บนระเบียงสวี่มั่วนั่งหมอบอยู่มุมหนึ่งด้วยสีหน้าปวดหัวมองทะลุกระจกไปยังจ้าวลี่อิ่งที่อยู่ด้านใน
จ้าวลี่อิ่งกอดอกมองเจ้าฮัสกี้ด้วยเช่นกัน พูดอย่างขุ่นเคืองว่า“แกไปนั่งทบทวนตัวเองบนระเบียงนี่แหละ!ไม่ถึงเวลาอาหารเย็นฉันจะไม่ปล่อยแกออกมาเด็ดขาด!!”
เธอก็พอจะได้บทเรียนแล้ว คราวนี้ไม่เอาฮัสกี้ไปขังข้างนอกแต่เลือกจะขังไว้ในระเบียงแทน
ก็แค่ไปนอนบนเตียงหน่อยเอง แล้วก็มีน้ำลายหยดเปียกผ้าปูนิดๆแค่นี้ต้องโวยวายขนาดนั้นเลยหรือ ไร้น้ำใจจริงๆ!!
สวี่มั่วเบ้ปากในใจ หันหน้าหนีทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของเธอ
เมื่อครู่ เขาเพิ่งถูกจ้าวลี่อิ่งปลุกจนฝันหวานสลายไปเป็นรอบที่สองแล้วก็โดนไล่มาขังตรงนี้
เห็นฮัสกี้ทำท่า ‘ไม่รู้สึกผิด’ แบบนั้น จ้าวลี่อิ่งยิ่งโมโหขึ้นเสียงใส่ว่า “นี่มันท่าทีอะไรกัน ไม่รู้จักผิดเลยใช่ไหมเชื่อไหมว่าฉันจะไม่ให้แกกินข้าวเย็น!”
ขู่ด้วยอาหารเย็นงั้นเหรอ เด็กน้อยชะมัด!นึกว่าฉันเป็นเด็กสามขวบ…หรือหมาน้อยสามเดือนรึไง!
สวี่มั่วกลอกตา แล้วถึงกับหันหลังใส่ โบกหางไปมาให้อีกฝ่ายดูก่อนแหงนหน้ารับแสงอาทิตย์ยามเย็น ชมแสงสีส้มทองบนขอบฟ้า
“…”
จ้าวลี่อิ่งกัดฟันแน่นแทบอยากเปิดประตูออกไปจัดการเจ้านี่ด้วยหมัดชุดใหญ่แต่สุดท้ายก็ยังกลั้นใจหันหลังกลับเข้าห้องนอนแทน ไม่อยากเห็นหน้าให้ปวดหัว
“เจ้าหมาบ้านี่กล้าดียังไงมาทำผ้าปูที่นอนที่ฉันชอบที่สุดสกปรก…”เธอมองผ้าปูเตียงที่ยังมีรอยน้ำลายและคราบเป็นรูปเจ้าฮัสกี้ชัดเจนก็ได้แต่สาปแช่งในใจ ก่อนจะถอดออกไปซัก
ระหว่างนั้น สายตาเธอดันเหลือบไปเห็นผ้าห่มที่วางอยู่บนหัวเตียง
จ้าวลี่อิ่งชะงัก คิดอย่างงุนงงว่า
จริงสิ แล้วผ้าห่มนี่มันยังไงกันแน่ ฉันเป็นคนหยิบมาตอนงัวเงียจริงๆเหรอ
เธอจำไม่ค่อยได้แล้ว แต่ก็คิดว่าคงมีแต่เหตุผลนี้แหละเลยเลือกจะเชื่อแบบนั้น แล้วไม่คิดอะไรต่ออีก
ด้วยเหตุผลตามสามัญสำนึกเธอไม่มีทางเดาออกเลยว่านี่เป็นฝีมือของเจ้าฮัสกี้
หลังจากเอาผ้าปูเตียงใส่เครื่องซักผ้าแล้วจ้าวลี่อิ่งก็จัดการตัวเองเล็กน้อย ก่อนหยิบกระเป๋าถือเตรียมออกไปซื้อของมาทำอาหารเย็น
ตอนเดินผ่านห้องนั่งเล่น เธอเหลือบมองระเบียงเห็นเจ้าฮัสกี้ยังคงนั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่ตรงนั้น ไม่รู้คิดอะไรอยู่ เธอจึงแค่นเสียงใส่ว่า“ฉันจะออกไปซื้อของนะ! ถือเป็นการลงโทษ ไม่พาแกออกไปด้วยหรอกนั่งทบทวนตัวเองให้ดีๆ ล่ะ!”
สวี่มั่วเหลือบมองเธอ เห็นอีกฝ่ายแสยะยิ้มเหมือนดีใจที่ได้เอาคืนแล้วหันหลังเดินไปที่ประตู
เด็กน้อยเอ๊ย!!
สวี่มั่วเบ้ปากในใจพอได้ยินเสียงประตูปิดหลังจากเธอออกไปแล้วก็ลุกขึ้น เดินไปที่บานเลื่อนกระจกใช้กรงเล็บค่อยๆ แงะออกแล้วลอดกลับเข้ามาในห้องนั่งเล่น ก่อนจะกระโดดขึ้นไปบนโซฟา
เขาเห็นรีโมตก็เลยเอื้อมไปกดเปิดทีวี เปลี่ยนไปยังช่องที่เปิดเพลงแล้วนอนเอกขเนกฟังเพลงไปพลาง พร้อมกับเรียกหน้าจอระบบขึ้นมาเพื่อเข้าอินเทอร์เน็ต
เข้าสู่หลังบ้านนักเขียนของเว็บ Feilu พบว่านิยายเรื่องใหม่ของเขาผ่านการตรวจสอบแล้วแถมยังถูกใส่ไว้ในอันดับ ‘หนังสือใหม่เข้าคลัง’ และมียอดกดเก็บเข้าชั้นหนังสือแล้วหลายคน
เขาเปิดหน้าต่างสร้างตอนใหม่ แล้วใช้ความคิดพิมพ์อย่างรวดเร็วเพียงไม่นานก็เสร็จสิ้นหนึ่งตอน
เขากดอัปโหลดทันที จากนั้นก็สร้างตอนใหม่ เขียนเสร็จ อัปโหลดทำแบบนี้วนซ้ำไปเรื่อยๆ…
สวี่มั่วเขียนติดกันรวดเดียวร้อยตอนถึงได้หยุด แล้วคิดในใจว่า
โอเคละ มากกว่านี้นักอ่านก็อ่านไม่จบอยู่ดีไว้พรุ่งนี้ค่อยเขียนต่อแล้วกัน…
ตอนนั้นเอง หูของสวี่มั่วกระดิกเขาหันไปมองทางประตู...ได้ยินเสียงลิฟต์เปิด ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของจ้าวลี่อิ่ง
สวี่มั่วรีบเอาอุ้งเท้ากดรีโมตกดปิดทีวี แล้วกระโดดลงจากโซฟาวิ่งกลับไปที่ระเบียง ก่อนจะดันบานเลื่อนกระจกปิดไว้เหมือนเดิม
ไม่นาน เสียงไขกุญแจก็ดังขึ้นจ้าวลี่อิ่งที่หิ้วถุงผักเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นเหลือบมองฮัสกี้ที่‘ถูกขังอยู่ตรงระเบียง’ ก็พยักหน้าด้วยความพอใจ จากนั้นก็ยกของเข้าครัวไป
เฮ้อ…การอยู่บ้านคนอื่นไม่สะดวกจริงๆ ยังต้องคอยรักษาน้ำใจยัยนี่อีก…สักวันหนึ่งฉันจะต้องพลิกสถานการณ์ กลายเป็นเจ้าของบ้านเสียเอง…
สวี่มั่วคิดในใจ พลางเรียกหน้าจอระบบขึ้นมา เปิดอินเทอร์เน็ตดูคลิปตลกฆ่าเวลาไปพลางๆ โดยไม่รู้เลยว่าการอัปโหลดนิยายรวดเดียวร้อยตอนที่เว็บไซต์ Feilu เมื่อครู่นี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมไม่น้อยแล้ว…