว ถ้าเช่นนั้นก็ดีข้าจะใช้พลังที่พวกเจ้า และ ที่แดนจันทราโลหิตรู้เท่านั้น’ อูหลินเฟิงคิดในใจ ความสามารถของเขาถูกถ่ายทอดในงานประลองล่าสัตว์อสูรไปแล้วหนึ่งครั้ง และข้อมูลการต่อสู้บางส่วนแดนจันทราโลหิตย่อมต้องรับรู้ เช่นเรื่องของลุค เพราะฉะนั้นในการต่อสู้ครั้งนี้เขาจะใช้เพียงแค่สิ่งที่เขาเคยแสดงออกไปเท่านั้น ชิกิงามิระดับพิเศษ อย่างร่างมังกรเหมันต์และร่างจิ้งจอกเก้าหาง เขาจะยังไม่ใช้ออกมา

            ‘แต่คนคนนี้กลับไม่รู้ว่า ข้ามีเสี่ยวหยุนอยู่ด้วย หมายความว่าเขาอาจจะไม่ใช่พวกเดียวกับแดนจันทราโลหิตสินะ’ อูหลินเฟิงคิด การที่อีกฝ่ายไม่รู้ว่าเขามีวิหคมรณะอยู่ด้วย มีความเป็นไปได้ว่าเขาไม่ได้เป็นพวกเดียวกับแดนจันทราโลหิต นั่นก็เพราะว่าวิหคมรณะเป็นสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมากข้อมูลที่สำคัญแบบนี้ควรที่จะบอกพวกเดียวกันให้รับรู้ไว้

            “ไม่จำเป็นต้องถามมาก แค่จัดการเขาก่อนนำสัตว์อสูรตัวอื่นออกมาก็พอ” สตรีชุดม่วงกล่าว จุดอ่อนของนักฝึกสัตว์ก็คือความสามารถในการต่อสู้ระยะประชิด นางโคจรลมปราณของตนเองลงที่พัดของนาง

            ปราณวายุ เคียวสายลม สายลมจำนวนมากที่ถูกบีบอัดจนเป็นเคียวสายลมพุ่งตรงเข้าหาอูหลินเฟิงอย่างรวดเร็ว

    แต่ว่าแทนที่อูหลินเฟิงจะพยายามหลบหลีกการโจมตีที่เข้ามา เขาได้สะบัดมือออกไปภายในมือของเขามีแส้สีเขียว สะบัดออกไปต้านเคียวสายลมที่พุ่งเข้ามา แส้สีเขียวนั้นสามารถต้านทานการโจมตีของเคียวสายลมได้และยังสามารถทำลายเคียวสายลมทั้งหมดลงได้อย่างง่ายดาย

            “อะไรกัน! แส้งั้นหรือ?” สตรีชุดม่วง กล่าวออกมาอย่างตื่นตระหนก อีกฝ่ายมีลมปราณที่น้อยกว่านางแต่กลับสามารถใช้แส้ในมือต้านทานการโจมตีของนางได้งั้นหรือ แต่เมื่อนางสังเกตแส้สีเขียวนั้นดูดีๆ แล้ว สิ่งที่อูหลินเฟิงถือกลับไม่เหมือนแส้ทั่วไป เพราะว่าแส้นั้นมีเกล็ดสีเขียวเหมือนกับเกล็ดของงู 

            “ทำได้ดีมาก เสี่ยวปิน” อูหลินเฟิงกล่าว พร้อมกับหันไปที่ไหล่ด้านขวาของตนเอง ที่ไหล่ด้านขวาของอูหลินเฟิงเสี่ยวปินที่ย่อขนาดเล็กลงโดยอาศัยพลังย่อขยายตัวของกังปี้ ได้ย่อขนาดของตนเองให้เล็กลงเพื่อมาเกาะอยู่บริเวณแขนขวาของอูหลินเฟิง แต่เดิมตัวมันที่มีขนาดใหญ่โตมีความยาวมากกว่าสิบห้าเมตร เมื่อมันย่อขนาดเล็กลงแต่ยังคงความยาวของร่างกายตนเองไว้ อาศัยเกล็ดที่แข็งแกร่งตัวของเสี่ยวปินย่อมทำหน้าที่เป็นแส้ที่แข็งแกร่งให้กับอูหลินเฟิงได้เป็นอย่างดี และมันยังสามารถที่จะปรับเปลี่ยนความสั้นยาวของร่างกาย ทำให้แส้ที่เกิดจากตัวของมันยืดหดได้ดั่งใจ

            “อสรพิษเกล็ดหยก ที่ย่อตัวชนกลายเป็นแส้งั้นหรือ” สตรีชุดม่วงที่เห็นอสรพิษเกล็ดหยกก็รับรู้ได้ทันทีว่าเหตุใดนางถึงไม่อาจโจมตีเข้าได้ นั่นก็เพราะว่าอสรพิษเกล็ดหยก ตัวนี้เป็นถึงชนชั้นจอมอสูรขั้นสูงเช่นเดียวกับวานรแขนยักษ์เมื่อครู่

    “อ๊ากกก” ในตอนนั้นเองชายหัวโล้นได้หยิบขวานยักษ์ของตนเองออกมา พร้อมกับโคจรลมปราณปฐพีเข้าไปยังขวานยักษ์ของเขา

            ลมปราณปฐพี ขวานทลายนภา

            ชายหัวโล้นได้กระโดดขึ้นไปบนฟ้าและฟาดฟันขวานยักษ์ที่ผนึกไว้ด้วยลมปราณเข้มข้น หวังที่จะฟาดฟันเกล็ดอันแข็งแกร่งของอสรพิษเกล็ดหยกที่ทำหน้าที่แส้คอยปกป้องอยู่ข้างกายของอูหลินเฟิง

            “เสี่ยวปิน ประสานพลังวิญญาณกับข้า” อูหลินเฟิงกล่าว จากนั้นดวงจิตวิญญาณของเขาและเสี่ยวปินก็ประสานเป็นหนึ่งเดียว

            เนตรอสรพิษ สะกดดวงจิต ประสาน พลังจิตวิญญาณ เยือกแข็งจิตวิญญาณ

            แต่เดิมสายพันธุ์ของอสรพิษเกล็ดหยกนั้นนอกจากจะมีเกรดที่มีความแข็งอย่างมหาศาล พิษสลายปราณที่รับมือได้ยาก ยังมีดวงตาที่สามารถสะกดจิตของผู้ที่จ้องมองมันได้ หากผู้ใดที่มีพลังจิตอ่อนแอก็จะถูกมันสะกด ตัวของกู่ซือเอินยังเคยถูกเนตรของมันสะกดมาแล้ว

    การประสานวิชาเยือกแข็งดวงจิตวิญญาณ เข้ากับเนตรสะกดจิตของเสี่ยวปิน จึงกลายเป็นวิชาเนตรที่มีความสามารถในการสะกดจิตนึกคิดอย่างสมบูรณ์

            เนตรอสรพิษ เยือกแข็งสะกดดวงจิตวิญญาณ

            ดวงตาของเสี่ยวปินจ้องมองไปยังชายหัวโล้นที่พุ่งลงมา ดวงตาของทั้งสองประสานเข้าหากัน ทันใดนั้นสตินึกคิดทุกอย่างของชายหัวโล้นก็ดับวูบลง อูหลินเฟิงอาศัยจังหวะนั้นสะบัดแส้ ไปพันร่างกายของชายหัวโล้นและโยนเขาออกไปนอกลานประลองอย่างรวดเร็ว กว่าที่ชายหัวโล้นจะได้สติกลับมาก็มายืนอยู่นอกสนามประลองแล้ว

            “อะไรกัน!!!...เมื่อกี้ข้ากำลังจะฟันขวานลงไปไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงไม่อยู่นอกลานประลองได้” ชายหัวโล้นกล่าวอย่างไม่เข้าใจ ทันใดนั้นป้ายที่เขาได้รับมาก็ส่องแสงพาเขาออกไปนอกลานประลองกลับไปยังจุดที่เข้ามาทันที

            “ดูเหมือนว่าตำแหน่งร้อยมังกรทะยานอันดับที่หนึ่งร้อย อาจจะไม่ถูกต้องเสียแล้ว” ชายผมสีน้ำตาลกล่าวขึ้นมาเมื่อเห็นความสามารถในการต่อสู้ประสานกับสัตว์อสูร ใช้อสูรเพียงสองตัวตอนนี้กลับสามารถ เอาชนะหนึ่งในพวกเขาที่เป็นถึงชนชั้นจอมยุทธขั้นกลางได้แล้ว ทันใดนั้นเองเขาได้สังเกตเห็นที่มือซ้ายของอูหลินเฟิงว่าได้มียันต์สีขาวปรากฏขึ้นมา

            วิชายันต์ชิกิงามิ ระดับสูง ประสาน ดวงจิตวิญญาณแฝด

            อูหลินเฟิงเลือกที่จะให้ลุคออกมาเพื่อช่วยสู้ การถ่วงเวลาของกังปี้ย่อมสามารถถ่วงเวลาได้ไม่นาน และเขาเองก็ไม่อยากที่จะต่อสู้ กู่ซือเอิน แต่ถ้าหากเป็นลุคอาจจะสามารถรับมือได้ดีกว่า

    ยันต์สีขาวได้เปล่งประกายสีขาวออกมาสร้างเป็นร่างกายโดยอาศัยพลังลมปราณภายในร่างของอูหลินเฟิงเป็นร่างกายของชิกิงามิระดับสูง ร่างของชายที่มีใบหน้าคล้ายอูหลินเฟิง ได้ปรากฏออกมาแตกต่างกันเพียงสีผมของลุคเป็นสีทอง

            “คิดจะให้ฉันมารับมือกับพี่สะใภ้สินะ ยังไม่ทันได้หมั้นหมายหรือแต่งงาน ก็กลัวแฟนแล้วงั้นดิ อดห่วงอนาคตไม่ได้เลยพี่ชาย” ลุคกล่าวเหน็บแนมจิตวิญญาณแฝดที่เป็นพี่ชายของตนเอง นับตั้งแต่ตอนนั้นที่เถียงกันเรื่องตำแหน่งของพี่น้อง ภายในดวงวิญญาณหลักอันเป็นที่พักผ่อนของดวงจิตวิญญาณแฝด ได้ตกลงกันแล้วว่า เรนคือพี่ใหญ่ อูหลินเฟิงคนพี่คนกลาง ส่วนลุคคือน้องเล็กสุด

            “เงียบไปเลย” อูหลินเฟิงกล่าว ต่อให้ซือเอินบอกว่าอย่าออมมือแต่เขาก็ไม่กล้าลงมืออยู่ดี ถึงจะรู้ว่าซือเอินมีร่างกายที่แข็งแกร่งและสามารถรักษาตนเองได้ก็ตาม

            ..

            ..

            จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน

    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    971K 2377
    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.76M 3640
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    195K 399
    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    นิยาย แฟนตาซี
    73K 77
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    นิยาย แฟนตาซี
    3.26M 1036
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    377K 775
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984